
กิตติศักดิ์ คงคา แนะกลยุทธ์ลงทุนหุ้นไทยด้วยการมองหาหุ้นขนาดกลางและเล็กที่มีโมเดลธุรกิจดีแต่ราคายังถูก เพื่อรอจังหวะการเติบโต
หุ้นไทยที่ปีก่อนลงไปเฉียด 1,000 จุด ตอนนี้ฟื้นกลับขึ้นมาแล้ว แต่ยังน่าสนใจแค่ไหน? และสาย VI เขามองเรื่องการลงทุนหุ้นไทยเทียบกับต่างประเทศที่กำลังอยู่ในกระแสอย่างไร?
Thairath Money สรุปประเด็นที่น่าสนใจจากรายการ Money Issue EP. 74 ที่ชวน 2 กูรูอย่าง หลิน-วีระพงษ์ ธัม นักลงทุน VI และอดีตนายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) หรือ ThaiVI และ เบส-กิตติศักดิ์ คงคา นักเขียนและเจ้าของเพจลงทุนศาสตร์ มาแชร์ประสบการณ์และเทคนิคการลงทุนในยุคนี้
เริ่มกันที่ เบส-กิตติศักดิ์ เขาเล่าว่ายังถือหุ้นไทยอยู่หลายตัว เพราะช่วงที่ผ่านมามีบางจังหวะที่รู้สึกว่าราคาถูก ส่วนหนึ่งอาจเพราะตลาดหุ้นไทยไม่ค่อยได้รับความนิยมจากนักลงทุนไทยเท่าไหร่ และนักลงทุนต่างชาติไม่ได้เข้ามาลงทุนสูงเหมือนในอดีต ซึ่งจังหวะแบบนี้ต้องมองหาหุ้นขนาดเล็กหรือขนาดกลางที่ Business Model ดี แต่ราคายังถูก
“ตอนนี้ใครมาดูหุ้นไทย ต้องหาจังหวะแบบนี้ คือหุ้นขนาดไซส์เล็กหรือกลางที่ยังไม่ถูกพบ ซื้อไว้ รอวันนึงถูกพบ เราก็อาจจะไปหาหุ้นใหม่แบบนี้ก็ได้” กิตติศักดิ์ กล่าว
สไตล์การลงทุนของเขามองว่าหุ้นไทยต่างจากการลงทุนในหุ้นต่างประเทศ ที่ต้องเลือกหุ้นที่ดีมากๆ ซื้อในราคาที่โอเคแล้วถือยาวได้ แต่หุ้นไทยอาจเลือกซื้อคุณภาพกลางๆ แต่ยังเติบโตได้ ที่สำคัญคือ ราคาควรจะถูกมากๆ เมื่อถือถึงจุดหนึ่งก็อาจจะพิจารณาขายออก เพื่อมองหาตัวใหม่ที่มีโอกาสมากกว่า
“ผมว่า Playbook ในการเล่นหุ้นไทยหรือลงทุนหุ้นไทยตอนนี้ คือการซื้อในที่ถูกมากๆ แล้วก็พอขึ้นมาในระดับนึง สำหรับตัวผมจะใช้วิธีคือลองมองหาโอกาสอื่นๆ ว่ามีโอกาสอื่นๆ ให้เลือกลงทุนมั้ย หรือมีความเหมาะสมไหม” กิตติศักดิ์ กล่าว
ฝั่ง หลิน-วีระพงษ์ เล่าว่าตอนนี้มองหุ้นไทยเหมือนหุ้นต่างประเทศ ยังคงมองที่พื้นฐาน ราคา และจังหวะที่เหมาะสมในการเข้าซื้อ ดังนั้นแม้ว่านักลงทุนรุ่นใหม่ๆ แทบจะไม่สนใจหุ้นไทยเลยเหมือนกับดูจะน่าเบื่อ
“แต่การลงทุน บางทีก็น่าเบื่ออย่างนี้แหละ ไอ้ที่น่าเบื่ออาจมีของดีอยู่ มีโอกาสอยู่จริงๆ ” วีระพงษ์ กล่าว
ในภาพรวมเศรษฐกิจไทยเริ่มเติบโตช้า แต่ว่านิ่งอาจถือเป็นความแข็งแกร่งเลยมองว่า หุ้นปันผล เป็นจุดเด่นของตลาดหุ้นไทยโดยมีจุดเด่นคือ เหมาะกับคนที่ต้องการกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง, ได้ปันผลเป็นเงินบาทบางคนสามารถขอคืนเครดิตภาษีได้, เราเข้าใจได้ดีมากทั้งจากเอกสารหรือการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นภาษาไทย แต่สิ่งที่ต้องทำให้ได้คือ ต้องหาและเลือกหุ้นดาวรุ่งให้เจอ
ยิ่งในช่วงที่ราคาหุ้นไทยร่วงแรง อย่างช่วงปีก่อนๆ ถ้าได้หุ้นดีที่ยังเติบโตและราคาถูกจริงๆ ก็สามารถถือยาวได้เลย เบื้องต้นอาจวางแผนให้หุ้นไทยเป็น Safe Haven เป็นกองหลัง แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การเลือกหุ้นที่ดีและเหมาะสมกับความเสี่ยงของตัวเอง
ถ้าถามว่าหุ้นดี หรือ เราจะประเมินมูลค่าหุ้นที่แท้จริงได้ยังไง หลิน-วีระพงษ์ แนะนำเทคนิคในแบบฉบับของเขาไว้ว่า
1. หลีกเลี่ยงหุ้นขาดทุน และหุ้นที่เป็นอนาคตเกินไป (หรือเกินความเข้าใจของผู้ลงทุน)
ในกรณีผลประกอบการยังขาดทุน หรือหุ้นที่เป็นอนาคตเกินไป ธุรกิจอาจยังตั้งทรงไม่ค่อยได้ อัตรากำไรอาจยังไม่นิ่ง หุ้นกลุ่มนี้จะตัดออกไปก่อน
2. มีระดับ P/E ที่เหมาะสม
สำหรับ Price to Earnings Ratio (P/E) อัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับนักลงทุนที่ใช้หาว่า ราคาหุ้นนี้เหมาะสมกับแผนของเราแค่ไหน หรือหุ้นตัวนี้เรารับได้ที่จะซื้อในราคาเท่าไร
3. วิเคราะห์จริงจัง รอบด้าน
จะซื้อหุ้นสักตัวเราต้องวิเคราะห์ทั้งภาพรวมอุตสาหกรรม เจาะลึกถึงพฤติกรรมผู้บริโภค แนวโน้มของธุรกิจ ความต้องการสินค้า/บริการ หรือดูความสามารถในการแข่งขันไปจนถึง Switching Cost ที่เกิดขึ้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ยังสะท้อนว่ากำไรและกระแสเงินสดที่เกิดขึ้น เป็นจริงหรือธุรกิจเติบโตแค่ไหน
4. ไม่ยึดติดกับกรอบเดิม ๆ ต้องเพิ่มความรู้อยู่เสมอ
อคติจากการลงทุนอาจเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้นกรอบความคิดที่เคยเรียนรู้มาอาจใช้ไม่ได้ 100% เสมอไป จึงเป็นส่วนสำคัญที่นักลงทุนต้องทบทวนตนเองอยู่เสมอ และเพิ่มเติมความรู้เพื่อคัดเลือกหุ้นที่มีคุณภาพและมีโอกาสเติบโตในอนาคต
สุดท้ายนี้หัวใจของการเป็นนักลงทุนระยะยาวคือการคัดเลือกหุ้นจากพื้นฐานที่ดี มีการเติบโต มีกำไรสม่ำเสมอ และต้องจัดพอร์ตให้การลงทุนสอดคล้องกับเป้าหมายของชีวิต
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney