ผ่าโมเดล TFG หุ้นที่วิ่งแรงสุดใน SET50 พลิกเกมจากผู้เลี้ยง สู่อาณาจักร “ต้นน้ำ-ปลายน้ำ” ครบวงจร

Investment

Stocks

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ผ่าโมเดล TFG หุ้นที่วิ่งแรงสุดใน SET50 พลิกเกมจากผู้เลี้ยง สู่อาณาจักร “ต้นน้ำ-ปลายน้ำ” ครบวงจร

Date Time: 17 ก.ค. 2569 17:46 น.

Video

ดร.นิเวศน์ เผยคาถา 30 ปี ทำให้เป็นเศรษฐีหมื่นล้าน? l Money Secret EP.21

Summary

หุ้น TFG พุ่งกว่า 137% ผ่าโมเดลธุรกิจจากผู้เลี้ยงหมู-ไก่ สู่ค้าปลีกอาหารครบวงจร แม้ไตรมาส 2 อาจชะลอตัว แต่โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ยังแนะนำ "ซื้อ"

Latest


ใครจะคิดว่าหุ้นที่บวกแรงที่สุดใน SET50 จนต้องเหลียวมองกลับไม่ใช่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีล้ำสมัย หรือหุ้นใหญ่อุตสาหกรรมพิมพ์นิยมหลาย ๆ ตัว แต่กลับเป็นหุ้นกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารอย่าง TFG หรือ บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

ที่ราคาหุ้นส่งสัญญาณ Outperform ตลาดอย่างแข็งแกร่ง โดยทำฟอร์มทะยานจากระดับ 4 บาทกว่าในช่วงปีก่อน ขึ้นมาซื้อขายแถว ๆ 10.60 บาท หรือเติบโตกว่า 137% จากต้นปี

Thairath Money พาไปดูว่าอะไรคือสูตรลับที่ทำให้ธุรกิจเลี้ยงหมูเลี้ยงไก่ตัวนี้ กลายเป็นหุ้นที่นักลงทุนต้องจับตา

ผ่าโมเดลธุรกิจ TFG จากฟาร์มปศุสัตว์ สู่ "ร้านค้าปลีกเชิงรุก" 

ในอดีต TFG คือผู้ผลิตและจำหน่ายเนื้อไก่ เนื้อหมู และอาหารสัตว์ ซึ่งรายได้ก็จะผันผวนไปตามราคาเนื้อสัตว์หน้าฟาร์มเป็นหลัก วันไหนราคาหมู-ไก่ร่วง กำไรก็หดหาย เหมือนในช่วงปี 2566 ที่ต้องเผชิญกับมนสุมราคาหมูตกต่ำจนขาดทุน

แต่ปัจจุบัน TFG ได้แก้เกมธุรกิจด้วยการสลัดภาพโรงชำแหละแบบเดิม ๆ แล้วหันมาลุย "ธุรกิจค้าปลีก" แบบเต็มสูบ ผ่านการเปิดร้านเนื้อสัตว์และอาหารสดภายใต้แบรนด์ "Thai foods fresh market"

ซึ่งข้อดีของการมีหน้าร้านค้าปลีกของตัวเองคือ บริษัทสามารถทำอัตรากำไรได้เพิ่ม ขายตรงถึงผู้บริโภค และลดการพึ่งราคาหน้าฟาร์ม ซึ่งช่วยลดความผันผวนของอัตรากำไรขั้นต้นได้อย่างมีนัยสำคัญ

แถมในปี 2569 นี้ บริษัทยังเดินหน้าเปิดสาขาเชิงรุกแบบจัดหนัก โดยตั้งเป้าขยายเพิ่มเป็น 850 สาขาทั่วประเทศ

นั่นหมายความว่าตอนนี้ TFG ไม่ได้เป็นเพียงผู้เลี้ยงหมูและไก่ แต่กำลังเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้เล่นธุรกิจอาหารแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตอาหารสัตว์ การเพาะเลี้ยง การแปรรูป ไปจนถึงการจำหน่ายถึงมือผู้บริโภคผ่านร้านค้าปลีกของตัวเอง

หากดูโครงสร้างรายได้ล่าสุดในไตรมาส 1/2569 จะเห็นว่าธุรกิจค้าปลีกก้าวขึ้นมาเป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัทแล้ว แซงหน้าธุรกิจปศุสัตว์ที่เคยเป็นธุรกิจหลักในอดีต สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากผู้ผลิตสินค้าเกษตรไปสู่ผู้ค้าปลีกอาหารแบบครบวงจร

  • ธุรกิจค้าปลีก สัดส่วน 45.28%
  • ธุรกิจไก่ สัดส่วน 23.29%
  • ธุรกิจสุกร สัดส่วน 14.95%
  • ธุรกิจอาหารสัตว์ สัดส่วน 14.46%
  • ธุรกิจอื่นและรายได้อื่น ๆ สัดส่วน 2%

โมเดลนี้ทำให้ TFG ลดการพึ่งพาราคาสินค้าโภคภัณฑ์เพียงอย่างเดียว เปลี่ยนมาสร้างรายได้จากธุรกิจที่มีมาร์จิ้นสูงกว่า และมีอำนาจในการกำหนดราคามากขึ้น ส่งผลให้ผลประกอบการมีเสถียรภาพกว่าในอดีต

ถ้าย้อนดูตัวเลขการเงิน รายได้-กำไรย้อนหลัง และล่าสุด การปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจนี้ สะท้อนออกมาเป็นตัวเลขทางการเงินที่น่าสนใจและเห็นพัฒนาการอย่างชัดเจน 

  • ปี 2565 รายได้ 52,692 ล้านบาท กำไรสุทธิ 4,722 ล้านบาท
  • ปี 2566 รายได้ 56,323 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ -812 ล้านบาท
  • ปี 2567 รายได้ 66,007 ล้านบาท พลิกมีกำไรสุทธิ 3,143 ล้านบาท
  • ปี 2568 รายได้ 73,357 ล้านบาท กำไรสุทธิ 7,440 ล้านบาท

และล่าสุดงวดไตรมาส 1/2569 มีรายได้ 17,740 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,047 ล้านบาท ถือว่าเปิดปีมายังคงทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่ง

เมื่อนำกำไรที่เติบโตมาเทียบกับราคาหุ้นในกระดานที่ปรับตัวขึ้นมาแถว 10.50 บาท พบว่าประสิทธิภาพการทำกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ปัจจุบัน TFG มีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) สูงถึง 36.51% และอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) อยู่ที่ 20.14% ซึ่งตัวเลขนี้บอกเราว่า บริษัทสามารถนำเงินทุนไปหมุนสร้างผลตอบแทนกลับมาได้อย่างแข็งแกร่ง

และแม้ราคาหุ้นจะบวกแรง แต่เมื่อเทียบกับฐานกำไรที่ทำได้ P/E ล่าสุดซื้อขายกันอยู่ที่เพียง 8.45 เท่า ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกันที่ 12.49 เท่า

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมที่ผ่านมาจะดูสวยหรู แต่สำหรับงวด ไตรมาส 2/2569 อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ผลประกอบการของ TFG มีความท้าทายจากปัจจัยราคาหมูและไก่ที่ย่อตัวลง

แต่นั่นกลับไม่ได้ทำให้เหล่านักวิเคราะห์มองข้ามศักยภาพของหุ้นตัวนี้ แถมภาพรวมส่วนใหญ่ยังคงมุมมองเชิงบวกในระยะยาว


คาดยอดขายฟื้นตัวครึ่งปีหลัง แนะนำ "ซื้อ" แต่ให้ Lock-in profit ระยะสั้นก่อนสะสมใหม่

ข้อมูลล่าสุดจากสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA Consensus) ที่รวบรวมมุมมองจาก 11 สำนักวิเคราะห์ พบว่าทิศทางส่วนใหญ่เป็นบวก โดยสรุปภาพรวมคำแนะนำออกมาเป็น แนะนำ "ซื้อ" 9 สำนัก และแนะนำ "ถือ" 2 สำนัก

โดยมีราคาเป้าหมายเฉลี่ย ณ ปี 2569 อยู่ที่ 11.88 บาท ราคาต่ำสุดมองที่ 9.10 บาท และราคาสูงสุดให้ไว้สูงถึง 15.05 บาท

อย่างบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ได้ประเมินและคงคำแนะนำ "ซื้อ” โดยมีการปรับราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ลงเล็กน้อยเพื่อสะท้อนการใช้สิทธิ Warrant ทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น 2% มาอยู่ที่ 12.10 บาท (จากเดิม 12.40 บาท) 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผลประกอบการในงวดไตรมาส 2/2569 คาดว่าจะออกมาอ่อนแอชั่วคราวจากปัจจัยเรื่องราคาเนื้อสัตว์ที่กดดันในไตรมาสที่ผ่านมา แต่ราคาหุ้นในกระดานปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างแรง

จึงแนะนำว่าควรหาจังหวะ Lock-in profit (ขายทำกำไร) ในระยะสั้นออกไปก่อน แล้วค่อยกลับมาทยอยตั้งรับและสะสมใหม่อีกครั้งหลังจากที่บริษัทรายงานงบการเงิน (ซึ่งคาดว่าจะประกาศช่วงวันที่ 10 สิงหาคม 2569) เพื่อเตรียมรับรอบการเติบโต


อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ