
อุตส่าห์เก็งกันมาตั้งนาน…นึกว่าจะแดงเดือด! แต่ที่ไหนได้ ในช่วงเช้าของการซื้อขายวันนี้ (4 สิงหาคม 2569) หุ้นบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ปิดพักเที่ยงอยู่ที่ระดับ 5.55 บาท ลดลงเพียง 0.10 บาท หรือ -1.77% รับวันปลดล็อกหุ้นแปลงหนี้เป็นทุนก้อนใหญ่ 75% เป็นวันแรก
งานนี้ทำเอาสายแช่งถึงกับงงตึ้บ เพราะแรงเทขายที่กังวลกันเป็นหมื่นล้านหุ้น กลับทำอะไรราคาหุ้นไม่ได้มาก สงสัยกลุ่มเจ้าหนี้จะลืมขาย หรือไม่ก็ตลาดอาจจะรับรู้ข่าวร้าย ไปล่วงหน้าจนหมดแล้ว!
หากย้อนดูไทม์ไลน์ก่อนหน้านี้ จะเห็นว่า THAI กลายเป็นหนึ่งในหุ้นที่ถูกจับตามองและเผชิญแรงเทขายกดดันมาตลอด จนร่วงลึกที่สุดในกลุ่ม SET50 โดยนับตั้งแต่ต้นปี 2569 ราคาหุ้นปรับตัวลดลงไปกว่า 18.71%
ซึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้นักลงทุนชิงเทขายกันล่วงหน้า มาจาก 2 มรสุมหลัก คือ ค่าน้ำมันเครื่องบินที่พุ่งแรงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และความหลอนเรื่อง “หุ้นล็อกอัพ” ล็อตใหญ่นี้นั่นเอง
การบินไทย ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาต้องเผชิญกับวิกฤตขาดทุนสะสมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากการแข่งขันที่ดุเดือด ต้นทุนการดำเนินงานที่บานปลาย และปัญหาโครงสร้างภายในองค์กร
จนมาถึงวิกฤตโควิด-19 ที่ได้กลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย ทำให้สภาพคล่องของบริษัทถึงทางตัน จนในปี 2563 การบินไทยต้องยื่นขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง นำไปสู่การผ่าตัดองค์กรครั้งประวัติศาสตร์
ทั้งการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ ลดพนักงานลงกว่าครึ่ง รวมถึงการลดขนาดและปรับลดประเภทฝูงบินเพื่อลดความซับซ้อนและต้นทุนการซ่อมบำรุง
เมื่อสถานการณ์โรคระบาดคลี่คลาย และการท่องเที่ยวโลกกลับมาฟื้นตัว การบินไทยจึงสามารถพลิกฟื้นกลับมาทำกำไรได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง ส่งผลให้บริษัทสามารถดำเนินการและบรรลุเป้าหมายตามแผนฟื้นฟูกิจการได้สำเร็จรวดเร็วกว่าที่กำหนดไว้
ท้ายที่สุด ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ และตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้อนุมัติให้หุ้น THAI กลับมาซื้อขายได้ตามปกติ
โดยมีกุญแจสำคัญคือการ "แปลงหนี้เป็นทุน" ของกลุ่มเจ้าหนี้ ซึ่งช่วยพลิกฟื้นให้ส่วนของผู้ถือหุ้นกลับมาเป็นบวก และเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นของการบินไทยไปอย่างสิ้นเชิง
การกลับมาซื้อขายของหุ้น THAI มาพร้อมกับเงื่อนไขสำคัญคือ การห้ามขายหุ้น (Lock-up Period) เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาหุ้นในช่วงแรก
โดยหุ้นที่เกิดจากการแปลงหนี้เป็นทุนและหุ้นของผู้มีส่วนร่วมในการบริหาร (Strategic Shareholders) ถูกห้ามขายรวมทั้งสิ้น 26,403.4 ล้านหุ้น (93.3% ของหุ้นทั้งหมด)
ก้อนแรก 25% ได้ปลดล็อกไปแล้วเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 และสำหรับวันที่ 4 สิงหาคม 2569 นี้ คือวันแรกที่หุ้นส่วนที่เหลืออีก 75% รวมจำนวน 19,802,574,214 หุ้น (คิดเป็น 70.0% ของหุ้นทั้งหมด) ได้หลุดพ้นจากข้อกำหนดห้ามขาย
สำหรับกลุ่มเจ้าหนี้ที่ได้รับการจัดสรรหุ้นจากการแปลงหนี้เป็นทุน ประกอบไปด้วยสถาบันและองค์กรขนาดใหญ่ระดับประเทศ ได้แก่ กระทรวงการคลัง ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารกรุงไทย (KTB) และสหกรณ์ออมทรัพย์ ต่างๆ เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ และสหกรณ์ออมทรัพย์ ปตท. ที่เป็นเจ้าหนี้หุ้นกู้เดิม
สาเหตุที่ตลาดมีความกังวลต่อหุ้น Lock-up ก้อนนี้อย่างมาก เป็นเพราะต้นทุนของการแปลงหนี้เป็นทุนนั้นอยู่ที่เพียง 2.5452 บาทต่อหุ้น ทำให้นักลงทุนรายย่อยหวั่นเกรงว่ากลุ่มเจ้าหนี้อาจจะเทขายทำกำไรออกมาอย่างหนัก เพื่อนำเงินสดกลับเข้าสู่องค์กรของตนเอง ซึ่งจำนวนหุ้นเกือบ 2 หมื่นล้านหุ้นนี้ถือเป็นอุปทานมหาศาลที่พร้อมจะกดดันกระดานซื้อขายได้ตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเช้าของการซื้อขายวันนี้ (4 ส.ค. 69) ราคาหุ้น THAI ปิดอยู่ที่ระดับ 5.55 บาท ลดลง 0.10 บาท หรือ -1.77% ท่ามกลางกระแสข่าวใหญ่เรื่องการปลดล็อกหุ้นแปลงหนี้เป็นทุนก้อนสุดท้ายเข้าสู่ตลาด
แม้จะมีปัจจัยกดดันรุมเร้า แต่เมื่อกางข้อมูลวิเคราะห์เจาะลึกกลับพบว่า ตลาดค่อนข้างมองไปในทิศทางบวก โดยสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA Consensus) จาก 13 โบรกเกอร์ แนะนำ "ซื้อ" ถึง 8 ราย แนะนำ "ถือ" 4 ราย และ "ขาย" เพียง 1 ราย โดยให้ ราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 7.26 บาท สูงสุด 12.00 บาท ต่ำสุด 5.50 บาท
นักวิเคราะห์ บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ แนะนำรอดูสถานการณ์สำหรับผู้รับความเสี่ยงได้ต่ำ แต่หากราคาลงแรงสู่ระดับ 4.10-5.80 บาท จะเป็นจุดเข้าซื้อที่น่าสนใจ โดยให้ราคาเป้าหมาย 6.50 บาท
ทั้งนี้ ประเมินกำไรปกติไตรมาส 2/2569 ที่ 502 ล้านบาท ลดลง 93% จากปีก่อน และ 94% จากไตรมาสก่อน สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันเครื่องบินเฉลี่ยที่พุ่งขึ้นไปถึง 159 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ยังโชคดีที่ได้รายได้ทางภาษีราว 1,000 ล้านบาทเข้ามาช่วยชดเชย
ส่วนประเด็นหุ้น Lock-up มองว่าแรงขายเป็นความผันผวนระยะสั้น โดยอิงจากรอบก่อนหน้าที่ราคาเคยดิ่งลง 14% และใช้เวลาราว 14 วันในการฟื้นตัวกลับสู่ระดับเดิม เพราะปัจจัยพื้นฐานไม่ได้เปลี่ยน
ด้านบทวิเคราะห์ บล. พาย ระบุปรับคำแนะนำเป็น "ซื้อ" ที่ราคาเป้าหมาย 6.20 บาท โดยแนะนำให้เข้าซื้อหลังพ้นการขายของกลุ่มเจ้าหนี้ในวันที่ 4 ส.ค. ไปแล้ว โดยคาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 ที่ 407 ล้านบาท หดตัว 97% จากปีก่อน จากการถูกกดดันด้วยราคาน้ำมัน
อย่างไรก็ตาม ได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี 2569 ขึ้นถึง 77% เป็น 18,189 ล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำมันโลกเริ่มปรับตัวลดลงเร็วกว่าที่คิดตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมิถุนายน ประกอบกับสายการบินเริ่มเน้นการจัดโปรโมชันลดราคาตั๋วเพื่อดึงดูดผู้โดยสารในครึ่งปีหลัง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเติบโตในอนาคต
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้