
ก.ล.ต. แถลงอัปเดตทิศทางการขับเคลื่อนตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัลไทย
Tokenized MMF: เตรียมเห็นกองทุนตลาดเงินแบบ Tokenized กองแรกของไทยช่วงปลายเดือน ก.ย.นี้ ช่วยให้ซื้อ-ขายและไถ่ถอนหน่วยลงทุนได้แบบ Real-time หรือ T+0 พร้อมเดินหน้าต่อยอด Tokenization ไปยังสินทรัพย์อื่น
New Economy IPO: เร่งดึงธุรกิจยุคใหม่เข้าตลาดทุน ปรับกระบวนการพิจารณา IPO ให้เร็วขึ้น เหลือ 70–100 วัน พร้อมนำร่อง IPO Sandbox จำนวน 3 บริษัท
TISA: ตั้งเป้าให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีมีผลภายในปีภาษี 2570 หวังสร้างแรงจูงใจให้คนไทยออมและลงทุนระยะยาว
เป็นประจำทุกเดือนที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะออกมาอัปเดตความคืบหน้าและทิศทางการพัฒนาตลาดทุนไทย ซึ่งในครั้งนี้มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ
ตั้งแต่การนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามายกระดับการลงทุน การปรับกติกาเพื่อดึงดูดธุรกิจศักยภาพเข้าสู่ตลาดทุน ไปจนถึงการสร้างแรงจูงใจให้คนไทยหันมาลงทุนระยะยาวมากขึ้น
Thairath Money หยิบ 3 เรื่องที่น่าจับตา มาอัปเดตให้เห็นภาพไปพร้อมกัน ทั้งการเตรียมเปิดตัว Tokenized MMF กองแรกของไทย, การดึงธุรกิจ New Economy เข้าสู่ตลาดหุ้นผ่าน IPO Sandbox และความคืบหน้า TISA ที่ตั้งเป้าให้มีผลรองรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายในปีภาษี 2570
เริ่มจากเรื่องแรกที่เราจะได้เห็นเร็วๆ นี้ก่อนเป็นอันดับแรก สำหรับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ ก.ล.ต. กำลังเดินหน้าผลักดันการนำเทคโนโลยี Tokenization มาใช้กับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขยายโอกาสการเข้าถึงการลงทุน
จอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ ก.ล.ต. เล่าว่า นวัตกรรมแรกที่จะได้เห็นความชัดเจนเร็วที่สุดคือการเปิดตัว “กองทุนรวมตลาดเงินที่นำมาแปลงเป็นโทเคนดิจิทัล” แห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นการประชาสัมพันธ์และเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคมนี้
สำหรับการดำเนินงานของ Tokenized MMF ดังกล่าว จะเป็นการเสนอขายโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ภาคเอกชนตามกระบวนการจัดตั้งกองทุนปกติ
แต่มีการนำเทคโนโลยี Atomic Swap และการแปลงเป็นโทเคนดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไข้อจำกัดเรื่องสภาพคล่อง จากเดิมที่การขายคืนหน่วยลงทุน MMF ดั้งเดิมจะต้องรอรับเงินในวันทำการถัดไป (T+1)
ปรับเปลี่ยนมาเป็นการไถ่ถอนแบบ T+0 เรียลไทม์ ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ผู้ลงทุนสามารถขายคืนหน่วยลงทุนและได้รับเงินสดกลับมาทันทีเสมือนการถอนเงินจากธนาคาร
ในส่วนของกลไกตลาดรองและการสร้างสภาพคล่อง จะมีดีลเลอร์ (Dealer) เข้ามาทำหน้าที่เป็นคนกลางรับซื้อขายหน่วยลงทุนโทเคนกับผู้ลงทุนโดยตรง รวมถึงการจับมือร่วมกันระหว่างผู้ให้บริการ เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมซื้อคืน
ด้านโครงสร้างเทคโนโลยีเบื้องหลังจะใช้กลไก Burn and Mint หรือ Locked and Mint เพื่อรักษาความปลอดภัยของหลักทรัพย์ดั้งเดิมในการทำธุรกรรมข้ามบล็อกเชน โดยกระบวนการนำร่องในระยะแรกนี้สามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมาย
ด้าน ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุว่า ได้วางเป้าหมายให้ Tokenized MMF เป็นกรณีศึกษา (Use Case) ในการเรียนรู้ระบบร่วมกันระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล ผู้ประกอบธุรกิจ และนักลงทุน
ก่อนจะขยายผลการนำเทคโนโลยี Tokenization และระบบการชำระราคา T+0 ไปสู่หลักทรัพย์ดั้งเดิมประเภทอื่น เช่น กองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ ตลอดจนกองทุนหุ้นในอนาคต
เพื่อเปิดโอกาสให้สามารถย่อยหน่วยลงทุนเป็นขนาดเล็ก เพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขาย และขยายการเข้าถึงของนักลงทุนรายย่อยได้อย่างกว้างขวางขึ้น
ควบคู่กันนี้ ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการร่วมผลักดัน ร่างกฎหมายหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการชี้แจงในชั้นกรรมาธิการ เพื่อวางรากฐานการออกเกณฑ์กำกับดูแล การกำหนดมาตรฐานกลาง และการสนับสนุนให้เกิดตลาดรอง สำหรับหลักทรัพย์โทเคนอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว
อีกเรื่องที่ ก.ล.ต. ให้ความสำคัญควบคู่กัน คือการสนับสนุนด้านอุปทานของตลาดทุนไทย หลังจากในปี 2569 ตลาด IPO ค่อนข้างซบเซา โดย ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ มีเป้าหมายร่วมกันในการดึงดูดบริษัทที่มีศักยภาพและมีคุณภาพเข้าสู่ตลาดทุน
โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ New Economy หรือเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ซึ่งถือเป็นกลุ่ม New Growth ที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ขณะเดียวกัน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างการยกระดับกระบวนการพิจารณาอนุญาตเสนอขายหุ้น IPO ให้มีความกระชับและมุ่งเป้ามากขึ้น โดยยังคงหลักการกลั่นกรองคุณภาพเพื่อคุ้มครองผู้ลงทุนเป็นสำคัญ
สุชา บุณยเนตร รองเลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยถึงความคืบหน้าว่า ก.ล.ต. ได้ร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ และสมาคมที่เกี่ยวข้อง ปรับกระบวนการทำงานเพื่อให้ระยะเวลาพิจารณาอนุญาต IPO ลดลง จากเดิมที่ใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 147 วัน เหลือเป้าหมายราว 70–100 วัน โดยนับจากวันที่บริษัทบริษัทได้ทำการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวน (แบบ Filing) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงเกณฑ์เพื่อรองรับธุรกิจ New Economy โดยผ่อนคลายข้อจำกัดบางส่วนทั้งในด้าน มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) และ ประวัติการดำเนินงาน (Track Record) รวมถึงเชื่อมโยงสิทธิประโยชน์ร่วมกับ BOI และ EEC เพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจนวัตกรรมสามารถเข้าถึงตลาดทุนและแหล่งเงินทุนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
เบื้องต้น ก.ล.ต. เตรียมนำแนวทางดังกล่าวมาทดลองผ่าน IPO Sandbox กับ 3 บริษัท โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดเตรียมและพิจารณาร่างไฟลิ่ง ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นบริษัทใน Pipeline ทยอยเข้ามาให้พิจารณาในช่วง เดือนตุลาคม–ธันวาคมนี้
ส่วนหลังจาก ก.ล.ต. อนุญาตแล้ว บริษัทจะมีระยะเวลาในการเสนอขายหุ้นภายใน 6 เดือน และสามารถขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกิน 6 เดือน ทั้งนี้ ระยะเวลาการเสนอขายจริงจะขึ้นอยู่กับความพร้อมและการพิจารณาของแต่ละบริษัท
ปิดท้ายด้วยอีกหนึ่งกลไกสำคัญในฝั่งอุปสงค์ของตลาดทุน นั่นคือ โครงการบัญชีการออมและการลงทุนส่วนบุคคล (Thailand Individual Savings Account หรือ TISA) ซึ่ง ก.ล.ต. มองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน จากการออมเงินสดหรือฝากเงินไว้กับธนาคาร ไปสู่การลงทุนระยะยาวในตลาดทุนมากขึ้น
ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ท่ามกลางปัจจัยท้าทายรอบด้าน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่อยู่ในระดับสูง ภาวะเงินเฟ้อ รวมถึงการเติบโตที่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ซึ่งล้วนส่งผลต่อความผันผวนของกระแสเงินทุนและตลาดการลงทุนไทย ก.ล.ต. จึงเดินหน้ายุทธศาสตร์ภายใต้แนวคิด “คุณภาพคือคำตอบ” โดยมุ่งยกระดับทั้งฝั่งอุปสงค์และอุปทาน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศตลาดทุนไทยในระยะยาว
สำหรับ TISA ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “1 บัญชี 2 วัตถุประสงค์” ประกอบด้วย การออมเพื่อการเกษียณอายุ และการส่งเสริมการลงทุนสำหรับตนเองและผู้เยาว์ เพื่อขยายฐานผู้ลงทุนในตลาดทุนไทย จากปัจจุบันที่มีบัญชีซื้อขายหุ้นแบบ Active ไม่ถึง 1 ล้านบัญชี
ขณะนี้ ก.ล.ต. ได้เสนอแนวทาง TISA ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว และตั้งเป้าหมายให้สามารถมีผลบังคับใช้เพื่อรองรับ สิทธิประโยชน์ทางภาษีภายในปีภาษี 2570
ในรายละเอียดเบื้องต้น การลงทุนผ่าน TISA จะมีเงื่อนไขการถือครองประมาณ 5 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาว โดยผลประโยชน์ทางภาษีและเงื่อนไขของการลงทุนจะมีรายละเอียดแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ของแต่ละบัญชี
ขณะเดียวกัน ก.ล.ต. อยู่ระหว่างเร่งหารือในรายละเอียดด้านระบบและโครงสร้างการรองรับธุรกรรม โดยเฉพาะการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสรรพากร เพื่อให้สามารถรองรับการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี รวมถึงการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ทั้งหุ้น เงินปันผล พันธบัตร และตราสารหนี้ได้อย่างเป็นระบบ
ดังนั้น ในระยะต่อไป สิ่งที่ต้องติดตามไม่ใช่เพียงการออกแบบสิทธิประโยชน์ทางภาษีเท่านั้น แต่รวมถึงการวางระบบให้ TISA สามารถทำหน้าที่เป็น โครงสร้างพื้นฐานสำหรับการออมและการลงทุนของคนไทยในระยะยาว ซึ่งจะเป็นอีกกลไกสำคัญในการขยายฐานนักลงทุน และสร้างอุปสงค์ที่มีคุณภาพให้กับตลาดทุนไทย
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้