"คดีหุ้นทิพย์" เขย่าความเชื่อมั่น "สุภาพร พิมพงษ์" เคสตัวอย่างที่ ก.ล.ต. ต้องปิดรูรั่ว

Investment

Stocks

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

"คดีหุ้นทิพย์" เขย่าความเชื่อมั่น "สุภาพร พิมพงษ์" เคสตัวอย่างที่ ก.ล.ต. ต้องปิดรูรั่ว

Date Time: 13 ก.ค. 2569 04:30 น.

Summary

“สุภาพร” มีตัวตนจริงและยอมรับว่าเป็นผู้ยื่นแบบรายงาน 246-2 อาจมีความผิดฐานยื่นเอกสารเท็จ โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท โดยจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยเหตุผล ว่าเธอทำไปเพื่ออะไร

Latest

เคส “สุภาพร พิมพงษ์” เกิดอะไรขึ้นบ้าง? สรุปข้อมูลไม่ถูกต้อง ก.ล.ต. ตรวจสอบและสั่งลบออกแล้ว

“สุภาพร พิมพงษ์” หญิงผู้ยื่นแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) เท็จ ผ่านระบบของสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ (ก.ล.ต.) กำลังจะต้องเผชิญกับบทลงโทษข้อหาแจ้งข้อมูลเท็จ หลัง ก.ล.ต.ประสานกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เรียก “สุภาพร” มาให้ปากคำ เมื่อวันที่ 10 ก.ค.2569

“สุภาพร” มีตัวตนจริงและยอมรับว่าเป็นผู้ยื่นแบบรายงาน 246-2 อาจมีความผิดฐานยื่นเอกสารเท็จ โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท โดยจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยเหตุผล ว่าเธอทำไปเพื่ออะไร

ตรวจสอบย้อนหลังกลับไปเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. และ 2 ก.ค.2569 “สุภาพร” ยื่นแบบรายงาน 246-2 ซึ่งยื่นได้ด้วยตัวเอง (self-reporting) ผ่านระบบยืนยันตัวตนด้วยบัตรประจำตัวประชาชนและเบอร์มือถือ อ้างเป็นการได้มาย้อนหลังหลายช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2564 จำนวน 7 รายการ ครอบคลุมหลักทรัพย์ 6 บริษัท ประกอบด้วย หุ้น บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) จำนวนรวม 7.0992%, หุ้นธนาคารกรุงเทพ (BBL) จำนวน 5.0122%, หุ้นธนาคารกสิกรไทย (KBANK) 5.1097%, หุ้น บมจ. เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์กรุ้ป (MAJOR) 9.9906%, หุ้น บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) 5.3362% และหุ้น บมจ. จี เจ สตีล (GJS) อีก 2 รายการ 40% และ 80.9071%

แต่ที่สะดุดตาสะดุดใจจนสื่อมวลชนนำข้อมูลมาเผยแพร่ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของมหากาพย์ครั้งนี้ คือแบบรายงาน 246-2 ที่ “สุภาพร” รายงานการซื้อหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิของ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) รวม 2,159,234,898 หน่วย คิดเป็น 3.2174% ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศคือ UBS Group AG รวมกับหุ้นที่ถืออยู่ก่อน ทำให้ถือหุ้น TRUE รวม 7.0992% ผงาดขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 6 จนทำให้ TRUE ต้องแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อขอให้มีการตรวจสอบข้อมูลที่คาดว่าจะคลาดเคลื่อนนี้ หลังตรวจสอบกับ UBS AG แล้ว ยืนยันไม่มีธุรกรรมดังกล่าว!!

นำไปสู่การตรวจสอบแบบ 246-2 ที่ยื่นโดย “สุภาพร” บวกลบคูณหารพบมีมูลค่าร่วม 100,000 ล้านบาท!

ท่ามกลางข้อกังขามากมาย บนสมมติฐานแตกต่าง ตั้งแต่การอนุมานว่า “สุภาพร” เป็นนอมินีของใคร เงินจำนวนมหาศาลดังกล่าวมีที่มาจากไหน เป็นทุนเทาที่นำมาฟอกเงินหรือไม่ หรือเป็นการแจ้งเท็จ แต่ด้วยเหตุผลใด ก.ล.ต.จึงปล่อยให้มีการรายงานเท็จ ไม่มีกระบวนการตรวจเช็กความถูกต้องหรือถนนทุกสายจึงพุ่งตรงไปสู่สำนักงาน ก.ล.ต. ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบทันที

ก๊อกแรกหลัง TRUE เรียกร้องให้มีการตรวจสอบ ก.ล.ต.คืบคลานออกเอกสารข่าวพบความผิดปกติของข้อมูล ในวันที่ 3 ก.ค.2569 ขึ้นสถานะกำกับในรายงานดังกล่าวว่าเป็น “ข้อมูลเบื้องต้น” ถือเป็นการแจ้งเตือนระดับแรกต่อผู้ใช้ข้อมูล ต่อในวันที่ 7 ก.ค. ออกเอกสารระบุว่า ก.ล.ต. ยกระดับสถานะเป็น “ข้อมูลอยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้อง” และให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ากำลังตรวจสอบในเชิงลึกในข้อเท็จจริงทั้งหมด พบข้อสงสัยถึงความไม่สอดคล้องของข้อมูลที่รายงานมาหลายประการ

จน 8 ก.ค. 2569 สื่อมวลชนสะกิดถาม เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง นำไปสู่การสั่งการให้ พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. ตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้กระทบกับความเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ของ ก.ล.ต. นำไปสู่การแถลงข่าวด่วนในเช้า วันที่ 9 ก.ค.2569

พรอนงค์ บุษราตระกูล
เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

จากการตรวจสอบพบว่า มีความไม่ถูกต้องของข้อมูล ดังนี้ 1.ไม่พบชื่อสุภาพรเป็นผู้ถือหุ้นในวันปิดสมุดทะเบียนในช่วงภายหลังของการได้มาและไม่มีรายงานการจำหน่ายออก 2.ประเภทหลักทรัพย์ที่รายงาน

การได้มาไม่มีอยู่จริงในช่วงเวลาที่ระบุในรายงาน 3.การรายงานจำนวนหลักทรัพย์ที่ถือครองหรือได้มาไม่ใช่ธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง อาทิ รายงานการใช้สิทธิซื้อหุ้นจากใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น เป็นจำนวนการใช้สิทธิที่ตรงกับการใช้สิทธิหุ้นกู้แปลงสภาพโดยบุคคลอื่น ดังนั้น ก.ล.ต. จึงนำข้อมูลออกจากระบบของ ก.ล.ต.แล้ว

ขั้นตอนการดำเนินงานของ ก.ล.ต.หลังพบความผิดปกติของข้อมูลที่สุภาพรแจ้งมาเมื่อ 30 มิ.ย.2569 และวันที่ 2 ก.ค.2569 คือ การขึ้นเครื่องหมายเตือน เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2569 โดยระบุว่ารายงานดังกล่าวมีสถานะเป็น “ข้อมูลเบื้องต้น” ต่อมาเมื่อวันที่ 7 ก.ค.2569 ก.ล.ต.จึง

ได้เปลี่ยนสถานะของข้อมูลเป็น “อยู่ระหว่างตรวจสอบความถูกต้อง” เนื่องจากข้อมูลมีความไม่สอดคล้อง และเมื่อตรวจสอบพบความไม่ถูกต้อง วันที่ 8 ก.ค.2569 ก.ล.ต.จึงนำข้อมูลที่ปรากฏจากการรายงานดังกล่าวออกจากระบบเผยแพร่ข้อมูล เมื่อพบความไม่ถูกต้อง นอกจากนี้

สุภาพรยังได้รายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ตามมาตรา 59 โดยที่ไม่ได้เป็นกรรมการหรือผู้บริหารที่มีหน้าที่รายงาน ก.ล.ต.จึงนำข้อมูลออกจากระบบแล้ว

“ระหว่างใช้เวลาตรวจสอบ ไม่ใช่การอยู่เฉย การนำรายงานทั้ง 7 รายการออกจากระบบของ ก.ล.ต. หลังตรวจสอบพบว่าธุรกรรมไม่ตรงกัน เพราะเชื่อว่าธุรกรรมไม่มีจริง ก.ล.ต.ได้สอบทานข้อมูลกับหน่วยงานที่ 3 (Third party) ที่เชื่อถือได้ ทำงานตั้งแต่วันที่ได้รับรายงาน ไม่ได้ทำงานตามแรงกดดันหรือต้องตอบคำถามเพื่อให้ตรงใจใคร แต่ตอบตามข้อเท็จจริง ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์ว่าการทำงานของ ก.ล.ต.บกพร่อง และไม่เชื่อมั่น ไม่ขอน้อมรับและไม่ขอโต้แย้ง ยืนยันว่าทำอย่างเต็มที่และดีที่สุด ไม่ได้นิ่งนอนใจ”

ส่วนการปรับปรุงระบบหรือการทำงานหลังบ้านของ ก.ล.ต. ยืนยันการรายงานข้อมูลตามแบบ 246-2 เป็นตามมาตรฐานสากลเดียวกับตลาดหุ้นชั้นนำทั่วโลก รวมถึงสหรัฐฯ ที่ผู้ทำธุรกรรมต้องรายงานและรับรองความถูกต้องของข้อมูลตามความเป็นจริง ก.ล.ต.ได้พัฒนาระบบมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้มีความบกพร่องใดๆ มีกระบวนการยืนยันตัวตน โดยระบบจะมีการสอบยันกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง หากข้อมูลไม่ตรงกัน ระบบจะปฏิเสธการลงทะเบียน เฉพาะกรณีที่ข้อมูลตรงกันจึงจะมีกระบวนการให้ยืนยันตัวตนผ่านระบบ OTP ไปยังหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ลงทะเบียน ทำให้ยืนยันว่ามีตัวตนจริง

หลังจากลงทะเบียนเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว จึงสามารถบันทึกข้อมูลเพื่อรายงานแบบ 246-2 โดยผู้รายงานจะต้องรับรองความถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริง และรับทราบว่าข้อมูลที่บันทึกนั้นจะถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ 

พร้อมเน้นย้ำว่าหลังจากได้ข้อมูลแล้ว ก.ล.ต.ได้ตรวจสอบกับ Third party ที่มีความน่าเชื่อถือ ทั้งบริษัทหลักทรัพย์ บริษัทจดทะเบียน ซึ่งเป็นกระบวนการและขั้นตอนที่จะต้องมีความรอบคอบ

อัสสเดช คงสิริ
กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ตลาดหลักทรัพย์ฯได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบข้อเท็จจริงการรายงานข้อมูลผู้ถือหุ้นที่อาจมีความคลาดเคลื่อน โดยนักลงทุนควรได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็วที่สุด ซึ่งได้ประสานการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด

“ก.ล.ต.ตรวจสอบข้อมูลในหลายมิติ เพื่อยืนยันว่าข้อมูลที่มีการรายงานเข้ามาถูกต้องหรือไม่ ซึ่งมีข้อมูลบางกรณีที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม เช่น กรณีที่มีรายงานว่าบริษัทแห่งหนึ่งมีการออกหุ้นบุริมสิทธิ แต่บริษัทชี้แจงว่าไม่เคยออกหุ้นประเภทดังกล่าว ซึ่งเป็นประเด็นที่ ก.ล.ต.ได้รวบรวมข้อเท็จจริง

ทั้งนี้ TRUE ได้ยื่นขอปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นกับบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) แล้ว โดยวันที่ 10 ก.ค.2569 TRUE ได้แจ้งผลการตรวจสอบบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นวันที่ 7 ก.ค.2569 ไม่ปรากฏชื่อผู้ยื่นแบบรายงาน 246-2 เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท TRUE แต่อย่างใด ข้อมูลนี้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการตรวจสอบของ ก.ล.ต.

ส่วนผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุน ยอมรับว่าประเด็นนี้ได้รับความสนใจจากนักลงทุน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่พบว่ามีผลกระทบต่อภาพรวมของตลาด เนื่องจากพื้นฐานธุรกิจ ผลประกอบการ และกลยุทธ์การดำเนินงานของบริษัทที่เกี่ยวข้องไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง และขณะนี้ยังไม่มีนักลงทุนต่างชาติสอบถามเกี่ยวกับประเด็นนี้เข้ามา โดยนักลงทุนสถาบันและต่างชาติยังคงให้น้ำหนักกับผลประกอบการ ทิศทางการเติบโตของธุรกิจ และกลยุทธ์ของบริษัทมากกว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น หากปัจจัยพื้นฐานของบริษัทยังไม่เปลี่ยนแปลง ก็ยังไม่เห็นสัญญาณความกังวลที่มีนัยสำคัญต่อการลงทุน

สำหรับขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูลผู้ถือหุ้น ทำผ่านกระบวนการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น โดยบริษัทจดทะเบียนเป็นผู้ยื่นคำขอ และ TSD จะประสานข้อมูลกับบริษัทหลักทรัพย์ในระบบ ซึ่งหากข้อมูลครบถ้วนจะใช้เวลาราว 5 วันทำการ ล่าสุดตลาดหลักทรัพย์ฯได้ปรับปรุงเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลผู้ถือหุ้น มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค.2569 เป็นต้นไป โดยกำหนดให้กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นที่มีนัยสำคัญตามแบบรายงาน 246-2 ระบบของ TSD จะติดตามและปรับปรุงข้อมูลผู้ถือหุ้นโดยอัตโนมัติทุกสิ้นเดือน เพื่อให้นักลงทุนได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและทันเวลามากขึ้น มีเป้าหมายให้นักลงทุนเห็นการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นที่มีนัยสำคัญได้เร็วขึ้น ลดช่องว่างระหว่างข้อมูลข่าวสารกับข้อมูลในระบบตลาดทุน!!

ไพบูลย์ นลินทรางกูร
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย

กรณีการรายงานข้อมูลการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ที่ไม่ถูกต้องของคุณสุภาพร แม้ ก.ล.ต.จะได้เร่งดำเนินการตรวจสอบและนำข้อมูลที่ไม่ถูกต้องออกจากระบบ รวมทั้งดำเนินการตามกฎหมายแล้ว แต่เหตุการณ์ดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนต่อระบบการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของตลาดทุนที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจว่าระบบการรายงานแบบ 246-2 เป็นระบบที่อาศัยการรายงานจากผู้มีหน้าที่รายงาน (self-reporting) ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ใช้ในหลายประเทศ จึงมีความจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการเปิดเผยข้อมูลอย่างรวดเร็วกับการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล

เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกภาคส่วนจะร่วมกันทบทวนและยกระดับกระบวนการทำงานหลังบ้านให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น เช่น การนำเทคโนโลยีมาช่วยตรวจจับความผิดปกติของข้อมูล การเชื่อมโยงข้อมูลกับฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยตรวจสอบความสมเหตุสมผลของรายการ และการพัฒนาระบบแจ้งเตือนที่สามารถระบุรายการที่มีความเสี่ยงได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยยังคงรักษาหลักการเปิดเผยข้อมูลที่ทันท่วงทีตามที่กฎหมายกำหนด

สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้ คือการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส การบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจังและรวดเร็ว และการสื่อสารกับผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง

ทิวา ชินธาดาพงศ์ (เซียนมี่)
นายกสมาคมนักลงทุน (ประเทศไทย)

ยังถือว่าโชคดีที่กรณีแจ้งรายงานแบบ 246-2 เป็นเท็จในครั้งนี้ ไม่มีใครได้รับความเสียหาย หุ้นทรูก็ไม่ได้ตก นักลงทุนจึงไม่ได้รับผลกระทบ ผมว่านักลงทุนแทบจะไม่สนใจ ไม่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้สักเท่าไร การปรับเปลี่ยนผู้ถือหุ้นไม่ได้เป็นปัจจัยต่อการซื้อหรือขายหุ้น นักลงทุนส่วนใหญ่สนใจแนวทางการบริหารธุรกิจ ทิศทางและกลยุทธ์ที่จะเดินไปข้างหน้าของทีมผู้บริหารบริษัทมากกว่า

สำหรับผม ถือว่า ก.ล.ต.เทกแอ็กชันได้ทันท่วงที เพื่อเช็กความผิดปกติ ก็แถลงข่าวให้ทราบ ระบบมันน่าจะมีช่องว่างแต่ไม่เคยมีคนเห็นช่องว่างนี้ ที่น่าประหลาดใจคือผู้กระทำความผิดทำไปด้วยวัตถุประสงค์ใด

การที่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้ตลาดหุ้นหรือหุ้นที่ถูกแจ้งเท็จได้รับผลกระทบ เป็นเครื่องยืนยันว่าความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นไทยยังดีอยู่ยังคงมีแรงซื้อขายปกติ

อย่างไรก็ตาม เมื่อพบว่าระบบมีช่องโหว่ ผมเชื่อว่า ก.ล.ต.จะต้องมีมาตรการแก้ปัญหานี้ต่อไปอย่างแน่นอน เพราะการแจ้งข้อมูลเท็จดังกล่าว แม้ไม่ได้กระทบต่อภาวะตลาด แต่สร้างความตระหนกตกใจไม่น้อย เข้าใจว่าน่าจะต้องมีระบบตรวจสอบเพิ่มเติม เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลมีความถูกต้อง ความผิดพลาดจะได้ลดน้อยลงหรือไม่เกิดขึ้นอีก

สำหรับผมในฐานะนายกสมาคมนักลงทุน ผมมีเจตนาเดียวกันกับ ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ฯ บล. ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย คืออยากให้ตลาดทุนไทยมีความก้าวหน้า มั่นคง มั่งคั่ง จึงอยากสร้างระบบนิเวศที่ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ไม่อยากซ้ำเติมใคร

ความน่าเชื่อถือของข้อมูล เป็นอีก 1 ความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทย หากปล่อยให้เกิดความผิดพลาดขึ้นบ่อยครั้ง นั่นคือรูรั่วสำคัญที่บั่นทอนความเชื่อมั่น นับตั้งแต่ต้นเดือน มิ.ย.2569 กรณีบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS แจ้งรายงานการขายหุ้นของ “พิชญ์ โพธารามิก” ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ผิด จากขายออกไป 0.1326% เป็นขาย 49.8760% และเป็นสื่อมวลชนที่ตรวจสอบและนำไปตีข่าว จน JAS แจ้งรายงานผิดพลาด นับว่าโชคดีที่ข่าวเผยแพร่ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งตลาดหุ้นปิดทำการ มิเช่นนั้นอาจเกิดความเสียหาย

จนถึงกรณีล่าสุด การแจ้งข้อมูลเท็จของ “สุภาพร พิมพงษ์” ถือหุ้นใหญ่ในหลายบริษัทยักษ์ เขย่าขวัญนักลงทุนและบริษัทจดทะเบียน ด้วยพฤติกรรมที่ไม่ว่าจะเกิดจากความเพี้ยน เล่นพิเรนทร์ หรือมีประสงค์ซ่อนเร้นอื่นใด กลายเป็นปัจจัยสั่นคลอนความน่าเชื่อถือและกระบวนการทำงานของ ก.ล.ต.ได้อย่างน่าตกใจ.

ทีมเศรษฐกิจ

อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่



Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ