ถอดบทเรียนญี่ปุ่น จากโมเดล NISA สู่ TISA ครั้งแรกของไทย! ซื้อหุ้น-ตราสารหนี้ ได้สิทธิลดหย่อนภาษี

Investment

Stocks

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ถอดบทเรียนญี่ปุ่น จากโมเดล NISA สู่ TISA ครั้งแรกของไทย! ซื้อหุ้น-ตราสารหนี้ ได้สิทธิลดหย่อนภาษี

Date Time: 22 ก.ค. 2569 13:02 น.

Video

เจาะลึกหุ้นชิป AI พุ่งไปแล้วเป็นพัน% ยังเหลืออะไรเป็นโอกาสอีกบ้าง? | Digital Frontiers Talk EP.72

Summary

ถอดบทเรียนญี่ปุ่น จากโมเดล NISA สู่ TISA ครั้งแรกของไทย! ซื้อหุ้น-ตราสารหนี้ ได้สิทธิลดหย่อนภาษี ย้ายเงินฝาก ดอกเบี้ยต่ำ 16 ล้านล้าน เป็นเงินลงทุน รับสังคมสูงวัย เงินเกษียณไม่พอใช้

Latest


เป็นที่รับรู้กันว่า ประเทศไทย กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ขณะที่โครงสร้างระบบการเงินของภาคครัวเรือนไทย กลับกำลังเผชิญวิกฤตเงียบที่หลายคนอาจมองข้าม เนื่องจากปัจจุบัน มีเม็ดเงินออมของประชาชนจมอยู่ในระบบธนาคารสูงถึง 16.72 ล้านล้านบาท ผ่านบัญชีเงินฝากกว่า 102 ล้านบัญชี ภายใต้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยเพียง 1.5% - 2.0% ต่อปี หรือต่ำกว่านั้น 

เมื่อนำมาหักลบกับอัตราเงินเฟ้อที่แท้จริง เงินออมฝากธนาคารจึงมีสภาวะติดลบและด้อยค่าลงเรื่อยๆ ตามกาลเวลา หมายความว่า เงินออมที่ประชาชนตระเตรียมไว้สำหรับการเกษียณ อาจไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตในอนาคต

ความท้าทายเชิงโครงสร้างประชากรและเงินออมนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในภูมิภาคเอเชีย ประเทศญี่ปุ่นเคยเผชิญกับปัญหาสังคมสูงวัยควบคู่กับสภาวะเงินฝากล้นระบบธนาคารมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 ประชาชนส่วนใหญ่ยึดติดกับพฤติกรรมฝากเงินสด ไม่กล้าเผชิญความเสี่ยงในตลาดทุน 

จนกระทั่งรัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจแก้เกมด้วยการเปิดตัวโครงการ Nippon Individual Savings Account หรือ NISA ในปี 2557 และยกระดับสู่ New NISA ในเวลาต่อมา กลไกดังกล่าวได้สร้างจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ โดยการยกเลิกภาษีจากผลตอบแทนการลงทุนแบบถาวร จนสามารถเปลี่ยนนิสัยของชาวญี่ปุ่นให้หันมาลงทุนระยะยาวได้สำเร็จ 

สะท้อนจากสถิติล่าสุดที่มีการเปิดบัญชี NISA รวมกันมากกว่า 28 ล้านบัญชี ดึงเม็ดเงินออมเข้าสู่ตลาดทุนได้สูงถึง 71 ล้านล้านเยน ที่น่าสนใจคือ ผู้ใช้งานส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางที่มีรายได้ปานกลางถึงน้อย และกว่า 70% เป็นผู้ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ลงทุนมาก่อนเลย

จากความสำเร็จของโมเดลญี่ปุ่น สำนักงาน ก.ล.ต. ร่วมกับกระทรวงการคลัง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) จึงเตรียมผลักดันโครงการ Thailand Individual Savings Account หรือ TISA เข้ามาเป็นหมุดหมายสำคัญในการปฏิรูปโครงสร้างทางการเงินของประเทศไทย โดยตั้งเป้าเปลี่ยนผ่านนโยบายจากการส่งเสริมการฝากเงิน ไปสู่การสร้างวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาว

TISA จะทำงานอย่างไร? นวัตกรรมครั้งแรกของการ "ลงทุนตรง" 


ที่ผ่านมา มาตรการลดหย่อนภาษีของไทยอย่าง RMF มักถูกจำกัดให้ซื้อได้ผ่าน "กองทุนรวม" เท่านั้น แต่ TISA จะเข้ามาทลายข้อจำกัดเดิม และกลายเป็น Game Changer ของตลาดทุนไทย ด้วยโครงสร้างหลักดังนี้ 

  • ครั้งแรกที่ "ลงทุนตรง" ได้สิทธิภาษี: ประชาชนสามารถซื้อหุ้นสามัญไทย ตราสารหนี้ภาครัฐ หุ้นกู้เอกชนระดับ Investment Grade หรือ ETF ได้โดยตรงผ่านบัญชีโบรกเกอร์ โดยได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีทันทีโดยไม่ต้องผ่านกองทุนรวม 
  • วงเงินลดหย่อนภาษีรายได้: เสนอวงเงินลดหย่อนสูงสุด 600,000 – 800,000 บาทต่อปี โดยปลดล็อกเงื่อนไขเดิมที่เคยจำกัดไม่เกิน 30% ของรายได้ เพื่อให้ผู้มีรายได้ปานกลางใช้สิทธิ์ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย (เงื่อนไขถือครองอย่างน้อย 5 ปี และถอนได้เมื่ออายุครบ 55 ปี) 
  • วงเงินยกเว้นภาษีผลตอบแทน (Special Benefit): เพิ่มวงเงินพิเศษอีก 200,000 บาท ที่แม้ต้นเงินจะไม่ได้ลดหย่อนภาษีรายได้ แต่กำไรส่วนต่างราคา (Capital Gains) และเงินปันผลที่ได้รับ จะได้รับการยกเว้นภาษีทั้งหมด โดยมีระยะเวลาถือครองที่ยืดหยุ่นกว่า (5-7 ปี) เหมาะสำหรับผู้ที่มีฐานภาษีต่ำ หรือต้องการออมเงินให้บุตรหลาน 
  • ยืดหยุ่นและสับเปลี่ยนได้สะดวก: ผู้ลงทุนสามารถสับเปลี่ยนสินทรัพย์ (Asset Switching) ข้ามประเภทภายในบัญชี TISA ได้ตลอดเวลาโดยไม่เสียสิทธิ์ทางภาษี

ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ หลายฝ่ายอาจตั้งคำถามว่า เหตุใดรัฐบาลจึงยอมสูญเสียรายได้จากภาษีในส่วนนี้ คำตอบคือ นี่คือกลไกการ "ยอมเสียภาษีในวันนี้ เพื่อประหยัดงบประมาณในอีก 20-30 ปีข้างหน้า" เพราะหากปล่อยให้โครงสร้างการออมของประชาชนยังคงอ่อนแอ รัฐบาลจะต้องแบกรับภาระงบประมาณด้านสวัสดิการ สังคมสงเคราะห์ และการดูแลสุขภาวะของผู้สูงอายุเป็นมหาศาล การใช้มาตรการภาษีเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนสร้างพอร์ตความมั่งคั่งเพื่อการเกษียณด้วยตัวเอง จึงเป็นการลดภาระทางการคลังของรัฐในระยะยาว พร้อมกับผันมวลเงินออมมหาศาลจากบัญชีเงินฝากเข้าสู่ตลาดทุนเพื่อขับเคลื่อนภาคธุรกิจ

สถานะปัจจุบัน และกลุ่มหุ้นที่ได้รับประโยชน์

สำหรับทิศทางความคืบหน้าล่าสุด กระทรวงการคลัง โดย ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เตรียมยกเลิกแนวคิดเรื่องตัวคูณลดหย่อนภาษี เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ประชาชนทุกระดับ โดยตั้งเป้าสรุปหลักเกณฑ์สิทธิประโยชน์ทั้งหมดให้ชัดเจนภายในเดือนกันยายน 2569

ขณะเดียวกัน ในมุมมองของการวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุน หากหลักเกณฑ์ TISA มีความชัดเจนและเปิดใช้อย่างเป็นทางการ เม็ดเงินออมระยะยาวที่จะไหลเข้าสู่ตลาดทุนไทยจะกลายเป็นเบาะรองรับสภาพคล่อง และช่วยลดความผันผวนให้แก่ตลาดหุ้นไทยในระยะยาว โดยกลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์มากที่สุด คือกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง จ่ายเงินปันผลสูงสม่ำเสมอ และดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG ซึ่งตรงกับโจทย์การลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (BBL, KTB, KBANK, SCB) กลุ่มพลังงาน (TOP, PTTEP, BCP) และกลุ่มสื่อสาร (ADVANC, TRUE)

บทสรุปของ TISA จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่มาตรการลดหย่อนภาษีฉบับใหม่ แต่คือเสาหลักสำคัญในการยกระดับเสถียรภาพทางการเงินของประชาชนไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนไทยไปพร้อมกัน สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ นี่คือจุดเริ่มต้นสำคัญในการวางแผนสร้างความมั่งคั่งระยะยาว ส่วนนักลงทุนเดิม นี่คือสัญญาณบวกที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบเศรษฐกิจไทยในอนาคต


ที่มา : Bloomberg ,หลักทรัพย์บัวหลวง ,กระทรวงการคลัง ,ก.ล.ต.,ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ,กรมสรรพากร

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney



Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ