
ตลท. ชี้ ต่างชาติยังสนใจหุ้นไทย หลังเงินไหลเข้าเกือบ 6 หมื่นล้าน พร้อมจับตาแบงก์-พลังงาน ลุย ASEAN Index ลุ้นทุนจีนไหลเข้าผ่าน ETF
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จัดงาน THAILAND FOCUS 2026 ซึ่งเป็นงานประชุมด้านการลงทุนประจำปีที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ปีนี้นับเป็นวาระครบรอบ 20 ปีของการจัดงาน Thailand Focus
ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงความร่วมมืออันแข็งแกร่งตลอดสองทศวรรษระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทจดทะเบียน และนักลงทุนสถาบันระดับโลก
ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา Thailand Focus ได้ก้าวขึ้นเป็นงานประชุมด้านการลงทุนระดับนานาชาติชั้นนำของไทย และเป็นเวทีที่ได้รับความเชื่อมั่นในการนำเสนอความแข็งแกร่ง ความสามารถในการปรับตัว และศักยภาพระยะยาวของตลาดทุนไทย
อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า งาน Thailand Focus ในปีนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในโอกาสครบรอบครั้งที่ 20 ซึ่งทำหน้าที่เป็นเวทีหลักในการเชื่อมโยงกลุ่มพันธมิตรด้านการลงทุนทั่วโลกให้มาร่วมพบปะกับบริษัทจดทะเบียนไทย เพื่อรับทราบทิศทางการขับเคลื่อนและเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตของประเทศไทย
ทั้งนี้ ภาพรวมและบรรยากาศความสนใจของนักลงทุนในปีนี้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นและเป็นบวกอย่างเด่นชัด เมื่อเปรียบเทียบกับความท้าทายในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
อย่างไรก็ดี จากการพบปะกับกลุ่มนักลงทุนสถาบันระดับโลก พบว่าผู้จัดการกองทุนต่างชาติเหล่านี้ไม่เคยละทิ้งหรือเลิกสนใจประเทศไทยเลย โดยพวกเขายังคงมองเห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีจุดยืนที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพระยะยาวในระดับสูงที่เป็นไปได้อย่างน่าสนใจ ทำให้สถาบันต่างประเทศยังคงให้ความสนใจและเฝ้าจับตามองตลาดทุนไทยมาโดยตลอด
วันนี้นักลงทุนสถาบันต่างชาติเริ่มเห็นความชัดเจนที่เด่นชัดขึ้น และสะท้อนทัศนคติในเชิงบวกด้วยการเริ่มกลับมาให้ความสนใจเข้าลงทุนในประเทศไทยเป็นอย่างสูงอีกครั้งในปีนี้
สะท้อนผ่านดัชนี SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1,600 จุด จากปีก่อนหน้าที่เคยอยู่ระดับ 1,200 จุด สะท้อนการปรับตัวขึ้นที่แข็งแกร่งใกล้เคียง 30% ซึ่งถือเป็นระดับการเติบโตที่โดดเด่น
ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในปัจจุบันพุ่งสูงขึ้นยืนเหนือระดับ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมที่เคยปรับลดลงไปต่ำกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในบางวันของปีก่อนหน้า
นอกจากนี้ กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flows) ตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงปัจจุบัน ได้พลิกกลับมาไหลเข้าสุทธิมากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นมูลค่าราว 60,000 ล้านบาท จากปีที่แล้วที่มีแรงเทขายและเงินทุนไหลออกสุทธิ
อัสสเดช เปิดเผยว่า ในท้ายที่สุดแล้วสิ่งสำคัญที่สุดที่จะดึงดูดและรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติไว้ได้อย่างยั่งยืนก็คือ ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจ และผลการดำเนินงานจริงของบริษัทจดทะเบียนเป็นหลัก
"ตัวเลขยอดขายและรายได้ที่เกิดขึ้นจริงจะเป็นเครื่องพิสูจน์ความแข็งแกร่ง ซึ่งหากภาคธุรกิจได้สื่อสารแผนงานหรือขายเรื่องราวการเติบโตออกไปแล้ว ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องร่วมมือกันลงมือทำเพื่อให้ผลงานจริงสะท้อนออกมาตามที่ประกาศไว้" อัสสเดช กล่าว
นอกจากนี้ โครงการ Jump+ ยังได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีเยี่ยมจากนักลงทุนสถาบันต่างชาติ เนื่องจากมองเป็นนวัตกรรมที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ใช้ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน
โครงการนี้มุ่งเน้นให้บริษัทจดทะเบียนแสดงความชัดเจนในแผนการเติบโตระยะ 3 ปีข้างหน้า ควบคู่ไปกับการรักษาบรรษัทภิบาลที่ดี และความยั่งยืน
โดยในงานครั้งนี้ มีบริษัทจดทะเบียนภายใต้โครงการ Jump+ เข้าร่วมประชุมให้ข้อมูลแก่นักลงทุนจำนวน 15 บริษัท ซึ่งหวังว่าจะเป็นกลไกหลักในการดึงดูดความสนใจจากเม็ดเงินทั่วโลก
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับความสนใจจากสถาบันต่างชาติ อัสสเดช ระบุว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคงเป็นไฮไลท์สำคัญของตลาดโลก ขณะที่ตลาดทุนไทยในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา กลุ่ม "สถาบันการเงินหรือธนาคารไทย" ได้รับความสนใจเป็นอย่างสูงจากนักลงทุนต่างชาติ
เนื่องจากมีความแข็งแกร่งและเป็นกลุ่มที่นักลงทุนชื่นชอบ โดยมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมคืออยากให้มีการปรับปรุงข้อจำกัดเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นของคนต่างด้าว (Foreign Limit) ที่ปัจจุบันอยู่ที่ 25% อาจจะต่ำไปเล็กน้อย
นอกจากนี้ กลุ่มพลังงานและกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้รับอานิสงส์ทางอ้อมจากการลงทุนระลอกใหม่ของ BOI ก็เป็นกลุ่มที่นักลงทุนต่างชาติกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด
และเพื่อเตรียมความพร้อมรับงานประชุมใหญ่ระดับโลกอย่าง IMF-World Bank Annual Meeting ที่กำลังจะจัดขึ้นในประเทศไทยช่วงเดือนตุลาคมนี้ ตลท. มุ่งหวังให้งาน Thailand Focus เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความสนใจและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียและอาเซียนอย่างต่อเนื่อง
ที่ผ่านมา ความร่วมมือในอาเซียนประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรมผ่านโครงการ DR ร่วมกับประเทศสิงคโปร์ และกำลังขยายความร่วมมือเชื่อมต่อระบบร่วมกันไปยังตลาดหุ้นอื่น ๆ ในภูมิภาคที่เข้ามาศึกษาหารือเพื่อปรับกฎเกณฑ์ข้อบังคับ
นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงแนวทางพัฒนา เช่น ความเป็นไปได้ในการทำ Dual Listing หรือการจัดทำ IPO สองตลาดพร้อมกัน (Joint IPO) รวมถึงการพัฒนามาตรฐานและฐานข้อมูลกลางด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล ร่วมกันภายใต้เครือข่าย ASEAN Exchanges เพื่อส่งมอบข้อมูลที่เป็นมาตรฐานเดียวกันแก่นักลงทุนทั่วโลก
อัสสเดช เผยว่า ปัจจุบันตลาดหุ้นในอาเซียนยังอยู่ระหว่างศึกษาโครงการดัชนีร่วมกับประเทศจีนภายใต้ชื่อ "ASEAN Index" ซึ่งวางโครงสร้างดัชนีให้มีสัดส่วน 60% มาจากตลาดหุ้นจีน ฮ่องกง และเซินเจิ้น และอีก 40% มาจากตลาดหุ้นอาเซียนรวมถึงไทย
โดยโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนด้านนโยบายจากรัฐบาลจีน ในการเปิดทางให้เม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนจีนไหลออกมาลงทุนในภูมิภาคอาเซียนได้สะดวกและคล่องตัวยิ่งขึ้น โดยเบื้องต้นมองว่าจะเป็นการลงทุนผ่านรูปแบบของ ETF ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนต่อไปในอนาคต…
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้