
กองทุน Situational Awareness ประสบภาวะพอร์ตแตกจากการลงทุนกระจุกตัวในหุ้นกลุ่ม AI จนถูก Force Sell หุ้นทั้งหมดในพอร์ต
เมื่อไม่นานมานี้ วงการการเงินและตลาดทุนระดับโลกต้องสะเทือนอีกครั้งกับปรากฏการณ์พอร์ตแตกของ Situational Awareness กองทุนที่เดิมพันอย่างหนักและทุ่มการลงทุนแบบกระจุกตัวในกลุ่มหุ้นโครงสร้างพื้นฐาน AI แต่เมื่อราคาหุ้นกลุ่ม AI ในตลาดดิ่งลงอย่างรุนแรง พอร์ตการลงทุนของกองทุนดังกล่าวจึงโดน Force Sell จนเกลี้ยง
อย่างไรก็ตาม ในจังหวะที่คนหนึ่งกำลังล้ม กลับมีพญายักษ์แห่งวอลล์สตรีทอย่าง “Citadel” เข้ามากวาดซื้อหุ้นเกือบทั้งหมดไปไว้ในครอบครองอย่างทันท่วงที ในระยะเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงของวิกฤต จนเราเห็นได้ถึงความเก๋าเกม สภาพคล่องอันเหนือชั้น และความฉลาดในการฉวยโอกาสในยามวิกฤต
การขยับตัวของ Citadel ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ตอกย้ำอิทธิพลทางการเงินที่ครอบคลุมไปทั่วโลกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงดีเอ็นเอความสำเร็จของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ขึ้นชื่อว่าสามารถทำกำไรสะสมสุทธิให้แก่นักลงทุนได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์โลก โดย Citadel สามารถสร้างผลตอบแทนสุทธิสะสมให้แก่นักลงทุนไปแล้วกว่า 90,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 1990
ปรัชญาหัวใจสำคัญที่ทำให้ Citadel ยืนหยัดได้อย่างยิ่งใหญ่ ไม่ใช่การเดิมพันหมดตัวไปกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง แต่คือกลยุทธ์การบริหารแบบ “Multi-Strategy” ที่กระจายความเสี่ยงไปในหลายสินทรัพย์ หลายกลยุทธ์ มีการบริหารความเสี่ยงที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงการมีวินัยด้วยการทยอยคืนเงินกำไรให้แก่นักลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อควบคุมไม่ให้ขนาดของกองทุนใหญ่เกินกว่าโอกาสในการทำกำไรที่มีอยู่จริงในตลาด
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: เปิดอาณาจักร Citadel ของ Ken Griffin เฮดจ์ฟันด์ที่กำไรมากสุดในโลก บนกฎเหล็ก “อย่าพึ่งกลยุทธ์เดียว”
พอร์ตของ Citadel แสดงการจัดสรรน้ำหนักที่สมดุลระหว่างหุ้นเทคโนโลยีเติบโตสูงและกองทุนดัชนีเพื่อบริหารสภาพคล่อง โดยมีหุ้นและกองทุนเด่นตามสัดส่วนในพอร์ต ดังนี้:
นอกเหนือจาก 10 อันดับแรกที่ส่วนใหญ่มุ่งลงทุนไปในกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ AI แล้ว Citadel ยังได้กระจายการลงทุนออกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่ครอบคลุมโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ดังนี้:
จากภาพ ตัวเลขในสัดส่วน “อื่น ๆ” มีสูงถึง 88.36% ถือเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ Multi-Strategy ของ Citadel แสดงให้เห็นว่าพอร์ตส่วนใหญ่ถูกกระจายออกเป็นสถานะการลงทุนขนาดเล็ก (Small Positions) หลายพันรายการในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก เพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคาโดยไม่ปล่อยให้พอร์ตขึ้นอยู่กับทิศทางของหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง ลดความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) และสร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอในทุกสภาวะตลาด
และผู้ที่อยู่เบื้องหลังความก้าวหน้าของ Citadel มาโดยตลอดคือ Ken Griffin หนึ่งในมหาเศรษฐีและผู้จัดการกองทุนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์โลกปัจจุบัน จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ เมื่อกว่า 35 ปีก่อน เขาได้ปลุกปั้น Citadel ผ่านร้อนผ่านหนาวและวิกฤตการเงินมานับไม่ถ้วน จนก้าวขึ้นเป็นอาณาจักรเฮดจ์ฟันด์ที่สร้างกำไรสะสมสุทธิให้แก่นักลงทุนได้สูงที่สุดในโลก
ที่มา: Hedge Follow, Quant Enthusiasts [1][2]
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney