
ตลาดหุ้นทั่วโลกกลับเข้าสู่ภาวะระมัดระวังอีกครั้ง เมื่อความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ปะทุขึ้นพร้อมกัน ทั้งในตะวันออกกลางและยุโรปตะวันออก จนกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด
เพราะหากสถานการณ์ลุกลาม ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความมั่นคงระหว่างประเทศ แต่ยังส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงเศรษฐกิจโลกผ่านราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลาง
สัญญาณแรกที่ตลาดตอบสนองคือการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งกลับมายืนเหนือระดับ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากความกังวลว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่าน "ช่องแคบฮอร์มุซ" ขณะที่รัสเซียยังเดินหน้าโจมตีเมืองสำคัญของยูเครน สะท้อนว่าสงครามทั้งสองแนวรบยังไม่มีแนวโน้มที่จะจบลงในระยะสั้น
แรงกดดันจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจกลายเป็นชนวนให้เงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง ทั้งที่หลายประเทศเพิ่งเริ่มเห็นสัญญาณเงินเฟ้อชะลอลง
ส่งผลให้ธนาคารกลาง โดยเฉพาะธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต้องเผชิญโจทย์ที่ยากขึ้นในการตัดสินใจระหว่างการสนับสนุนเศรษฐกิจกับการควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งอาจทำให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยต้องล่าช้ากว่าที่ตลาดคาดไว้
ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น เม็ดเงินลงทุนจึงเริ่มเคลื่อนย้ายออกจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเติบโตและหุ้นเทคโนโลยี ไปยังกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น และการเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคง
ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ตลาดหุ้นโลกกลับมาอยู่ในโหมดลดความเสี่ยง หรือ Risk-Off หลังความขัดแย้งเกิดขึ้นพร้อมกันสองแนวรบ ทั้งอิหร่านโจมตีฐาน ทัพสหรัฐในตะวันออกกลาง และรัสเซียกลับมาโจมตีกรุงเคียฟครั้งใหญ่ เพิ่มความเสี่ยงต่อราคาพลังงานและเงินเฟ้อ
ทำให้การประชุม ECB สัปดาห์นี้อยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างการพยุงเศรษฐกิจกับการควบคุม เงินเฟ้อ ภาวะดังกล่าวมีแนวโน้มกดดันหุ้นเติบโตให้ผันผวนต่อ เพราะตลาดอาจต้องปรับลดความคาดหวังการลดดอกเบี้ย ขณะที่ราคาน้ำมันกลับมายืนเหนือ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ดังนั้น แนะนำกลยุทธ์เน้นป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงาน เช่นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ได้แก่
และหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เช่น Raytheon Technologies, Lockheed Martin และ Northrop Grumman ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาวุธและระบบป้องกันประเทศรายใหญ่ของสหรัฐฯ รวมถึง Palantir Technologies ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ด้านข่าวกรองและ AI สำหรับหน่วยงานความมั่นคง และ Rocket Lab บริษัทเทคโนโลยีอวกาศที่มีลูกค้าภาครัฐและกลาโหมสหรัฐ
ด้าน บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุว่า ภาพรวมตลาดหุ้นทั่วโลกค่อนข้างซับซ้อนและสับสน คือส่วนใหญ่ออกมาในทางบวกและมีความไม่ชัดเจนเกิดขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางและ รัสเซีย-ยูเครน ซึ่งเป็นลบต่อภาพรวมของการลงทุน
นอกจากนี้ ความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างจากการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ โดยอิหร่าน ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น ปัจจัยนี้เป็นบวกโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่นน้ำมัน ที่จะได้ประโยชน์จากส่วนต่างราคาและสต็อกน้ำมันที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันและการออกจากหุ้นเทคโนโลยีมาหาแหล่งลงทุนใหม่ๆ กลยุทธ์ลงทุนในช่วงเวลาแบบนี้ จะเป็น “Selective Buy” คือต้องเลือกหุ้นที่ได้อานิสงส์จากสงคราม และได้ประโยชน์จาก Fund Flow ที่ยังไหลเข้าตลาดหุ้นไทย
เช่น สถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่านที่รุนแรงมากขึ้น ทำให้หุ้นกลุ่มน้ำมัน ทั้งผู้ผลิตและโรงกลั่นน้ำมันยังได้อานิสงส์ต่อไปอีก หุ้นเด่นๆ ในเรื่องนี้หนีไม่พ้น PTTEP และหุ้นโรงกลั่นน้ำมัน เช่น TOP, SPRC เป็นต้น
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้