
หุ้นเทคโนโลยีในตลาดจีนร่วงแรง โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวกับ AI แม้จะมีคาดการณ์ผลประกอบการว่าธุรกิจโตแรง กำไรงาม แต่นักลงทุนกลับทยอยเทขายหุ้นออก มองตลาดเริ่มไม่มีอะไรให้ตื่นเต้น ต่อให้ผลงานบริษัท AI จะออกมาดี ก็อาจจะยังไม่เพียงพอให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น
ขณะที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ในประเทศจีน กำลังอยู่ในช่วงคาดการณ์ตัวเลขผลประกอบการและกำไร โดยมองว่าผลงานจะออกมาดีเยี่ยม แต่ตัวเลขมูลค่าหุ้นกลับสวนทาง ปรับตัวลงต่อเนื่อง เนื่องจากความคาดหวังของนักลงทุนนั้นสูงขึ้นมาก หลังจากเห็นราคาหุ้นกลุ่ม AI ในตลาดพุ่งขึ้นมาต่อเนื่องหลายเดือนก่อนหน้านี้ ตัวเลขผลประกอบการที่ออกมาในครั้งนี้จึงเริ่มไม่มีอะไรให้เซอร์ไพรส์ ผลที่ตามคือ แม้ว่าผลประกอบการจะออกมาดี แต่ก็อาจไม่เพียงพอที่จะผลักดันราคาหุ้นให้ปรับตัวขึ้นต่อ
บริษัทหลายแห่งของจีนที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานชิป ต่างทยอยเปิดเผยตัวเลขคาดการณ์ผลประกอบการเบื้องต้นสำหรับไตรมาสนี้ โดยคาดว่าอัตราการเติบโตของกำไรจะมากถึง 1,000-60,000% เลยทีเดียว แต่ราคาหุ้นกลับสวนทาง บางบริษัทขยับขึ้นเล็กน้อย และบางบริษัทกลับร่วงลงทันที
CSI 300 Information Technology Index ดัชนีที่รวมหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่จดทะเบียนในจีน ปรับตัวลดลงต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่เคยพุ่งขึ้นมากถึง 80% ในไตรมาส 2 ของปีนี้ ซึ่งนักลงทุนเริ่มมองว่าราคาหุ้นสูงเกินไป โดยปัจจุบันดัชนีซื้อขายที่ระดับ Forward P/E 36 เท่า สูงขึ้นจากช่วงเดือนเมษายนที่ระดับ 28 เท่า
ด้านนักวิเคราะห์ จากรายงานของ Bloomberg ชี้ให้เห็นว่า ตอนนี้ทิศทางของหุ้นจีนกำลังขึ้นอยู่กับการวางตำแหน่งการลงทุนและความคาดหวังของนักลงทุน มากกว่าปัจจัยพื้นฐานหรือผลประกอบการจริง นอกจากนี้ นักลงทุนยังคาดเดาได้ด้วยว่าผลประกอบการของบริษัทเหล่านี้จะต้องออกมาดีอย่างแน่นอน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ หุ้นของ Shannon Semiconductor Technology Co. ที่ร่วงลงมากว่า 20% แม้ว่าบริษัทจะมีคาดการณ์ว่าจะทำกำไรได้มากถึง 2,000% ออกมาก็ตาม ขณะเดียวกัน อีกบริษัทอย่าง Shenzhen Techwinsemi Technology Co. ก็มีคาดการณ์ตัวเลขกำไรออกมาว่า ครึ่งปีแรกอาจเติบโตได้สูงสุดถึง 5,600% แต่หุ้นกลับร่วงลงทันทีราว 10%
อีกเจ้าหนึ่งคือ Shenzhen Longsys Electronics Co. ที่ประกาศว่าบริษัทมีโอกาสทำกำไรได้มากถึง 62,200% หลังจากประกาศหุ้นก็ขยับขึ้นราว 10% ก่อนจะปรับตัวร่วงลงมากว่า 10% ลบกำไรทั้งหมดที่เคยทำไว้
สิ่งนี้สะท้อนได้ดีว่า นักลงทุนเริ่มไม่คล้อยตามไปกับตัวเลขคาดการณ์ผลกำไรแล้ว และกำลังตั้งตารอผลประกอบการฉบับเต็มที่บริษัทต่าง ๆ จะทยอยประกาศในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ เพื่อดูว่าผลงานจริงจะแข็งแกร่งมากพอให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นได้ไหม
China International Capital Corp. (CICC) บริษัทหลักทรัพย์รายใหญ่แห่งแรกของจีน ออกบทวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มฮาร์ดแวร์ AI โครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล และซัพพลายเออร์ต้นน้ำที่ได้รับอานิสงส์จากราคาสินค้าที่สูงขึ้น จะยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง
แต่เนื่องจากการฟื้นตัวของการบริโภคในจีนยังเป็นไปอย่างช้า ๆ ทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่า การเติบโตของกำไรในหลายอุตสาหกรรมจะสามารถรักษาระดับไว้ได้ในระยะยาวหรือไม่
ดัชนี Fear/Greed Indicator ของ STAR 50 Index ที่มีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เป็นองค์ประกอบหลัก ปรับตัวลงสู่ระดับติดลบมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2022 สะท้อนว่า แรงซื้อเริ่มแผ่วลง แรงขายเริ่มดุดันขึ้น มาจากความกังวลที่ว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีกำลังมีมูลค่าที่สูงเกินไป จนทำให้ความผันผวนในตลาดพุ่งสูงขึ้นไปด้วย
อีกหนึ่งเหตุผลที่นักลงทุนเริ่มทยอยเทขายหุ้นเทคฯ หุ้นชิป และหุ้น AI ออกนั้น คาดว่าเป็นการปรับพอร์ตเตรียมรับการจดทะเบียนเข้าตลาดครั้งประวัติศาสตร์ของ CXMT ที่จะเกิดขึ้นในเดือนนี้ แต่บางฝ่ายมองว่า IPO ครั้งสำคัญนี้ เป็นอีกหนึ่งสัญญาณเตือน เนื่องจากในอดีต การเข้าตลาดของบริษัทขนาดใหญ่ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก มักเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นกำลังเข้าใกล้จุดสูงสุดในระยะสั้น และจะปรับตัวเป็นขาลง
นอกจากนี้ หุ้นเทคโนโลยีจีนยังต้องเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัยภายนอกประเทศ ทั้งเรื่องความผันผวนของอุตสาหกรรม AI ในต่างประเทศ และแนวโน้มทิศทางการปรับอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ล้วนส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของจีน
เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในตลาดสหรัฐฯ บรรยากาศก็แทบจะไม่ต่างไปจากตลาดจีนเช่นกัน หลังหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เผชิญแรงเทขายระลอกใหม่ แม้ผลประกอบการของยักษ์ใหญ่อย่าง TSMC จะออกมาดีเกินคาด
ดัชนี Dow Jones Industrial Average ลดลง 0.20% ขณะที่ S&P 500 ลดลง 0.51% ส่วน Nasdaq Composite ร่วง 1.47% ซึ่งแรงกดดันหลักมาจากดัชนี PHLX Semiconductor Index ที่ดิ่งลง 4.3% หลังหุ้นผู้ผลิตชิปรายใหญ่หลายเจ้าปรับตัวลงพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น SanDisk, Seagate, Micron, Intel และ AMD
Goldman Sachs ได้ออกบทวิเคราะห์ระบุว่า สัดส่วนการลงทุนสุทธิของกองทุนเฮดจ์ฟันด์ในหุ้นกลุ่ม AI ที่ติดตาม ได้ลดลงสู่ระดับต่ำที่สุดของปีนี้ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า นักลงทุนสถาบันจำนวนมากกำลังทยอยขายหุ้นกลุ่มนี้เพื่อทำกำไร หลังราคาหุ้น AI พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงตลอดช่วงที่ผ่านมา
ด้านตลาดญี่ปุ่น ในการซื้อขายช่วงเช้าวันศุกร์ที่ตลาดหุ้นโตเกียว หุ้น Kioxia ร่วงลงสูงสุด 16% ส่งผลให้ราคาหุ้นลดลงแล้ว 52% จากจุดสูงสุดเมื่อเดือนที่ผ่านมาช่วงที่เพิ่งเข้าตลาด และทำให้มูลค่าตลาดหายไปอย่างน้อย 30 ล้านล้านเยน (ประมาณ 185,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
หุ้น SoftBank ก็ร่วงลง 9.2% ขณะที่ผู้ผลิตอุปกรณ์ผลิตชิป Tokyo Electron ลดลง 9% และ Advantest ผู้ผลิตอุปกรณ์ทดสอบชิป ร่วงแรง 9.4% ซึ่งเป็นไปตามทิศทางการปรับตัวลงของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ในคืนก่อนหน้า
ขณะที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ยังคงอยู่ในช่วงปิดทำการเนื่องจากเป็นวันหยุดราชการ แต่ก่อนหน้านี้ในวันพฤหัสบดี หุ้น SK Hynix ปิดร่วงกว่า 11% ส่วน Samsung ก็ร่วงลงเช่นกันกว่า 8%
ภาพรวมในตลาดสหรัฐฯ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ตลอดจนจีนและทั่วโลกกำลังดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน นักลงทุนทยอยเทขายทำกำไร พร้อมกับสะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่า การลงทุนด้าน AI ที่เร่งตัวอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาจะคุ้มค่าไหม และผลประกอบการจริงของบริษัทที่จะออกมานั้น จะเพียงพอกับความคาดหวังของนักลงทุนหรือไม่
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney