
จีนกำลังเดินหน้าเต็มกำลัง หนุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เปิดทางให้บริษัทเทคเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้รวดเร็วขึ้น ในวันที่ AI กำลังกลายเป็นยุทธศาสตร์ชาติ พร้อมมีแนวทางดูแลเรื่องการสร้างหนี้อย่างใกล้ชิด หวังปิดช่องว่างการแข่งขันในตลาด AI กับสหรัฐฯ
ChangXin Memory Technologies หรือ CXMT ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของจีน คือตัวอย่างสำคัญของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ได้จดทะเบียนเข้าตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา กลายเป็นอีกความร้อนแรงของตลาดชิป เพราะได้กลายเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และบริษัทนี้ยังขึ้นแท่นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในจีนอีกด้วย
ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังเปิดซื้อขายหุ้นวันแรก ราคาหุ้น CXMT พุ่งขึ้นมากกว่า 500% จนกลายเป็นหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในจีนแผ่นดินใหญ่ แซงหน้า Industrial and Commercial Bank of China (ICBC) ธนาคารยักษ์ใหญ่ที่ครองตำแหน่งหุ้นมูลค่าสูงสุดของจีนมานานหลายปี
การพุ่งขึ้นครั้งนี้ถือเป็นจุดสูงสุดของความพยายามครั้งใหญ่ของรัฐบาลจีนในการระดมพลังจากตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ ซึ่งรวมแล้วมีมูลค่าราว 28 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ
หน่วยงานกำกับดูแลของจีนพยายามเร่งกระบวนการ IPO มาต่อเนื่อง เพื่อให้บริษัทที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทเทคโนโลยีได้จดทะเบียนและระดมทุนเพิ่ม พร้อมเปิดช่องทางเพิ่มเติมให้บริษัทเหล่านี้สามารถระดมทุนผ่านการออกพันธบัตรได้มากขึ้น
และเมื่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงหนักในเดือนกรกฎาคม ทางการจีนก็เข้ามาแทรกแซงอย่างรวดเร็ว เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับคืนมา
ที่ผ่านมา หนึ่งในข้อได้เปรียบสำคัญของสหรัฐฯ ในการแข่งขันด้านเทคโนโลยี คือ การเข้าถึงเงินทุนจำนวนมหาศาล แต่ตอนนี้จีนกำลังพยายามลดช่องว่างดังกล่าว เพราะ AI ได้กลายเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เงินลงทุนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และอาจกลายเป็นทั้งเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ รวมถึงเป็นปัจจัยสำคัญด้านความมั่นคงและความได้เปรียบทางการทหาร
ข้อมูลจาก Bloomberg ระบุว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีจีนระดมทุนผ่านการ IPO และการออกพันธบัตรรวมประมาณ 217,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ แล้ว ตัวเลขดังกล่าวยังห่างกันมาก เพราะบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ ระดมทุนได้มากกว่า 6 เท่า ต่อเงินทุนทุก ๆ 1 ดอลลาร์สหรัฐที่บริษัทจีนระดมได้ โดยมีบริษัทอย่าง Amazon และ Alphabet เป็นกำลังสำคัญ
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจึงถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวิธีที่รัฐบาลจีนใช้สนับสนุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เนื่องจากที่ผ่านมา จีนแทบไม่เคยใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินนโยบายอุตสาหกรรม แต่มักจะพึ่งพาเงินอุดหนุน สิทธิประโยชน์ทางภาษี และการลงทุนจากภาครัฐเป็นหลัก
แต่แนวทางใหม่นี้ กำลังเปิดทางให้บริษัทเทคโนโลยีเข้าถึงเงินของประชาชนจีน ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 26 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นแหล่งเงินออมภาคครัวเรือนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ขณะเดียวกัน บริษัทจีนยังมีข้อได้เปรียบจากต้นทุนการกู้ยืมที่อยู่ในระดับต่ำที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
จีนเคยแสดงให้เห็นแล้วว่า การผสมผสานระหว่าง การสนับสนุนจากภาครัฐ + ศักยภาพการผลิตระดับสูง สามารถสร้างอุตสาหกรรมที่แข่งขันในระดับโลกได้ เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมี BYD เป็นหนึ่งในผู้นำ
แต่การแข่งขันด้าน AI มีความซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะสหรัฐฯ กำลังพยายามจำกัดการเข้าถึงชิปขั้นสูงของจีน Chris Miller ศาสตราจารย์จาก Tufts University และผู้เขียนหนังสือ Chip War: The Fight for the World’s Most Critical Technology กล่าวว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทสหรัฐฯ มีโอกาสเข้าถึงเงินทุนได้มากกว่า แต่ต้นทุนทางการเงินกำลังสูงขึ้น
หากบริษัทจีนสามารถสร้างความได้เปรียบด้านการเข้าถึงเงินทุนได้อย่างยั่งยืน ก็จะกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในการแข่งขัน แม้ในปัจจุบันต้นทุนการประมวลผล AI ภายในจีนยังสูงกว่าสหรัฐฯ อย่างมาก เนื่องจากคุณภาพของชิป AI จีนยังด้อยกว่า
รัฐบาลจีนเริ่มปูทางให้ CXMT เข้าตลาดหุ้นล่วงหน้าหลายเดือนก่อนการซื้อขายจริง โดย CXMT ถือเป็นบริษัทแรกที่เข้าสู่กระบวนการ Preliminary Review หรือการตรวจสอบเบื้องต้นในโครงการนำร่องที่สงวนไว้สำหรับบริษัทที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์
กระบวนการนี้เปิดโอกาสให้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถเข้าไปแก้ไขหรือสะสางประเด็นสำคัญต่าง ๆ ก่อนที่บริษัทจะยื่นคำขอ IPO อย่างเป็นทางการ ผลคือ CXMT ใช้เวลาเพียงไม่ถึง 8 เดือน นับตั้งแต่การยื่นเอกสารจนถึงวันเริ่มซื้อขาย ซึ่งถือว่าเร็วมาก เมื่อเทียบกับกระบวนการ IPO ของจีนที่บางครั้งอาจใช้เวลาหลายปี
การ IPO ครั้งนี้สามารถระดมทุนได้ประมาณ 9,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นหนึ่งในการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งใหญ่ที่สุดของจีนในรอบหลายปี
อย่างไรก็ตาม การ IPO ของ CXMT ก็สะท้อน “ความย้อนแย้ง” ของตลาดทุนจีนเช่นกัน โดยหุ้น CXMT ปิดตลาดวันแรกด้วยราคาที่พุ่งขึ้นถึง 466% สะท้อนว่าราคาที่บริษัทเสนอขายหุ้นให้กับนักลงทุนในตอนแรกนั้นต่ำกว่าระดับราคาที่ตลาดพร้อมจ่ายอย่างมาก
จีนมีธรรมเนียมในการตั้งราคา IPO ค่อนข้างอนุรักษนิยม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่นักลงทุนจะขาดทุนจากการเข้าซื้อหุ้นใหม่ แต่ข้อเสียคือ บริษัทเองอาจระดมทุนได้น้อยกว่าศักยภาพที่แท้จริงของตลาด
และเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง SK Hynix ของเกาหลีใต้ ซึ่งเพิ่งระดมทุนในสหรัฐฯ ได้ถึง 26,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แล้ว เงินก้อนที่ CXMT ได้จาก IPO จึงยังถือว่าน้อยกว่ามาก
ไม่กี่วันก่อน CXMT เข้าซื้อขาย การเทขายหุ้นเทคโนโลยีในจีนได้สร้างแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุน และมีความเสี่ยงที่จะทำให้โมเมนตัมของตลาดสะดุด รัฐบาลจีนจึงตอบสนองด้วยหนึ่งในมาตรการพยุงตลาดที่ครอบคลุมที่สุดในรอบหลายปี
ทั้งหน่วยงานกำกับดูแล กองทุนของรัฐ และนักลงทุนรายใหญ่ ต่างเข้ามาดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างเสถียรภาพและฟื้นความเชื่อมั่น ซึ่งการแทรกแซงครั้งนี้สะท้อนยุทธศาสตร์ที่กว้างขึ้นของรัฐบาลจีน
ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นมา หน่วยงานกำกับดูแลของจีนได้สร้างกรอบนโยบายที่ประสานงานกันมากขึ้น เพื่อสนับสนุนบริษัทเทคโนโลยีตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นไปจนถึงระยะเติบโต โดยเครื่องมือที่ใช้ครอบคลุมตั้งแต่สินเชื่อธนาคาร การออกพันธบัตร ตลาดทุน ไปจนถึงเงินลงทุนระยะยาว
หน่วยงานสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความพยายามนี้ ได้แก่ ธนาคารกลางจีน (PBOC) คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์จีน (CSRC) และกระทรวงการคลัง
ตามรายงานของ Bloomberg ระบุว่า หากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงในช่วงครึ่งปีหลัง รัฐบาลมีแนวโน้มเลือกใช้เครื่องมือนโยบายการเงินแบบเจาะจงเป้าหมาย เพื่อเพิ่มการสนับสนุนให้กับบางภาคส่วน เช่น นวัตกรรมเทคโนโลยี แทนการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบครอบคลุมทั้งระบบ
รัฐบาลจีนมองว่า ตลาดทุนที่แข็งแรงเป็นองค์ประกอบสำคัญของยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยี เพราะเงินออมของประชาชนจะไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ก็ต่อเมื่อนักลงทุนเชื่อว่าเงินที่ลงทุนไปจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ …และดูเหมือนว่าตอนนี้นักลงทุนจะเริ่มเชื่อเช่นนั้น
ดัชนี STAR 50 ซึ่งมีหุ้นเทคโนโลยีและบริษัทนวัตกรรมเป็นองค์ประกอบสำคัญ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนมิถุนายน และเพิ่มขึ้นประมาณ 30% ในปีนี้ ขณะที่ดัชนี CSI 300 เพิ่มขึ้นราว 1.4%
นอกจากนี้ จีนยังมีบริษัทเทคโนโลยีอีกหลายแห่งที่กำลังเตรียมเข้าตลาดหุ้น ตัวอย่างเช่น Z.AI และ MiniMax กำลังเดินหน้าหาโอกาสเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น A-share หลังจากเข้าตลาดหุ้นฮ่องกงไปแล้ว
ด้าน Moonshot AI บริษัทเจ้าของโมเดล Kimi K3 ที่เคยสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึง Silicon Valley เปิดเผยกับนักลงทุนว่ากำลังเตรียมเข้าตลาดหุ้นภายในเวลาเร็วสุดประมาณ 6 เดือน ขณะที่ DeepSeek ก็เริ่มวางรากฐานสำหรับการ IPO ของตัวเองแล้วเช่นกัน
Hong Hao ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Lotus Asset Management กล่าวว่า ในสหรัฐฯ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ มักจะเป็นผู้แบกรับต้นทุนการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ส่วนใหญ่ แต่ในจีน หากเงินลงทุนก้อนดังกล่าวไม่ได้มาจากภาครัฐ สุดท้ายแล้วเงินทุนจะต้องมาจากตลาด
เรื่องราวในตลาดพันธบัตรก็สะท้อนทิศทางเดียวกัน โดยรัฐบาลจีนกำลังส่งเสริมการออก พันธบัตรสีเขียว (Green Bond) และพันธบัตรด้านเทคโนโลยี พร้อมผลักดันให้ธนาคารและนักลงทุนสนับสนุนบริษัทเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ รวมถึงเปิดตลาดให้บริษัทที่ยังไม่เคยออกพันธบัตรสามารถเข้ามาระดมทุนได้มากขึ้น
ในปีนี้ บริษัทเทคโนโลยีจีนออกพันธบัตรทั้งในประเทศและต่างประเทศแล้วอย่างน้อย 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันนับตั้งแต่ปี 2016 แต่ตัวเลขนี้ยังคิดเป็นเพียงประมาณ 7% ของเงินทุน 578,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่บริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ ระดมผ่านตลาดพันธบัตรได้ ซึ่ง 1 ใน 3 ของเงินทุนฝั่งสหรัฐฯ มาจาก Amazon, Alphabet และ SpaceX
ความพยายามผลักดันตลาดทุนเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลจีนกำลังพยายามลดการพึ่งพาหนี้ หลังจากเศรษฐกิจจีนเติบโตด้วยการก่อหนี้มาเป็นเวลาหลายปี พร้อมกันนี้ยังมีประเด็นเศรษฐกิจกำลังชะลอตัว และรัฐบาลท้องถิ่นจำนวนมากมีภาระหนี้สูงขึ้น ผู้กำหนดนโยบายจึงต้องมองหาวิธีใหม่ในการจัดหาเงินทุนให้อุตสาหกรรมสำคัญ โดยไม่ต้องพึ่งพางบดุลของภาครัฐเพียงอย่างเดียว
หนึ่งในข้อได้เปรียบของจีนที่เหนือสหรัฐฯ คือ บริษัทจีนสามารถเข้าถึงเงินทุนด้วยต้นทุนที่ถูกมาก โดยบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีนมีต้นทุนดอกเบี้ยพันธบัตรเฉลี่ยประมาณ 1.9% ในปีนี้ ซึ่งต่ำกว่าบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐฯ มากกว่า 3 จุดเปอร์เซ็นต์ และถือเป็นช่องว่างที่กว้างตามรายงานของ Bloomberg
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจีนมีอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าสหรัฐฯ ตัวอย่างเช่น Contemporary Amperex Technology หรือ CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ที่สุดของโลก สามารถออกพันธบัตรสกุลเงินหยวนอายุ 5 ปีด้วยดอกเบี้ยเพียง 1.58% ขณะที่ LG Energy Solution ของเกาหลีใต้ต้องจ่ายดอกเบี้ยถึง 5.25% สำหรับพันธบัตรสกุลดอลลาร์ที่มีอายุใกล้เคียงกัน
Zhu Lei หัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้เอเชียของ Fidelity International กล่าวว่า ต้นทุนทางการเงินที่ต่ำกว่านี้ถือเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่มีนัยสำคัญ บริษัทเทคโนโลยีจีนสามารถกู้เงินได้ถูกกว่าคู่แข่งในโลกตะวันตกจำนวนมาก
ขณะเดียวกัน จีนยังมีสิ่งที่เรียกว่า Patient Capital หรือเงินทุนที่พร้อมลงทุนระยะยาว โดยไม่ได้คาดหวังผลตอบแทนอย่างรวดเร็ว เงินทุนประเภทนี้ทำให้บริษัทจีนสามารถลงทุนเชิงรุกมากขึ้นในด้าน AI การขยายกำลังการผลิต และการวิจัยและพัฒนา ซึ่งบริษัทขนาดเล็กก็เริ่มได้รับประโยชน์จากแนวทางนี้เช่นกัน
นักลงทุนในตลาดหุ้นเองก็กำลังเดินตามทิศทางของรัฐบาลจีน เงินทุนกำลังไหลออกจากภาคอสังหาริมทรัพย์ หุ้นบริโภค และอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่เคยเป็นเครื่องยนต์การเติบโตของจีน เงินเหล่านี้กำลังไหลเข้าสู่บริษัทผลิตชิปและบริษัทเทคโนโลยีขั้นสูง
ปัจจุบัน สัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีในดัชนี CSI 300 เพิ่มขึ้นจนมีน้ำหนักใกล้เคียงกับหุ้นกลุ่มการเงิน และในบางช่วงก็แซงหน้ากลุ่มการเงินไปแล้ว
สิ่งนี้สะท้อนชัดเจนว่า ความสนใจของนักลงทุนหุ้นเทคตอนนี้ไม่ได้จดจ่ออยู่กับตลาดใหญ่อย่าง ตลาดสหรัฐฯ เพียงตลาดเดียวอีกต่อไป ตลาดจีนก็อยู่ในช่วงเร่งกำลังเพื่อปิดช่องว่างที่มี จัดสรรเงินทุนมหาศาลเพื่อหนุนอุตสาหกรรมนี้เป็นยุทธศาสตร์ชาติ และหากคุณเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่อยากหาคำตอบว่ามหาอำนาจฝั่งไหนจะเป็นผู้ชนะ จะสร้างความมั่งคั่งกับข้างไหนดี? ไปฟังจากปากของกูรูด้านการลงทุนหุ้นจีน-สหรัฐฯ ได้ที่งาน Money Fest 2026 ลงทะเบียนได้ที่ https://event.thairath.co.th/all/event/TREVENT017
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าความร้อนแรงดังกล่าวมีความเสี่ยง Gary Tan ผู้จัดการกองทุนของ Allspring Global Investments ระบุว่า ปัจจุบัน CXMT ซื้อขายด้วยมูลค่าที่สูงกว่าบริษัทผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายอื่นทั่วโลกอย่างมาก สะท้อนว่าในระยะสั้นความคาดหวังจากนโยบายรัฐบาลและความหายากของหุ้น อาจมีอิทธิพลต่อราคามากกว่าปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจ
ขณะเดียวกัน การอัดฉีดเงินทุนจำนวนมากเข้าสู่อุตสาหกรรมที่รัฐบาลให้การสนับสนุน อาจนำไปสู่ปัญหากำลังการผลิตล้นตลาด อัตรากำไรลดลง และนักลงทุนแห่เข้าลงทุนในสินทรัพย์เดียวกันมากเกินไป
ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมแผงโซลาร์เซลล์และรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี แต่สุดท้ายการสนับสนุนดังกล่าวกลับนำไปสู่การแข่งขันที่รุนแรง กำลังการผลิตส่วนเกิน และผลกำไรที่ลดลง
คำถามสำคัญ คือ เงินทุนอย่างเดียว จะปิดช่องว่างเทคโนโลยีได้หรือไม่?
Hongxu Wei นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Anbound สถาบันวิจัยอิสระ กล่าวว่า “เงินทุนเป็นเงื่อนไขที่จำเป็น แต่ไม่ใช่เงื่อนไขที่เพียงพอ” เพราะนอกจากเงินแล้ว ที่ดิน เทคโนโลยี และบุคลากรที่มีความสามารถ ก็ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของทุนเช่นกัน
ความท้าทายที่แท้จริงคือ การนำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไปต่อยอดให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์และธุรกิจที่สามารถใช้งานได้จริงในเชิงพาณิชย์
อย่างไรก็ตาม จีนอาจไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากเท่าสหรัฐฯ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ในระดับเดียวกัน บริษัทอย่าง DeepSeek และ Moonshot AI ระบุว่า พวกเขาสามารถพัฒนาโมเดล AI ที่แข่งขันได้ด้วยต้นทุนเพียงเศษเสี้ยวของบริษัทเทคโนโลยีตะวันตกหลายแห่ง
ข้อมูลจาก UBS Group AG ประเมินว่า ต้นทุนการฝึกโมเดล AI ของจีนต่ำกว่า 10% ของต้นทุนที่บริษัทชั้นนำระดับโลกอย่าง OpenAI และ Anthropic ใช้ ขณะเดียวกัน ราคาเฉลี่ยของ API สำหรับโมเดล AI รายใหญ่ของจีนก็ต่ำกว่า 20% เมื่อเทียบกับคู่แข่งระดับโลกที่มีความสามารถใกล้เคียงกัน
ความสามารถในการลดต้นทุนเหล่านี้อาจกลายเป็นหนึ่งในข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของจีน ซึ่งจีนอาจไม่จำเป็นต้องพยายามเอาชนะสหรัฐฯ ด้วยการสร้างนวัตกรรมที่เหนือกว่าในทุกด้าน แต่สามารถใช้จุดแข็งด้าน การผลิตขนาดใหญ่ ห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจร และบุคลากรจำนวนมาก เพื่อเร่งนำ AI ไปผลิตและใช้งานในระดับอุตสาหกรรม
ที่มา: Bloomberg
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney