
หุ้น Visa พุ่ง 3.1% ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 382.41 ดอลลาร์สหรัฐ หลังรายงานรายได้ไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 14% สู่ระดับ 11,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
หุ้น Visa ทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบปี พุ่ง 3.1% ปิดตลาดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 382.41 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เช่นเดียวกันกับ Mastercard ที่เพิ่มขึ้น 3.3% ปิดที่ระดับสูงสุดใหม่ที่ 599.86 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้นเช่นกัน
โดยได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย ทั้งแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบัน มุมมองเชิงบวกจากนักวิเคราะห์ และปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจที่ยังแข็งแกร่ง
การปรับตัวขึ้นของหุ้นบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายชำระเงินทั้งสองรายเกิดขึ้นสวนทางกับตลาดโดยรวม โดยดัชนี S&P 500 ลดลง 0.3% และดัชนี Nasdaq Composite ลดลง 0.8%
หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือผลประกอบการไตรมาส 3 ของปีงบการเงิน 2026 ที่ประกาศออกมาเมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
Visa รายงานว่า บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้น 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สู่ระดับ 11,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่กำไรต่อหุ้น หรือ EPS อยู่ที่ 3.32 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
หลังจากนั้น Visa ยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการตลอดทั้งปี ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นเพิ่มเติมต่อแนวโน้มการเติบโตของบริษัท ตามข้อมูลการวิเคราะห์ของ Investing ระบุว่า Visa ได้รับคะแนนสุขภาพทางการเงินในระดับ GREAT และยังคงเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำของอุตสาหกรรมบริการทางการเงิน
ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังได้รับแรงหนุนเพิ่มเติม หลัง Bill Ackman นักลงทุนชื่อดังและผู้ก่อตั้ง Pershing Square เปิดเผยว่าได้เข้าถือหุ้น Visa มูลค่าประมาณ 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การลงทุนครั้งใหญ่จากนักลงทุนชื่อดังรายนี้ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับมุมมองเชิงบวกต่อหุ้น Visa ขณะที่นักวิเคราะห์จาก Truist, Cantor Fitzgerald และ Wells Fargo ก็เพิ่งปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของหุ้น Visa เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ก็ทำให้หุ้นมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับแรงขายทำกำไร (Profit-taking) มากขึ้นเช่นกัน
เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา Visa ได้เปิดตัว Visa Stablecoin Platform แพลตฟอร์มใหม่สำหรับสถาบันการเงิน บริษัทฟินเทค และแพลตฟอร์มคริปโตฯ เพื่อให้สามารถออก จัดการ และโอน Stablecoin ได้ภายในระบบที่ Visa ดูแล
เครื่องมือนี้เปิดตัวมาตามเป้าหมายของ Visa ที่ต้องการเดินหน้าขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง
พร้อมกันนี้ ระบบนี้จะมาพร้อมกับโครงสร้างพื้นฐานด้านกระเป๋าเงินดิจิทัลผ่านบริการ Wallet-as-a-Service หรือบริการกระเป๋าเงินในรูปแบบแพลตฟอร์ม พร้อมทั้งเชื่อมต่อความสามารถในการ Mint และ Burn เหรียญ Stablecoin ได้โดยตรง
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันทั้ง Visa Stablecoin Platform และบริการ Wallet-as-a-Service เปิดให้ใช้งานในรูปแบบ Beta กับลูกค้าบางรายที่ได้รับคัดเลือกเท่านั้น โดยบริษัทจะนำความคิดเห็นและข้อมูลจากการทดสอบในช่วงแรกมาใช้ประเมินว่า แพลตฟอร์มควรขยายการให้บริการสู่ตลาดในวงกว้างอย่างไรในอนาคต
นอกจากการเปิดตัวแพลตฟอร์ม Stablecoin แล้ว Visa ยังเป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับการปรับมุมมองจากนักวิเคราะห์หลายรายในช่วงที่ผ่านมา หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดมุมมองเช่นนี้ เนื่องจาก Visa ได้ประกาศเปิดตัว AI Financial Assistant สำหรับธนาคารในสหรัฐฯ ซึ่งมีกำหนดเริ่มทดสอบในเดือนสิงหาคม 2026 ก่อนวางแผนขยายการให้บริการไปยังตลาดทั่วโลกอีกด้วย
บริการใหม่นี้มีเป้าหมายในการนำคำแนะนำทางการเงินที่ขับเคลื่อนด้วย AI เข้าไปผสานกับแอปพลิเคชัน Mobile Banking ของธนาคาร เพื่อช่วยให้ลูกค้าได้รับคำแนะนำด้านการเงินที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลมากขึ้น
อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยเสริมให้ภาพรวมของ Visa แข็งแกร่ง คือภาพรวมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกา โดยนักวิเคราะห์มองว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคโดยรวมในสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่งและมีความยืดหยุ่น ขณะที่ Christopher Suh ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Visa ก็ระบุเช่นกันว่า การใช้จ่ายยังคงอยู่ในระดับที่ทรงตัว
ปริมาณการชำระเงิน หรือ Payments Volume เพิ่มขึ้น 10% เมื่อคำนวณที่อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ขณะที่ปริมาณธุรกรรมข้ามประเทศ หรือ Cross-border Volume เพิ่มขึ้น 13% ส่วนจำนวนธุรกรรมที่ Visa ประมวลผลเพิ่มขึ้น 10%
นอกจากนี้ ในไตรมาสเดียวกันนี้ Visa ได้คืนเงินให้ผู้ถือหุ้นรวม 6,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านการซื้อหุ้นคืนและการจ่ายเงินปันผล ซึ่งการคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นถือเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนมูลค่าหุ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อหุ้นทำสถิติสูงสุดใหม่แล้ว การที่จะสร้างอัพไซด์เพิ่มเติมก็ทำได้ยากขึ้นด้วยเช่นกัน
อีกส่วนสำคัญที่คาดว่ามีผลต่อการปรับตัวขึ้นของหุ้น Visa คือ การเปิดเผยเอกสารบัญชีการลงทุนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าได้มีการเข้าซื้อหุ้น Visa มูลค่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเดือนมิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา
เอกสารเปิดเผยข้อมูลทางการเงินของทรัมป์ที่เผยแพร่ออกมาครั้งนี้มีรายละเอียดครอบคลุมกิจกรรมการลงทุนของทรัมป์ โดยพบว่า บัญชีลงทุนมีการซื้อขายหลักทรัพย์อย่างคึกคักในช่วงเดือนมิถุนายน ซึ่งมีการทำธุรกรรมซื้อขายหลักทรัพย์มากกว่า 1,000 รายการ คิดเป็นมูลค่ารวมระหว่าง 78.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถึง 263.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
หนึ่งในรายการสำคัญคือการเพิ่มสัดส่วนการถือครองหุ้น Visa สำนักข่าว CNBC รายงานว่า เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน บัญชีลงทุนของทรัมป์ได้ลดการถือครองหุ้น Meta และ Motorola ลงในแต่ละบริษัทเป็นมูลค่าระหว่าง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐถึง 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากนั้นนำเงินในระดับใกล้เคียงกันไปลงทุนในหุ้น Visa, Berkshire Hathaway, Cintas และ Mastercard ภายในวันเดียวกัน
ธุรกรรมลักษณะนี้มักได้รับความสนใจจากนักลงทุน เนื่องจากช่วยให้ตลาดมองเห็นว่าบุคคลสาธารณะที่ได้รับการจับตามองมากที่สุดคนหนึ่งของโลก กำลังจัดสรรเงินลงทุนส่วนตัวของตัวเองไปในทิศทางใด และแม้ว่าการเข้าซื้อหุ้นของทรัมป์จะไม่ใช่เหตุผลเพียงอย่างเดียวที่นักลงทุนควรใช้ในการตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้น แต่การเข้าลงทุนดังกล่าวสามารถถูกมองเป็นสัญญาณความเชื่อมั่นต่อบริษัทหรือหุ้นนั้น ๆ ได้
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment