Citadel เฮดจ์ฟันด์ที่ทำกำไรมากที่สุดในโลก ลงทุนในอะไรบ้าง?

Investment

Stocks

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

Citadel เฮดจ์ฟันด์ที่ทำกำไรมากที่สุดในโลก ลงทุนในอะไรบ้าง?

Date Time: 6 ส.ค. 2569 10:53 น.

Video

ถ้ารู้ตัวช้า เงินน้อย แถมยังมีหนี้ วัยเกษียณเราจะรอดไหม? กับ ฟ้า ญาดา x ลูกหมู นฤมล I Money Issue EP.63

Summary

กองทุน Situational Awareness ประสบภาวะพอร์ตแตกจากการลงทุนกระจุกตัวในหุ้นกลุ่ม AI จนถูก Force Sell หุ้นทั้งหมดในพอร์ต

  • Citadel ภายใต้การนำของ Ken Griffin เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดที่ถูกเทขายภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง สะท้อนถึงสภาพคล่องและความเก๋าเกมทางการเงิน
  • Citadel ใช้กลยุทธ์ Multi-Strategy กระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภทเพื่อลดความเสี่ยง แทนการเดิมพันกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง
  • พอร์ตการลงทุนของ Citadel เน้นหุ้นเทคโนโลยีและ AI เป็นหลัก เช่น Nvidia, Amazon และ Microsoft ควบคู่ไปกับการถือครอง ETF เพื่อบริหารสภาพคล่อง
  • Citadel สร้างผลตอบแทนสุทธิสะสมให้แก่นักลงทุนกว่า 90,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1990

Latest


เมื่อไม่นานมานี้ วงการการเงินและตลาดทุนระดับโลกต้องสะเทือนอีกครั้งกับปรากฏการณ์พอร์ตแตกของ Situational Awareness กองทุนที่เดิมพันอย่างหนักและทุ่มการลงทุนแบบกระจุกตัวในกลุ่มหุ้นโครงสร้างพื้นฐาน AI แต่เมื่อราคาหุ้นกลุ่ม AI ในตลาดดิ่งลงอย่างรุนแรง พอร์ตการลงทุนของกองทุนดังกล่าวจึงโดน Force Sell จนเกลี้ยง

อย่างไรก็ตาม ในจังหวะที่คนหนึ่งกำลังล้ม กลับมีพญายักษ์แห่งวอลล์สตรีทอย่าง “Citadel” เข้ามากวาดซื้อหุ้นเกือบทั้งหมดไปไว้ในครอบครองอย่างทันท่วงที ในระยะเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงของวิกฤต จนเราเห็นได้ถึงความเก๋าเกม สภาพคล่องอันเหนือชั้น และความฉลาดในการฉวยโอกาสในยามวิกฤต

การขยับตัวของ Citadel ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ตอกย้ำอิทธิพลทางการเงินที่ครอบคลุมไปทั่วโลกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงดีเอ็นเอความสำเร็จของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ขึ้นชื่อว่าสามารถทำกำไรสะสมสุทธิให้แก่นักลงทุนได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์โลก โดย Citadel สามารถสร้างผลตอบแทนสุทธิสะสมให้แก่นักลงทุนไปแล้วกว่า 90,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี 1990

ปรัชญาหัวใจสำคัญที่ทำให้ Citadel ยืนหยัดได้อย่างยิ่งใหญ่ ไม่ใช่การเดิมพันหมดตัวไปกับหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง แต่คือกลยุทธ์การบริหารแบบ “Multi-Strategy” ที่กระจายความเสี่ยงไปในหลายสินทรัพย์ หลายกลยุทธ์ มีการบริหารความเสี่ยงที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงการมีวินัยด้วยการทยอยคืนเงินกำไรให้แก่นักลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อควบคุมไม่ให้ขนาดของกองทุนใหญ่เกินกว่าโอกาสในการทำกำไรที่มีอยู่จริงในตลาด


อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: เปิดอาณาจักร Citadel ของ Ken Griffin เฮดจ์ฟันด์ที่กำไรมากสุดในโลก บนกฎเหล็ก “อย่าพึ่งกลยุทธ์เดียว”


เจาะลึกพอร์ตการลงทุน Citadel: ยักษ์ใหญ่เลือกเก็บหุ้นอะไรเข้าพอร์ต?

พอร์ตของ Citadel แสดงการจัดสรรน้ำหนักที่สมดุลระหว่างหุ้นเทคโนโลยีเติบโตสูงและกองทุนดัชนีเพื่อบริหารสภาพคล่อง โดยมีหุ้นและกองทุนเด่นตามสัดส่วนในพอร์ต ดังนี้:

  • Nvidia (2.31%): หุ้นสัดส่วนสูงสุดในพอร์ต ตอกย้ำความเชื่อมั่นในโครงสร้างพื้นฐาน AI และชิปประมวลผล
  • iShares Core S&P 500 ETF (1.88%): กองทุนดัชนีหลักเพื่อกระจายความเสี่ยงตามทิศทางตลาดทุนสหรัฐฯ
  • Amazon (1.20%): ผู้นำด้านคลาวด์คอมพิวติ้ง (AWS) และอีคอมเมิร์ซ
  • Micron Technology (1.10%): ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำสำคัญที่รับอานิสงส์รอบการเติบโตของเซมิคอนดักเตอร์
  • SPDR Dow Jones Industrial Average ETF (1.10%): กองทุนดัชนีหุ้นบลูชิปกลุ่มอุตสาหกรรม เสริมความเสถียรให้พอร์ต
  • Taiwan Semiconductor หรือ TSMC (0.97%): โรงงานรับจ้างผลิตชิปขั้นสูงอันดับหนึ่งของโลก
  • Apple (0.94%): ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีผู้ครองฮาร์ดแวร์และระบบนิเวศซอฟต์แวร์แข็งแกร่ง
  • Meta Platforms (0.74%): ผู้นำโซเชียลมีเดียที่โหมลงทุนใน AI และโฆษณาดิจิทัล
  • Broadcom (0.71%): ผู้นำด้านชิปสื่อสารและโซลูชันซอฟต์แวร์ระดับองค์กร
  • Microsoft (0.69%): ยักษ์ใหญ่ซอฟต์แวร์ คลาวด์ และอีกหนึ่งบิ๊กเทคที่ทุ่มทุนหนักในด้าน AI

นอกเหนือจาก 10 อันดับแรกที่ส่วนใหญ่มุ่งลงทุนไปในกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยี โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ AI แล้ว Citadel ยังได้กระจายการลงทุนออกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่ครอบคลุมโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ดังนี้:

  • กลุ่มเทคโนโลยี AI และเซมิคอนดักเตอร์: นอกจากผู้นำใน Top 10 แล้ว ยังกระจายในหุ้นซอฟต์แวร์ ชิป และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น Alphabet (Class A และ C), Applied Materials, Cloudflare และ SanDisk
  • กลุ่มกองทุนดัชนีและบริหารสภาพคล่อง (Index ETFs): ใช้ ETF อ้างอิงดัชนีใหญ่อย่าง S&P 500 (IVV) และ Dow Jones (DIA) เพื่อบริหารสภาพคล่องและเกาะไปกับทิศทางตลาดทุนโดยรวม
  • กลุ่มการเงิน การลงทุน และความมั่นคง: กระจายในสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่และธุรกิจอุตสาหกรรมความเสถียรสูง เช่น JPMorgan Chase, BlackRock, Berkshire Hathaway, Mastercard, Citigroup, Morgan Stanley, GE Aerospace, Norfolk Southern และหุ้นความมั่นคงอย่าง Lockheed Martin
  • กลุ่มการแพทย์และชีววิทยาศาสตร์: ลงทุนในนวัตกรรมทางการแพทย์และบริษัทเภสัชกรรมชั้นนำ เช่น Intuitive Surgical, Gilead Sciences, Johnson & Johnson, Merck, Cardinal Health, UnitedHealth Group และ CVS Health
  • กลุ่มสินค้าผู้บริโภค ค้าปลีก และความบันเทิง: กระจายเข้าสู่หุ้นบริโภคและไลฟ์สไตล์ที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง เช่น Tesla, Warner Bros. Discovery, Electronic Arts, Marriott International, Costco, Coca-Cola, Home Depot และ Spotify

จากภาพ ตัวเลขในสัดส่วน “อื่น ๆ” มีสูงถึง 88.36% ถือเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ Multi-Strategy ของ Citadel แสดงให้เห็นว่าพอร์ตส่วนใหญ่ถูกกระจายออกเป็นสถานะการลงทุนขนาดเล็ก (Small Positions) หลายพันรายการในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก เพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคาโดยไม่ปล่อยให้พอร์ตขึ้นอยู่กับทิศทางของหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง ลดความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) และสร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอในทุกสภาวะตลาด

และผู้ที่อยู่เบื้องหลังความก้าวหน้าของ Citadel มาโดยตลอดคือ Ken Griffin หนึ่งในมหาเศรษฐีและผู้จัดการกองทุนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์โลกปัจจุบัน จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ เมื่อกว่า 35 ปีก่อน เขาได้ปลุกปั้น Citadel ผ่านร้อนผ่านหนาวและวิกฤตการเงินมานับไม่ถ้วน จนก้าวขึ้นเป็นอาณาจักรเฮดจ์ฟันด์ที่สร้างกำไรสะสมสุทธิให้แก่นักลงทุนได้สูงที่สุดในโลก


ที่มา: Hedge Follow, Quant Enthusiasts [1][2]

ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney 



Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ