สรุปปมข้อพิพาท “THCOM-GULF” ครม. สั่งฟ้อง 1.25 พันล้านบาท กระทบแค่ไหน?

Investment

Stocks

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

สรุปปมข้อพิพาท “THCOM-GULF” ครม. สั่งฟ้อง 1.25 พันล้านบาท กระทบแค่ไหน?

Date Time: 7 ก.ย. 2569 13:59 น.

Video

แบกทั้งบ้านจนไม่เหลือเก็บ! แก้ยังไงดี? โอมศิริ x ราเมษฐ์ KKP | Money Issue EP.71

Summary

ย้อนปมพิพาท “THCOM-GULF” หลัง ครม. ได้อนุมัติมอบอำนาจให้กระทรวดีอี ดำเนินกระบวนการทางกฎหมาย โดยเรียกร้องค่าปรับและค่าเสียหายรวมประมาณ 1,250 ล้านบาท


Latest


จากกรณีข้อพิพาทหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติมอบอำนาจให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดำเนินกระบวนการทางกฎหมายกับบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM และบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF  กรณีไม่ปฏิบัติตามสัญญาสัมปทานดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ โดยเรียกร้องค่าปรับและค่าเสียหายรวมประมาณ 1,250 ล้านบาท

ประเด็นนี้อาจกลายเป็นแรงกดดันต่อหุ้น THCOM และ GULF ในระยะสั้น แต่ด้วยข้อพิพาทที่ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นและอาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้ข้อยุติ นักลงทุนจึงต้องจับตาว่าสุดท้ายแล้วคดีนี้จะกระทบต่อผลประกอบการและมูลค่าหุ้นมากน้อยแค่ไหน

สำหรับราคาหุ้นปิดตลาดครึ่งเช้าวันนี้ THCOM ปรับตัวลดลง 0.20 บาท หรือ -1.92% มาอยู่ที่ 10.10 บาท ขณะที่หุ้น GULF ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ +1.62% มาอยู่ที่ 62.75 บาท


ย้อนปมพิพาทรัฐทวงทรัพย์สินฯ  เรียก 1.25 พันล้าน

ต้นตอของเรื่องนี้ ต้องย้อนกลับไปที่สัญญาสัมปทานดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ ซึ่งเดิมทีบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือชื่อปัจจุบันคือ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (INTUCH) และบริษัท ชินวัตรแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) หรือชื่อปัจจุบันคือ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) (THCOM) ได้ร่วมกันเป็นคู่สัญญากับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

โดย THCOM ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการดูแลกิจการดาวเทียมภายใต้สัญญาดังกล่าว ก่อนสิ้นสุดลงตามกำหนดระยะเวลา 30 ปี เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2564 ซึ่งยืนยันว่าได้ส่งมอบทรัพย์สินคืนให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครบถ้วนตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2564

แต่ตามรายงานข่าวระบุว่ากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เห็นต่างออกไป โดยมองว่ายังมีทรัพย์สินสำคัญที่ไทยคมไม่ได้ส่งมอบคืนรวม 6 รายการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับดาวเทียม 2 ดวงคือ TC-4 และ TC-6 และเคยส่งหนังสือแจ้งเตือนไทยคมมาแล้วอย่างน้อย 3 ครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ล่าสุด ครม. มีมติเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 อนุมัติให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ดำเนินกระบวนการทางกฎหมายกับทั้งไทยคมและกัลฟ์อย่างเป็นทางการ โดยเรียกร้องค่าปรับและค่าเสียหายรวมประมาณ 1,250 ล้านบาท

ส่วนประเด็นที่ทำให้ชื่อของ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย มาจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น จากเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ได้ควบรวมกิจการกับบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เสร็จสมบูรณ์ตามกฎหมาย

เกิดเป็นนิติบุคคลใหม่ซึ่งรับโอนทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบทั้งหมดของอินทัชมาโดยผลของกฎหมาย ทำให้ GULF เข้าสวมสิทธิเป็นคู่สัญญาหรือคู่ความในกรณีพิพาทใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสัญญาสัมปทานฉบับนี้แทนที่อินทัชโดยอัตโนมัติ


THCOM-GULF ยันส่งมอบทรัพย์สินครบ

ทั้ง THCOM และ GULF ได้ออกหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ วันที่ 7 กันยายน 2569 หลังมีข่าวกระทรวงดิจิทัลฯ เตรียมดำเนินการทางกฎหมาย โดยทั้งสองบริษัทยืนยันว่า THCOM ส่งมอบทรัพย์สินตามสัญญาสัมปทานให้กระทรวงฯ ครบถ้วนแล้วเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2564

THCOM ระบุว่า ทรัพย์สินที่กระทรวงฯ เรียกร้องตามข่าว ไม่อยู่ในขอบเขตที่ต้องส่งมอบตามสัญญา และบริษัทได้ชี้แจงประเด็นดังกล่าวต่อกระทรวงฯ มาโดยตลอด พร้อมยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามสัญญาและกฎหมายครบถ้วนแล้ว

หากมีการเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ บริษัทพร้อมใช้สิทธิต่อสู้ตามกฎหมาย โดย ณ วันที่ออกหนังสือ ยังไม่มีภาระผูกพันต้องดำเนินการหรือชำระเงินประมาณ 1,250 ล้านบาท ให้กระทรวงฯ

ด้าน GULF ชี้แจงในทิศทางเดียวกันว่า THCOM ส่งมอบทรัพย์สินครบถ้วนแล้ว และอธิบายเพิ่มเติมว่าเหตุที่ GULF เข้ามาเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ เป็นผลจากการควบบริษัทระหว่าง "บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)" กับ INTUCH ซึ่งควบรวมกันแล้วเกิดเป็นนิติบุคคลใหม่ชื่อ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568

ทำให้ในฐานะนิติบุคคลใหม่รับโอนทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของ INTUCH รวมถึงเข้าสวมสิทธิเป็นคู่สัญญาหรือคู่ความในข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับสัญญาสัมปทานดังกล่าว

ทั้งนี้ GULF ก็ยืนยันเช่นเดียวกับ THCOM ว่า ณ วันที่ออกหนังสือ ยังไม่มีภาระผูกพันในการชำระเงินประมาณ 1,250 ล้านบาท และหากมีการเริ่มกระบวนการอนุญาโตตุลาการ บริษัทจะใช้สิทธิต่อสู้ตามกรอบกฎหมายต่อไป


คดี “THCOM-GULF” เขย่าหุ้นแค่ไหน?

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรี ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ข่าวคดีความนี้จะกระทบเชิงลบต่อบรรยากาศการลงทุนเพียงในระยะสั้นเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานหรือสร้างความกังวลระยะยาว

เนื่องจากคดีความจะต้องผ่านกระบวนการอย่างน้อย 3 ศาล คือชั้นอนุญาโตตุลาการ (ราว 2-3 ปี) ศาลปกครองกลาง (อีกราว 2-3 ปี) และศาลปกครองสูงสุด (อีกราว 2-3 ปี) รวมแล้วอาจใช้เวลาถึง 6-9 ปีกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

นอกจากนี้ ได้พูดคุยกับทีมนักลงทุนสัมพันธ์ของไทยคมในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทยืนยันว่ายังมั่นใจว่าได้ปฏิบัติตามสัญญาสัมปทานอย่างครบถ้วน และจากการตรวจสอบงบการเงิน ไม่พบว่าไทยคมได้ตั้งสำรองหรือเปิดเผยประเด็นคดีความนี้ในงบการเงินหรือหมายเหตุประกอบงบ

จึงเชื่อว่าไทยคมจะยังไม่มีการบันทึกค่าใช้จ่ายสำรองสำหรับประเด็นนี้ตลอดช่วง 4-5 ปีข้างหน้า อีกทั้งจากการศึกษาคดีความในลักษณะเดียวกันระหว่างหน่วยงานรัฐกับเอกชน พบว่าแรงกดดันต่อราคาหุ้นมักอยู่ในช่วงราว 1-2 เดือนหลังข่าวเผยแพร่ ก่อนที่ราคาหุ้นจะกลับไปเคลื่อนไหวตามปัจจัยพื้นฐาน

โดยปัจจัยที่จะขับเคลื่อนราคาหุ้นไทยคมในระยะถัดไปคือความคืบหน้าการประมูลโครงการ USO เฟส 3 ซึ่งคาดว่าจะเป็นตัวพลิกฟื้นผลประกอบการของบริษัท ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 14.70 บาทต่อหุ้น

ด้านมุมมองของ บล.บัวหลวง มองต่างออกไป โดยระบุว่า ต้นตอของข้อพิพาทคือการตีความนิยาม "ทรัพย์สินที่ต้องโอนคืนรัฐ" ที่แตกต่างกัน โดยฝั่งรัฐมองว่าอุปกรณ์ 6 รายการเป็นส่วนควบสำคัญที่ต้องโอน ขณะที่ไทยคมยืนยันว่าได้ส่งมอบดาวเทียมและสถานีควบคุมหลักครบถ้วนแล้วตั้งแต่ 11 กันยายน 2564

เนื่องจากนิยามยังคลุมเครือ คาดว่าต้องผ่านกระบวนการอนุญาโตตุลาการและชั้นศาลซึ่งใช้เวลานาน 5-7 ปีกว่าจะถึงศาลปกครองสูงสุด จึงไม่น่าต้องตั้งสำรองจนกว่าจะมีคำตัดสิน แต่หากประเมินกรณีแพ้คดีถึงที่สุดประเมินผลกระทบไว้ที่ราว 1.15 บาทต่อหุ้น

สำหรับผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานระยะสั้นแทบไม่มี แต่จะกดดัน sentiment ของหุ้น เพราะก่อนหน้านี้ตลาดเคยมองว่าความเสี่ยงข้อพิพาทกับภาครัฐลดลงต่อเนื่อง การกลับมามีคดีอาจทำให้ตลาดให้น้ำหนักความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์มากขึ้นอีกครั้ง 

ประกอบกับหุ้นยังขาดปัจจัยกระตุ้นใหม่ ๆ ขณะที่รอความชัดเจนโครงการ USO เฟส 3 จาก กสทช. จึงยังคงคำแนะนำ "ขาย" ที่ราคาเป้าหมาย 9.50 บาท โดยระบุว่ายังไม่กระทบประมาณการผลประกอบการหรือ valuation ในระยะสั้น เนื่องจากยังไม่มีข้อสรุปทางกฎหมายหรือภาระทางการเงินที่เกิดขึ้นจริง

สำหรับหุ้น GULF ฝ่ายวิจัยฯ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ได้ติดต่อสอบถามไปยังกัลฟ์โดยตรงเพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งปัจจุบันบริษัทระบุว่ายังอยู่ระหว่างพิจารณาและอาจมีการชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมในภายหลัง จึงยังถือเป็นประเด็นที่ต้องติดตามใกล้ชิด

เบื้องต้นมองเป็น sentiment เชิงลบที่อาจกดดันราคาหุ้นในระยะสั้น เนื่องจากกัลฟ์ถูกระบุชื่อเป็นหนึ่งในคู่กรณีเช่นเดียวกับข้อพิพาทดาวเทียมในอดีต และด้วยโครงสร้างการถือหุ้นที่กัลฟ์ถือหุ้นไทยคมสัดส่วน 41.5% และรับรู้ผลประกอบการของไทยคมในงบการเงินรวม หากสุดท้ายเกิดกรณีเลวร้ายสุดที่ไทยคมต้องรับรู้ค่าเสียหายจากคดีนี้ ก็อาจส่งผลกระทบต่อกำไรของกัลฟ์ผ่านการรวมงบด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเป็นเพียงขั้นที่ ครม. อนุมัติให้ดีอีสามารถฟ้องร้องได้ตามมติเท่านั้น ยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำชี้ขาดใด ๆ ว่ากัลฟ์หรือไทยคมกระทำผิดตามข้อกล่าวหาจริงหรือต้องชำระค่าเสียหายแต่อย่างใด

จึงยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" ที่ราคาเป้าหมาย 80 บาท โดยมองประเด็นนี้เป็นเพียงแรงกดดันเชิง sentiment ต่อราคาหุ้นในระยะสั้น แต่ในเชิงปัจจัยพื้นฐานยังไม่กระทบต่อธุรกิจหลักทั้งโรงไฟฟ้าและธุรกิจดิจิทัลของกัลฟ์

หากราคาหุ้นปรับฐานจากประเด็นนี้ มองเป็นโอกาสในการทยอยสะสมลงทุนระยะยาว รับการเติบโตของกำไรใน 1-3 ปีข้างหน้า รวมถึงโอกาสจากการเข้าสู่รอบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ ของประเทศตามแผน PDP ที่คาดจะมีความชัดเจนขึ้นในเร็ว ๆ นี้


อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ