
ลงทุนอะไร กระจายอย่างไร และทำอย่างไรไม่ให้อารมณ์พอร์ตพัง? หาคำตอบผ่าน 3 แนวคิดจากนักลงทุนระดับโลก สู่การสร้างระบบสร้างความมั่งคั่งระยะยาว
ตลาดหุ้นขึ้นก็อยากซื้อ พอตลาดลงก็เริ่มกังวล หลายคนจึงพยายามจับจังหวะว่าเมื่อไรควรซื้อหรือขาย แต่สำหรับการลงทุนระยะยาว การพยายามเดาตลาดทุกครั้งอาจไม่ใช่คำตอบ
เพราะผลตอบแทนที่หายไปของนักลงทุนไม่ได้มาจากตลาดขาลงอย่างเดียว ยังมีทั้งค่าธรรมเนียม ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ รวมถึงอารมณ์ของตัวเองที่อาจทำให้ตัดสินใจพลาดในช่วงที่ตลาดผันผวน
ดังนั้น แทนที่จะถามว่า “หุ้นตัวไหนดี” อาจต้องกลับมาถามว่า เราจะจัดพอร์ตและวางแผนลงทุนอย่างไร ให้เดินหน้าต่อได้ในระยะยาว โดยไม่ต้องคอยเดาตลาดทุกครั้ง
แนวคิดของ 3 นักลงทุนระดับโลกอย่าง Warren Buffett, Ray Dalio และ Benjamin Graham อาจช่วยตอบคำถามนี้ได้ โดยแต่ละคนมีมุมมองที่แตกต่างกัน แต่เมื่อนำมาประกอบกัน สามารถกลายเป็นแนวทางลงทุน 3 ขั้นตอนที่เข้าใจง่ายและนำไปปรับใช้ได้จริง
เมื่อพูดถึง Warren Buffett นักลงทุนจำนวนมากอาจนึกถึงการเลือกหุ้นรายตัว แต่ลึกลงไป สิ่งที่ Buffett แนะนำสำหรับนักลงทุนทั่วไปกลับง่ายกว่านั้นมาก คือ ไม่จำเป็นต้องพยายามเลือกหุ้นให้เก่งกว่าตลาด แต่สามารถลงทุนผ่านกองทุนดัชนีหรือ ETF ที่มีต้นทุนต่ำและกระจายการลงทุนในหุ้นจำนวนมากได้
โดยเฉพาะดัชนี S&P 500 เหตุผลสำคัญคือ การลงทุนมี “ต้นทุน” เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ทั้งค่าบริหารจัดการ ค่าซื้อขาย และภาษี หากต้องจ่ายต้นทุนเหล่านี้สูงขึ้น ผลตอบแทนที่เหลืออยู่ในมือของนักลงทุนก็ลดลงตามไปด้วย
เรื่องนี้เห็นภาพชัดจากการเดิมพันที่ Buffett เคยทำกับ Protégé Partners เป็นเวลา 10 ปี ระหว่างปี 2008-2017 ด้วยเงินตั้งต้น 1 ล้านดอลลาร์
ผลปรากฏว่า
บทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “กองทุนดัชนีชนะกองทุนเฮดจ์ฟันด์” แต่คือ ต้นทุนมีผลต่อความมั่งคั่งในระยะยาวอย่างมาก ยิ่งลงทุนเป็นเวลานาน ความแตกต่างของค่าธรรมเนียมก็ยิ่งสะสมและกระทบผลตอบแทนมากขึ้น
แล้ว Buffett จัดเงินอย่างไร?
แนวทางที่เป็นที่รู้จักคือพอร์ตสำหรับภรรยาของเขาหลังจากเสียชีวิต ซึ่ง Buffett ระบุให้ลงทุน 90% ในกองทุนดัชนี S&P 500 ที่มีต้นทุนต่ำ และอีก 10% ในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้น เงิน 10% ส่วนนี้ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อทำให้พอร์ตดูปลอดภัยขึ้น แต่เป็นเหมือน “เงินสดสำรอง” ที่สามารถนำมาใช้ในช่วงตลาดหุ้นตกหนักได้ โดยไม่จำเป็นต้องรีบขายหุ้นในช่วงราคาต่ำ
สูตรของ Buffett พูดง่าย ๆ ก็คือ เลือกเครื่องมือที่ต้นทุนต่ำ กระจายกว้าง และปล่อยให้เวลาเป็นตัวช่วยสร้างความมั่งคั่ง
ถ้า Buffett ให้คำตอบว่า “ควรลงทุนผ่านอะไร” Ray Dalio จะเข้ามาตอบอีกคำถามว่า “แล้วถ้าโลกไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดไว้ล่ะ?”
Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater Associates เชื่อว่า นักลงทุนไม่ควรพยายามทายอนาคตเพียงทางเดียว แต่ควรออกแบบพอร์ตให้สามารถรับมือกับเศรษฐกิจหลายรูปแบบ แนวคิดสำคัญของเขาคือ The Holy Grail of Investing หรือ “จอกศักดิ์สิทธิ์แห่งการลงทุน” ซึ่งมองว่า หากนำสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนแตกต่างกันและไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันมารวมกันในพอร์ต ก็สามารถลดความเสี่ยงได้มาก โดยไม่จำเป็นต้องลดโอกาสสร้างผลตอบแทนลงมากนัก
Dalio มองว่าเศรษฐกิจสามารถแบ่งออกได้ง่าย ๆ จาก 2 ตัวแปรสำคัญ คือ เศรษฐกิจโตขึ้นหรือลง และเงินเฟ้อสูงขึ้นหรือต่ำลง เมื่อจับสองเรื่องนี้มาวางคู่กัน จะเกิด 4 สถานการณ์หลัก
จากแนวคิดนี้จึงเกิดพอร์ตที่รู้จักกันในชื่อ All Seasons ซึ่งออกแบบมาให้พอร์ตสามารถรับมือกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปได้สัดส่วนที่เป็นที่รู้จักของพอร์ตแบบไม่ใช้ Leverage ได้แก่
สิ่งที่น่าสนใจคือ พอร์ตนี้ให้น้ำหนักพันธบัตรรวมกันมากถึง 55% เหตุผลไม่ได้แปลว่า Dalio มองหุ้นไม่ดี แต่เพราะหุ้นมีความผันผวนสูงกว่าพันธบัตร การถือพันธบัตรในสัดส่วนที่มากกว่าจึงช่วยให้ความเสี่ยงของสินทรัพย์แต่ละประเภทมีความสมดุลกันมากขึ้น
ข้อมูลการทดสอบย้อนหลังในช่วงปี 1984-2013 ระบุว่า พอร์ต All Seasons ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 9.7% ต่อปี ขณะที่ความผันผวนอยู่ที่ประมาณ 7.6% และปีที่ขาดทุนหนักที่สุดอยู่ที่ประมาณ -3.9%
สูตรของ Dalio จึงคือ อย่าพยายามทายว่าเศรษฐกิจจะไปทางไหน แต่สร้างพอร์ตให้พร้อมรับหลายสถานการณ์
คนสุดท้ายคือ Benjamin Graham บิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า และเป็นอาจารย์ของ Warren Buffett ซึ่ง Graham แบ่งนักลงทุนออกเป็น 2 กลุ่ม คือ นักลงทุนเชิงรุก และ นักลงทุนเชิงรับ (Defensive Investor) สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีเวลานั่งวิเคราะห์งบการเงินหรือจับจังหวะตลาดทุกวัน Graham มองว่า เป้าหมายไม่จำเป็นต้องเป็นการทำผลตอบแทนให้สูงที่สุด
แต่คือ รักษาเงินต้น ลดโอกาสเสียหายหนัก และสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมโดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากเกินไป หนึ่งในแนวทางที่นำมาปรับใช้ได้คือ Dollar-Cost Averaging หรือ DCA
พูดง่าย ๆ คือ แบ่งเงินจำนวนหนึ่งลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เช่น ทุกเดือน โดยไม่ต้องรอว่าตลาดจะขึ้นหรือลง
ทำให้เราไม่จำเป็นต้องตอบคำถามยาก ๆ ว่า “ตอนนี้ตลาดแพงหรือยัง?” ทุกครั้งก่อนลงทุน แต่สิ่งที่ Graham ให้ความสำคัญไม่แพ้เรื่องการลงทุน คือ การควบคุมอารมณ์
เขามีตัวละครเปรียบเทียบที่ชื่อว่า “Mr. Market” ซึ่งเป็นเหมือนหุ้นส่วนที่อารมณ์แปรปรวนมากวันไหนอารมณ์ดี เขาอาจเสนอราคาสูงเกินจริง วันไหนกลัว เขาอาจเสนอราคาต่ำเกินจริง
สิ่งที่ Graham ต้องการบอกคือ นักลงทุนไม่จำเป็นต้องเดินตามอารมณ์ของ Mr. Market ทุกครั้ง ตลาดมีหน้าที่เสนอราคาให้เรา แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องทำตามราคาที่ตลาดเสนอ ในระยะสั้น ราคาหุ้นอาจถูกขับเคลื่อนด้วยความกลัว ความโลภ และกระแสข่าว แต่ในระยะยาว ราคามีแนวโน้มสะท้อนพื้นฐานของธุรกิจมากขึ้น
ดังนั้น การลงทุนแบบ DCA จึงไม่ได้มีประโยชน์แค่เรื่องการเฉลี่ยต้นทุน แต่ยังช่วยสร้าง “วินัย” และลดโอกาสที่นักลงทุนจะใช้อารมณ์ตัดสินใจ
สรุปสูตรของ Graham คือ มีระบบลงทุนที่ชัดเจน และอย่าปล่อยให้อารมณ์เป็นคนตัดสินใจแทน
ถ้านำแนวคิดของ Buffett, Dalio และ Graham มาวางต่อกัน จะเห็นว่าแต่ละคนไม่ได้กำลังพูดเรื่องเดียวกัน แต่กำลังตอบคำถามคนละข้อ
เมื่อนำมารวมกัน จึงสามารถมองเป็นกรอบการลงทุน 3 ชั้นได้
ชั้นที่ 1 เลือกเครื่องมือ: Buffett
ให้เงินส่วนใหญ่ทำงานผ่านสินทรัพย์ที่กระจายตัวกว้างและมีต้นทุนต่ำ เช่น กองทุนดัชนีหรือ ETF ตัวอย่างโครงสร้างหนึ่งอาจให้น้ำหนัก 45% กับหุ้นตลาดรวม เช่น VOO หรือ VTI เพื่อให้พอร์ตมีเครื่องยนต์สำหรับการเติบโตระยะยาว
ชั้นที่ 2 กระจายความเสี่ยง: Dalio
อย่าปล่อยให้พอร์ตขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ประเภทเดียว
ตัวอย่างโครงสร้างอาจแบ่งเป็น
แนวคิดสำคัญไม่ใช่ว่าต้องใช้สัดส่วนนี้เป๊ะ ๆ แต่คือ การมีสินทรัพย์หลายประเภทที่สามารถรับมือกับเศรษฐกิจคนละแบบ
ชั้นที่ 3 สร้างวินัย: Graham
สุดท้าย ต่อให้พอร์ตดีแค่ไหน หากนักลงทุนเปลี่ยนแผนทุกครั้งที่ตลาดตก พอร์ตก็อาจไม่เป็นไปตามที่ออกแบบไว้ จึงใช้วิธี DCA เป็นประจำทุกเดือน และกำหนดกติกาไว้ล่วงหน้า เช่น ตรวจสอบและปรับสมดุลพอร์ตปีละครั้ง หรือเมื่อสัดส่วนสินทรัพย์เบี่ยงเบนจากเป้าหมายเกินระดับที่กำหนด วิธีนี้ช่วยให้การลงทุนไม่ต้องขึ้นอยู่กับอารมณ์ว่า “ตลาดกำลังดีจึงซื้อ” หรือ “ตลาดกำลังแย่จึงหยุด” แต่ใช้ระบบเป็นตัวตัดสินใจแทนนั่นเอง.
ที่มา : Bualuang Securities ,Berkshire Hathaway Shareholder Letters (1993, 2013, 2017) , Javier Estrada (2016) ,หนังสือของ Dalio เรื่อง The Holy Grail of Investing ,เอกสารวิชาการ "The All Weather Story" ,หนังสือ MONEY Master the Game ,หนังสือ The Intelligent Investor
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney