
ตลาดหุ้นหลายแห่งทั่วโลกปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 2569 ณ วันที่ 5 สิงหาคม 2569 ของหลายตลาดอยู่ในระดับที่โดดเด่น อาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าหุ้นกำลังเข้าสู่ภาวะ “แพง” จนยังไม่กล้าเข้าลงทุน
ไม่ว่าจะเป็น KOSPI ของเกาหลีใต้ที่พุ่งกว่า 48.8% SET Index ของไทยที่ฟื้นตัวกว่า 26.1% รวมถึง Nasdaq 100 ที่ปรับขึ้น 17.1% และ S&P 500 ที่บวก 12.5% จนใกล้ทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง
แต่ความจริงแล้วราคาหุ้นที่สูงขึ้น อาจไม่ได้แปลว่าแพงเสมอไป เพราะสิ่งที่นักลงทุนมืออาชีพให้ความสำคัญไม่ใช่แค่ระดับดัชนี แต่คือราคาที่จ่าย เทียบกับกำไรที่บริษัททำได้
ยิ่งถ้ากำไรของบริษัทจดทะเบียนเติบโตเร็ว ราคาหุ้นที่ดูเหมือนแพงในวันนี้ ก็อาจกลายเป็น "ถูกลง" ในเชิงมูลค่า (Valuation) ได้ในอนาคต
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ตัวเลข P/E Ratio ยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่นักลงทุนใช้ประเมินความน่าสนใจของตลาด
เมื่อมองตลาดหุ้นทั่วโลกในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าหลายดัชนีปรับตัวขึ้นมาแรง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่กลายเป็นผู้นำตลาด ส่งผลให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเริ่มลังเลว่าจะเข้าซื้อในช่วงนี้ดีหรือไม่ เพราะกังวลว่าราคาจะ "แพงเกินไป"
อย่างไรก็ตาม อ้างอิงข้อมูลจาก J.P. Morgan Asset Management ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 จะพบว่า Valuation ของตลาดหุ้นหลักทั่วโลกยังไม่ได้สูงผิดปกติ และสะท้อนว่า แม้ดัชนีหลายแห่งจะปรับขึ้นมามาก แต่ไม่ได้หมายความว่าตลาดหุ้นทั้งหมดกำลังอยู่ในภาวะแพงเกินพื้นฐาน
มุมมองนี้สอดคล้องกับข้อมูลล่าสุดจาก ฟินโนมีนา แพลตฟอร์มและบริษัทที่ปรึกษาการลงทุนด้านเทคโนโลยีความมั่งคั่ง ที่ระบุว่า แม้ดัชนี S&P 500 จะซื้อขายใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลกแล้ว หุ้นสหรัฐฯ กลับไม่ได้แพงอย่างที่หลายคนกังวล
ปัจจุบัน ส่วนต่าง Forward P/E ของ S&P 500 เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นโลก ลดลงเหลือประมาณ 22% ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 จากเดิมที่เคยสูงถึงราว 50% ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2567 อีกทั้งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีที่ประมาณ 31%
สาเหตุสำคัญไม่ได้เกิดจากราคาหุ้นที่ลดลง แต่เป็นเพราะ กำไรของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ เติบโตเร็วมาก โดยกำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 คาดว่าจะเติบโตถึง 28.7% จากปีก่อน ขณะที่บริษัทในยุโรปคาดว่าจะเติบโตเพียง 14.4% จากปีก่อน หรือราวครึ่งหนึ่งของสหรัฐฯ
ดังนั้น แม้ราคาหุ้นสหรัฐฯ จะปรับตัวขึ้นทำสถิติใหม่ แต่หากกำไรของบริษัทเติบโตเร็วกว่า ราคาหุ้น ก็จะทำให้ Valuation ถูกลงในเชิงเปรียบเทียบ
หนึ่งในตัวชี้วัดที่นักลงทุนทั่วโลกใช้กันมากที่สุดคือ P/E Ratio (Price to Earnings Ratio) หรืออัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไร ซึ่ง P/E คือการคำนวณจาก ราคาหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น (EPS)
เพื่อดูว่านักลงทุนกำลังยอมจ่ายเงินกี่บาทสำหรับกำไร 1 บาทของบริษัท ถ้าหุ้นราคา 200 บาท และมีกำไรต่อหุ้น 10 บาท จะมี P/E เท่ากับ 20 เท่า หมายความว่าตลาดยอมจ่าย 20 บาท เพื่อซื้อกำไร 1 บาทของบริษัทนั้น
โดยทั่วไป P/E มีอยู่ 2 แบบ ได้แก่
อย่างไรก็ตาม หลายคนมักเข้าใจผิดว่า P/E สูง = หุ้นแพง และ P/E ต่ำ = หุ้นถูก
ความจริงแล้วไม่ใช่เสมอไป เพราะหากวันนี้หุ้นซื้อขายที่ P/E 25 เท่า แต่ปีหน้ากำไรของบริษัทเติบโตอีก 30% หากราคาหุ้นไม่เปลี่ยนแปลง P/E ก็จะลดลงเองโดยอัตโนมัติ เพราะกำไรหรือ EPS เพิ่มขึ้น
ในทางกลับกัน หากบริษัทมีกำไรลดลง แม้ว่าราคาหุ้นจะไม่ขยับ P/E ก็สามารถสูงขึ้นได้ทันที ทำให้หุ้นดูแพงขึ้นโดยที่ราคายังเท่าเดิม
ดังนั้น การตัดสินว่าตลาดหุ้น "แพง" หรือ "ถูก" ไม่ควรมองเพียงระดับดัชนีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาควบคู่กับแนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนด้วย เพราะท้ายที่สุดแล้ว มูลค่าที่แท้จริงของตลาดขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างกำไรในอนาคต มากกว่าระดับราคาหุ้นในปัจจุบัน
ที่มา: Tradingview, JPMAM, Finnomena
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้