
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เคยพุ่งแรงจากกระแสชิป AI แต่เมื่อรายย่อยแห่ลงทุนผ่าน ETF แบบ Leverage ความผันผวนกลับขยายเป็นวิกฤต จนเกิดมาร์จิ้นคอลและแรงขายจำนวนมาก
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้พุ่งแรงนับตั้งแต่ต้นปี 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งมีสองบริษัทเป็นพระเอก คือ Samsung Electronics และ SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของโลกที่ได้อานิสงส์เต็มๆ จากกระแส AI ทั่วโลก
โดยเฉพาะความต้องการชิปความจำ HBM (High Bandwidth Memory) มาป้อนอุตสาหกรรม Datacenter ราคาหุ้นทั้งสองตัวจึงพุ่งขึ้นต่อเนื่องหลายเดือนจนดัชนี KOSPI ทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์
CNBC รายงานว่า Samsung Electronics ทำข้อตกลงกับสหภาพแรงงานหลังพนักงานขู่นัดหยุดงาน 18 วันในเดือนพฤษภาคม ผลคือบริษัทตกลงกันสัดส่วนโบนัสจากกำไร โดยพนักงานบางส่วนในธุรกิจชิปความจำที่เข้าเกณฑ์ อาจได้รับโบนัสรวมหลายรายการสูงสุดราว 626 ล้านวอน ขึ้นอยู่กับระดับตำแหน่งและเงื่อนไขของข้อตกลง
ส่วนฝั่ง SK Hynix นั้น สำนักข่าวรอยเตอร์สระบุว่า พนักงานของบริษัทอาจได้รับโบนัสมากกว่า 700 ล้านวอน หรือราว 454,851 ดอลลาร์สหรัฐฯ หากบริษัททำกำไรได้ตามเป้าที่ 250 ล้านล้านวอนต่อปี
ตัวเลขระดับนี้พูดง่ายๆ คือเทียบเท่ารายได้หลายปีของพนักงานโรงงานชิปธรรมดาคนหนึ่ง
เมื่อพนักงานได้เงินก้อนใหญ่ ผลที่ตามมาคือการจับจ่ายใช้สอยที่พุ่งกระฉูดในย่านรอบโรงงานชิป โดยเฉพาะจังหวัด Gyeonggi ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงงานหลักของทั้ง Samsung และ SK Hynix
ซึ่งยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในจังหวัด Gyeonggi เติบโตเร็วกว่าภูมิภาคอื่นของประเทศอย่างชัดเจน โดยเฉพาะโซนสินค้าหรูในห้างสรรพสินค้า เช่นเครื่องประดับเพชรพลอยและนาฬิกาหรู
ปลายเดือนพฤษภาคม มีการเปิดตัวกองทุน ETF แบบ “Leverage 2 เท่า" ที่ผูกติดกับหุ้น Samsung และ SK Hynix โดยตรง นั่นแปลว่าถ้าหุ้นขึ้น 1% กองทุนนี้จะขึ้นให้ 2% แต่ถ้าหุ้นลง 1% ก็จะขาดทุนให้ 2% เช่นกัน
ปัญหาคือคนเกาหลีแห่ซื้อ ETF เหล่านี้กันมหาศาล สำนักข่าว CNBC รายงานว่านักลงทุนรายย่อยทุ่มเงินสุทธิเข้าไปในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ถึง 14 ล้านล้านวอน (ราว 9,400 ล้านดอลลาร์) ขณะที่ต่างชาติซื้อเพียง 2 ล้านล้านวอนเท่านั้น
และเมื่อหุ้นกลับตัว ทุกอย่างก็พังพร้อมกัน พอหุ้น Samsung และ SK Hynix เริ่มปรับฐานลงแรง ETF แบบ Leverage 2 เท่าก็ยิ่งขาดทุนหนักกว่าตัวหุ้นจริงเสียอีก
CNBC รายงานว่า KODEX SK Hynix Single Stock Leverage ETF ซึ่งออกแบบมาให้เคลื่อนไหว 2 เท่าของราคาหุ้น SK Hynix รายวัน ร่วงลงไปแล้วกว่า 80% นับจากจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ส่วน ETF ที่ผูกกับ Samsung ก็ร่วงลงเกือบ 75% จากจุดสูงสุดเช่นกัน
และนี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขในกระดาน แต่คือเงินเก็บของคนเกาหลีจริงๆ จนความเสียหายรุนแรงจนลุกลามเป็นวงกว้างระดับประเทศ
มีรายงานว่าบัญชีนักลงทุนกว่า 1.2 ล้านบัญชีได้รับการแจ้งเตือนมาร์จิ้นคอล และในจำนวนนั้นประมาณ 320,000-360,000 บัญชี ถูกโบรกเกอร์บังคับขายทอดตลาด (force sell) จนขาดทุนอย่างหนัก และบางรายยังคงมีหนี้คงค้างกับโบรกเกอร์หลังการขายหลักประกัน
Reuters ระบุว่า รัฐมนตรีคลังเกาหลีใต้ นายคู ยุน-ชอล ยอมรับข้อเรียกร้องของสมาชิกสภาให้ออกมาขอโทษต่อสาธารณะในการประชุมสภาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา หลังยอมรับว่ากองทุน ETF leverage รายตัวหุ้นเหล่านี้ถูกปล่อยออกสู่ตลาดโดยไม่ได้ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบเพียงพอ
พร้อมกันนั้น ประธานคณะกรรมการกำกับดูแลการเงิน นายลี อ็อก-วอน ยังกล่าวว่าหน่วยงานกำลังพิจารณาจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงผลิตภัณฑ์เหล่านี้ให้เหลือเฉพาะนักลงทุนมืออาชีพเท่านั้น และอาจปรับลดอัตราทวีคูณของ leverage ลง หากมีกฎหมายรองรับ
กรณีของตลาดหุ้นเกาหลีใต้ นับเป็นภาพสะท้อนของวัฏจักรการลงทุนที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกยุค เพราะเมื่อสินทรัพย์มี Story แข็งแรง ผสมกับเครื่องมือที่ช่วยขยายผลตอบแทน ความโลภก็มักเติบโตเร็วกว่าความเข้าใจในความเสี่ยง
ที่น่าสนใจคือ ความเสียหายครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากบริษัททำธุรกิจแย่ หรือเทคโนโลยี AI หมดอนาคต แต่เกิดจากการที่นักลงทุนจำนวนมากใช้ "เครื่องมือ" ที่มีความเสี่ยงสูงกับสินทรัพย์ที่กำลังได้รับความนิยมสูงสุด
จนเมื่อทิศทางตลาดเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย ความเสียหายกลับถูกเร่งให้รุนแรงกว่าที่หลายคนคาดคิด
บางครั้ง บทเรียนที่แพงที่สุดในตลาดหุ้น ไม่ใช่การเลือกหุ้นผิด แต่คือการประเมิน "ความเสี่ยงของตัวเอง" ผิด ดังนั้น นักลงทุนต้องทำความเข้าใจการใช้เครื่องมือต่างๆ ก่อนตัดสินใจลงทุน และประเมินความเสี่ยงที่ตัวเองรับได้ทุกครั้ง
และการลงทุนในธีมที่ดี ไม่ได้แปลว่าราคาจะขึ้นตลอดไป เพราะสุดท้ายราคาหุ้นก็ยังต้องเผชิญกับการปรับฐานตามวัฏจักรตลาด และยิ่งเข้าลงทุนเพราะกลัวตกขบวนมากเท่าไร ยิ่งมีโอกาสกลายเป็นคนรับความเสี่ยงมากที่สุด…
ที่มา: CNBC, Reuters
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้