
มีหุ้นหลายตัวไม่ได้แปลว่ากระจายความเสี่ยงดี หากราคาเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน เปิด 5 เทคนิค Asset Allocation แบบมืออาชีพ จัดพอร์ตให้สมดุลต้องทำอย่างไร
นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าแค่ซื้อหุ้นหลายๆ ตัวเก็บไว้ในพอร์ต สิบตัว ยี่สิบตัว หรือมากกว่านั้น ก็เท่ากับ "กระจายความเสี่ยง" แล้ว ตามหลักการง่ายๆ ที่ว่าอย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว
แต่ในความเป็นจริง การถือหุ้นจำนวนมากไม่ได้แปลว่าพอร์ตจะปลอดภัยขึ้นเสมอไป เพราะสิ่งที่ตัดสินว่าพอร์ตกระจายความเสี่ยงได้ดีหรือไม่ ไม่ใช่ "จำนวน" หลักทรัพย์ที่ถืออยู่ แต่คือลักษณะการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์เหล่านั้นเมื่อเทียบกัน และสัดส่วนของสินทรัพย์ต่างประเภทที่ตอบสนองต่อภาวะเศรษฐกิจแตกต่างกัน
Thairath Money พาไปดูว่าทำไมความเข้าใจเรื่อง "หุ้นเยอะ = กระจายความเสี่ยงดี" ถึงเป็นกับดัก และการทำ Asset Allocation ที่ดีต้องพิจารณาอะไรบ้าง
การมีหุ้นในพอร์ตจำนวนมากนั้น อาจไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับการกระจายความเสี่ยงเลน หากนักลงทุนถือหุ้น 20 ตัว แต่ทั้งหมดอยู่ในตลาดเดียวกัน กลุ่มอุตสาหกรรมใกล้เคียงกัน หรือได้รับผลกระทบจากปัจจัยเดียวกัน เมื่อเกิดวิกฤตหรือปัจจัยลบเข้ามากระทบ หุ้นทั้งพอร์ตก็มีแนวโน้มจะร่วงไปพร้อมกัน
บล.เกียรตินาคินภัทร อธิบายประเด็นนี้ไว้ในบทความ "Asset Allocation คืออะไร รู้จักเคล็ดลับจัดสรรการลงทุนแบบไม่รอฟลุ๊ก!" ว่า ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของการลงทุนคือการจำกัดเงินลงทุนอยู่ที่สินทรัพย์หรือตลาดใดตลาดหนึ่งเพียงอย่างเดียว
เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์กระทบ มูลค่าของการลงทุนจะขยับไปในทิศทางเดียวกัน จนในกรณีที่ขยับไปในทางลบ ผลกระทบอาจรุนแรงถึงขั้นสูญเสียเงินลงทุนทั้งจำนวนได้
แม้แต่การพยายามแก้ปัญหาด้วยการหนีไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงต่ำอย่างเดียว เช่น การฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ ก็ไม่ใช่คำตอบเช่นกัน เพราะโดยมากให้ผลตอบแทนต่ำเกินไปจนไม่ตอบโจทย์ความต้องการ
สะท้อนว่าทางออกที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง แต่อยู่ที่การกระจายมันอย่างเหมาะสมต่างหาก
อย่างไรก็ตาม สินทรัพย์ลงทุนสามารถแบ่งตามระดับผลตอบแทนและความเสี่ยงได้เป็น 4 กลุ่มหลัก เรียงจากความเสี่ยงต่ำไปสูง ได้แก่
ซึ่งแต่ละกลุ่มมีพฤติกรรมตอบสนองต่อภาวะเศรษฐกิจไม่เหมือนกันโดยเฉพาะหุ้นกับพันธบัตร ซึ่งในทางสถิติมักมีความสัมพันธ์ของผลตอบแทนที่สวนทางกันในหลายช่วงเวลา การถือสินทรัพย์ทั้งสองประเภทไว้ในพอร์ตจึงช่วยลดความผันผวนโดยรวมได้บางส่วน
ถือเป็นข้อได้เปรียบที่การกระจายลงทุนอยู่ในหุ้นเพียงอย่างเดียว แม้จะถือหุ้นหลายบริษัท ก็ไม่สามารถทำได้ทั้งหมด เพราะการถือหุ้นหลายตัวช่วยลดความเสี่ยงเฉพาะบริษัทได้ แต่ยังคงมีความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของตลาดโดยรวมอยู่ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่การลงทุนในหุ้นเพียงอย่างเดียว แม้จะกระจายหลายบริษัท ก็ไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด
เมื่อจำนวนหุ้นไม่ใช่คำตอบ คำถามคือแล้วนักลงทุนควรกระจายความเสี่ยงอย่างไรให้ถูกจุด
ฐิติเมธ โภคชัย ฝ่ายพัฒนาความรู้ผู้ลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุในบทความ "5 เทคนิคกระจายความเสี่ยง ปรับพอร์ตให้แกร่ง เพิ่มผลตอบแทน" ว่า พอร์ตที่ดูดีในวันนี้อาจกลายเป็นพอร์ตที่เสี่ยงกระจุกตัวเกินไปได้ หากไม่ได้ทบทวนสัดส่วนสินทรัพย์อย่างสม่ำเสมอ พร้อมเสนอแนวทางไว้ 5 ข้อ
1. การ Rebalance หรือปรับสมดุลพอร์ต โดยยกตัวอย่างว่าหากตั้งเป้าพอร์ตไว้ที่หุ้น 60% ตราสารหนี้ 40% แต่ปล่อยให้หุ้นวิ่งขึ้นต่อเนื่องจนสัดส่วนหุ้นเพิ่มเป็น 80-90% โดยไม่ปรับพอร์ต หากตลาดพลิกกลับเป็นขาลง พอร์ตที่มีน้ำหนักหุ้นสูงเกินไปจะเสียหายหนัก
การปรับสมดุลจึงทำได้สองทาง คือขายสินทรัพย์ส่วนที่เกินสัดส่วนออก หรือเติมเงินเข้าไปในสินทรัพย์ที่สัดส่วนลดลง เพื่อให้พอร์ตกลับมาใกล้เคียงเป้าหมายเดิม
2. การเพิ่มน้ำหนักพันธบัตร โดยเฉพาะนักลงทุนที่อายุเริ่มเข้าใกล้หรือเกิน 50 ปี ควรเริ่มลดความเสี่ยงในพอร์ตลงบางส่วน และสร้างแนวกันชนด้วยพันธบัตรคุณภาพดีอายุสั้นถึงปานกลาง รวมถึงเงินสดบางส่วน ช่วยให้พอร์ตปลอดภัยมากขึ้น ขณะที่ยังมีโอกาสเติบโตในระยะยาวอยู่
3. การเพิ่มสัดส่วนหุ้นต่างประเทศนอกสหรัฐฯ เพราะแม้หุ้นสหรัฐฯ จะให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปีที่ดีกว่าตลาดโลก แต่นั่นก็ทำให้ Valuation ของหุ้นสหรัฐฯ ตึงตัวขึ้นตามไปด้วย ในขณะที่หุ้นนอกสหรัฐฯ ยังตามหลังอยู่พอสมควรและมีช่องว่างให้สร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะข้างหน้า
การมีหุ้นต่างประเทศในพอร์ตจึงช่วยทั้งกระจายความเสี่ยงด้านประเทศและสกุลเงิน พร้อมเปิดโอกาสรับผลตอบแทนจากตลาดที่ยังไม่แพงเกินไป
4. การเพิ่มหุ้นคุณค่าและหุ้นขนาดเล็ก เพราะนักลงทุนจำนวนมากที่ถือกองทุนอิงดัชนีสหรัฐฯ อย่าง S&P 500 อาจไม่รู้ตัวว่าพอร์ตมีน้ำหนักไปทางหุ้นขนาดใหญ่และหุ้นเทคโนโลยีค่อนข้างมาก
เช่น กองทุนอ้างอิง S&P 500 อย่าง SPY มีสัดส่วนในหุ้น Nvidia เพียงตัวเดียวราว 8% และเมื่อรวมกลุ่มเทคโนโลยีทั้งหมดแล้วมีสัดส่วนมากกว่าหนึ่งในสามของพอร์ต การเสริมด้วยหุ้นขนาดเล็กหรือหุ้นคุณค่าจึงช่วยลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในหุ้นกลุ่มเดิมๆ ได้
5. การเพิ่มหุ้นปันผล ซึ่งมักกระจุกตัวอยู่ในภาคเศรษฐกิจดั้งเดิม เช่น สาธารณูปโภค สินค้าอุปโภคบริโภค สุขภาพ และการเงิน ที่มักเคลื่อนไหวคนละจังหวะกับหุ้นเทคโนโลยี
การเพิ่มน้ำหนักหุ้นปันผลจึงช่วยให้ยังอยู่ในตลาดหุ้นได้โดยไม่ต้องพึ่งพาธีมใดธีมหนึ่งมากเกินไป พร้อมสร้างกระแสเงินสดที่ช่วยเสริมเสถียรภาพให้ผลตอบแทนรวมของพอร์ตในระยะยาว
ดังนั้น การกระจายความเสี่ยงที่ดีต้องมองให้ลึกกว่าจำนวนหลักทรัพย์ ไปสู่การจัดสรรตามประเภทสินทรัพย์ ความสัมพันธ์ของราคาสินทรัพย์ และการปรับสมดุลพอร์ตอย่างสม่ำเสมอ
และทั้งหมดนี้ต้องออกแบบให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนแต่ละคนรับได้ ซึ่งเป็นหลักการที่ผู้เชี่ยวชาญต่างเน้นย้ำตรงกันว่าคือหัวใจของการลงทุนระยะยาวที่แข็งแรงและยั่งยืน
หากคุณเป็นคนที่สนใจเรื่องราวของการลงทุนแบบนี้ เตรียมพบกันได้ที่ MONEY FEST 2026 เทศกาลการลงทุนที่ครบวงจรที่สุดแห่งปี จาก Thairath Money งานฟรีที่จะเปิดโลกการลงทุนให้ใกล้ตัวกว่าที่เคย ลงทะเบียนได้ที่ event.thairath.co.th/all/event/TREVENT017
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้