
ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านและความเสี่ยงปิดช่องแคบฮอร์มุซกดดันตลาดหุ้น ผ่านแรงกังวลราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ แม้โบรกฯ มองผลกระทบต่อหุ้นไทยยังจำกัด แนะจับตาทิศทางราคาน้ำมันและการเจรจาอย่างใกล้ชิด
สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางกลับมาปะทุอีกครั้ง หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยกระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว การโจมตีทางอากาศ การตอบโต้ด้วยขีปนาวุธ และข่าวการ "ปิดช่องแคบฮอร์มุซ" กลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกแกว่งตัวทันที
ดัชนีตลาดหุ้นไทยเช้านี้ ณ เวลา 10.35 น. อยู่ที่ 1,617.30 จุด ลดลง 4.25 จุด หรือ -0.26% จากวันก่อนหน้า ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับดัชนีตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย เช่น ตลาดหุ้นญี่ปุ่น -1.83% ตลาดหุ้นฮ่องกง -0.25% และตลาดหุ้นเกาหลี -7.19%
หนึ่งในสิ่งที่นักลงทุนกังวลไม่ใช่เพียงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่คือผลกระทบที่จะส่งผ่านไปยัง "ราคาพลังงาน" และท้ายที่สุดคือ "เงินเฟ้อ" ที่อาจกลับมาเป็นปัญหาอีกครั้ง
แม้สถานการณ์ยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่าความขัดแย้งจะยืดเยื้อหรือจบลงบนโต๊ะเจรจา แต่สิ่งที่ตลาดกำลังสะท้อนออกมา คือการประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า
หากราคาน้ำมันยังยืนอยู่ในระดับสูง ธนาคารกลางทั่วโลกอาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้สูงกว่าที่เคยคาด จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทุกความเคลื่อนไหวบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ จึงกลายเป็นข่าวใหญ่ที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม
ศูนย์กลางของความกังวลอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีสัดส่วนการลำเลียงน้ำมันดิบราว 20% ของโลก แม้อิหร่านจะประกาศปิดช่องแคบและยืนยันว่าจะใช้มาตรการดังกล่าวกดดันสหรัฐฯ
แต่ในอีกด้านหนึ่ง กองทัพสหรัฐฯ ยังคงยืนยันว่าการเดินเรือเชิงพาณิชย์ยังสามารถดำเนินต่อได้ภายใต้การคุ้มกันของกำลังทางทหาร ทำให้ภาพที่เกิดขึ้นในเวลานี้ไม่ใช่ "ปิด" หรือ "เปิด" อย่างเด็ดขาด ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนให้กับตลาดพลังงานทั่วโลก
ความตึงเครียดยังเพิ่มขึ้นจากการตอบโต้ทางทหารของทั้งสองฝ่าย แม้จะมีการส่งสัญญาณพร้อมเจรจา แต่การปะทะที่เกิดขึ้นทำให้ตลาดเริ่มให้น้ำหนักกับ "ความเสี่ยงของอุปทานน้ำมัน" มากกว่าความหวังเรื่องสันติภาพ
สำหรับนักลงทุน สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่เพียงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่คือระยะเวลาที่ราคาน้ำมันจะยืนอยู่ในระดับสูง หากราคาพลังงานทรงตัวสูงเป็นเวลานาน ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งทั่วโลกจะทยอยปรับเพิ่ม
ก่อนส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางทั่วโลกใช้ประกอบการตัดสินใจด้านนโยบายการเงิน
และหมายความว่า แม้สงครามจะยังไม่ลุกลามจนกระทบอุปทานน้ำมันโดยตรง แต่เพียงความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น ก็เพียงพอให้ตลาดเริ่มปรับพอร์ตการลงทุนล่วงหน้าแล้ว
ถ้าย้อนกลับไปในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนเมื่อปี 2565 ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วได้ผลักเงินเฟ้อทั่วโลกขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปี และบังคับให้ธนาคารกลางหลายแห่งเร่งขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรง จนเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง
สถานการณ์ปัจจุบันอาจยังไม่รุนแรงถึงขั้นนั้น แต่ตลาดกำลังประเมินความเป็นไปได้ในลักษณะเดียวกัน หากความขัดแย้งยืดเยื้อและสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ราคาน้ำมันมีโอกาสทรงตัวในระดับสูง
ซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อลดลงได้ยาก และอาจทำให้การลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลกถูกเลื่อนออกไป
ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี มองว่า แม้การประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านจะทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวขึ้น และกดดันให้ตลาดการเงินทั่วโลกกลับมาอยู่ในภาวะผันผวนอีกครั้ง
แต่ยังมองว่าสถานการณ์ในภาพใหญ่มีแนวโน้มไปสู่การลดระดับความรุนแรง มากกว่าการเผชิญหน้าที่ยืดเยื้อ เนื่องจากทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านต่างพยายามสร้างความได้เปรียบก่อนเข้าสู่การเจรจาที่กำหนดไว้ในช่วงวันที่ 14-15 กรกฎาคม ซึ่งยังไม่ได้ถูกยกเลิกออกไป
จึงมองว่าผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยน่าจะอยู่ในวงจำกัด เพราะโครงสร้างตลาดหุ้นไทยมีหุ้นกลุ่มพลังงานคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของมูลค่าตลาด ช่วยพยุงดัชนีในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นได้
ขณะเดียวกันยังมีแรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่กลับเข้าซื้อหุ้นไทยต่อเนื่อง รวมถึงความคาดหวังต่อการเร่งลงทุนภาครัฐผ่านโครงการ Thailand Fast-pass ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนต่อหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า รับเหมาก่อสร้าง และสื่อสาร
กลยุทธ์ระยะสั้น แนะนำให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มพลังงาน โรงกลั่น และปิโตรเคมี เช่น TOP, SPRC, SCC, PTTGC, PTT และ PTTEP สำหรับการเก็งกำไร ขณะที่กลุ่มธนาคารอย่าง KBANK และ KTB รวมถึงหุ้นประกัน ยังเป็นอีกกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้น
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) ประเมินว่า แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะกลับมาคุกรุ่นอีกครั้ง แต่ปัจจัยดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย
เนื่องจากยังได้รับแรงสนับสนุนจากการกลับมาของกระแสเงินทุนต่างชาติ รวมถึงความชัดเจนของการลงทุนภาครัฐ หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
ในเชิงกลยุทธ์มองว่าการปรับขึ้นของราคาน้ำมันจะเป็นผลบวกต่อหุ้นในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีต้นน้ำ เช่น PTTEP และ PTTGC แต่จะกลายเป็นแรงกดดันต่อกลุ่มที่มีต้นทุนพลังงานสูง ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้า สายการบิน และภาคอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก
ขณะเดียวกันยังเชื่อว่าหุ้นที่แข็งแกร่งกว่าตลาดในรอบนี้จะยังเป็นกลุ่ม High Dividend หรือหุ้นปันผลสูง โดยเฉพาะหุ้นธนาคาร รวมถึง PTT และ PTTEP
ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส มองว่า การยกระดับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน รวมถึงความไม่แน่นอนของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาน้ำมันให้ปรับตัวสูงขึ้น
และหากสถานการณ์ยืดเยื้อจนกระทบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ก็มีโอกาสทำให้เงินเฟ้อทั่วโลกลดลงได้ช้ากว่าที่ตลาดคาด ส่งผลให้ธนาคารกลางหลายประเทศอาจจำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดต่อไป ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก
อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นไทยยังมีจุดแข็งจากการมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์มากกว่า 1 ใน 3 ของมูลค่าตลาด ทำให้ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอาจจำกัดกว่าหลายประเทศ
อีกทั้งระดับมูลค่าหุ้นไทยยังอยู่ในเกณฑ์น่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นต่างประเทศ จึงแนะนำให้นักลงทุนเน้นหุ้นในธีม Value Play โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี เช่น PTTEP, PTT, SPRC, BCP, TOP, PTTGC และ IVL
รวมถึงหุ้นกลุ่มธนาคารและประกันอย่าง BBL, TTB, KBANK, BLA และ TLI ซึ่งมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากภาวะดอกเบี้ยที่อาจทรงตัวในระดับสูงและให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลที่โดดเด่น
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้