อัปเดตล่าสุด ปริศนา "สุภาพร พิมพงษ์" เก็บหุ้น TRUE ทะลุ 7% เกิดอะไรขึ้นบ้าง?

Investment

Stocks

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

อัปเดตล่าสุด ปริศนา "สุภาพร พิมพงษ์" เก็บหุ้น TRUE ทะลุ 7% เกิดอะไรขึ้นบ้าง?

Date Time: 6 ก.ค. 2569 11:45 น.

Video

รู้จัก Ajinomoto ที่ไม่ใช่ บริษัทผงชูรส แต่เป็นผู้คุมเกมเงียบๆในยุค AI | Digital Frontiers EP.63

Summary

แบบรายงาน 246-2 ระบุชื่อ "สุภาพร พิมพงษ์" ถือหุ้น TRUE เพิ่มเป็น 7.0992% ขึ้นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 6 แต่ TRUE ชี้ข้อมูลอาจคลาดเคลื่อน พร้อมแจ้ง ก.ล.ต. ตรวจสอบ ขณะที่ตลาดยังรอข้อสรุปอย่างเป็นทางการ

Latest


แม้ความเคลื่อนไหวของผู้ถือหุ้นรายใหญ่จะเป็นข้อมูลที่นักลงทุนติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ในบางครั้ง "ข้อมูลที่ปรากฏ" ก็อาจกลายเป็นประเด็นที่สร้างคำถามมากกว่าคำตอบ

เช่นเดียวกับกรณีของหุ้น TRUE ที่เพียงเอกสารการยื่นแบบ 246-2 ฉบับหนึ่ง ได้จุดกระแสความสงสัยไปทั่วตลาดทุน ทั้งต่อที่มาของผู้ถือหุ้นรายใหม่ ความถูกต้องของข้อมูลที่ยื่น และกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานกำกับดูแล

ก่อนที่บริษัทจะออกมาชี้แจงว่าข้อมูลดังกล่าวอาจมีความคลาดเคลื่อน ส่งผลให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่นักลงทุนจับตาอย่างใกล้ชิดในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

จุดเริ่มต้นของเรื่อง แบบ 246-2 ที่สร้างแรงสั่นสะเทือน

เพื่อให้เห็นภาพรวม ต้องย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 หลังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เผยแพร่แบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการ หรือที่เรียกกันว่า "แบบ 246-2" ซึ่งเป็นเอกสารที่นักลงทุนต้องยื่นเมื่อถือครองหุ้นข้ามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และในเอกสารฉบับนั้นเอง ที่ทำให้ชื่อ "สุภาพร พิมพงษ์" กลายเป็นที่จับตาของทั้งตลาดทุนไทยในชั่วข้ามคืน

ตามข้อมูลที่ปรากฏ สุภาพร พิมพงษ์ ได้เข้าซื้อหุ้นเพิ่มเติมของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น TRUE เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 คิดเป็นสัดส่วน 3.2174% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด

ซึ่งเมื่อรวมกับหุ้นเดิมที่ถืออยู่แล้ว ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นรวมขยับขึ้นไปแตะระดับ 7.0992% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัท ตัวเลขนี้เพียงพอที่จะดันให้ขึ้นเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 6 ของ TRUE ทันที

ถ้าคำนวณจากราคาหุ้นในช่วงนั้น มูลค่าหุ้นที่สุภาพรถือครองทั้งหมดจะสูงกว่า 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นขนาดพอร์ตที่ใหญ่มากสำหรับนักลงทุนบุคคลธรรมดาเพียงรายเดียว และยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีกเมื่อพบว่า ธุรกรรมนี้ทำผ่านโบรกเกอร์ต่างประเทศอย่าง UBS Group AG

สิ่งที่ทำให้กรณีนี้กลายเป็นปริศนาไม่ใช่แค่ขนาดของธุรกรรม แต่คือการที่ชื่อ "สุภาพร พิมพงษ์" แทบไม่มีข้อมูลสาธารณะปรากฏในแวดวงการลงทุนมาก่อน 

แต่เมื่อสืบค้นย้อนหลัง กลับพบว่าชื่อนี้ไม่ใช่หน้าใหม่ในระบบการรายงานของ ก.ล.ต. เพราะมีรายงานว่า สุภาพร พิมพงษ์ เคยยื่นแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจดทะเบียนอื่นอีกอย่างน้อย 5 แห่งนับตั้งแต่ปี 2561 ได้แก่ KBANK, AAV, BB    L, GLS และ MAJOR 


TRUE ออกโรงชี้แจง สงสัยข้อมูลอาจ "คลาดเคลื่อน"

ล่าสุด บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ส่งถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 บริษัทระบุว่าตามที่มีข่าวปรากฏในสื่อเกี่ยวกับการที่มีบุคคลรายหนึ่งแจ้งแบบ 246-2 ต่อ ก.ล.ต. ว่าได้มาซึ่งหุ้นสามัญประมาณ 3.1786% และหุ้นบุริมสิทธิประมาณ 0.0388% รวมเป็นประมาณ 3.2174% ของหุ้นทั้งหมด ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นหลังการได้มาอยู่ที่ประมาณ 7.0992% นั้น

บริษัทฯ ชี้แจงว่า ตามหมายเหตุในหน้าเว็บไซต์แบบ 246-2 ของ ก.ล.ต. ระบุไว้ชัดเจนว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียง "ข้อมูลเบื้องต้น" ซึ่งหมายความว่ายังไม่ครบถ้วนและ/หรืออยู่ระหว่างการสอบทาน

และที่สำคัญกว่านั้น บริษัทฯ มีข้อสังเกตว่าข้อมูลอาจไม่ถูกต้อง เนื่องจากบริษัทไม่เคยเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิให้แก่บุคคลทั่วไป และปัจจุบันบริษัทก็ไม่มีหลักทรัพย์ประเภทหุ้นบุริมสิทธิอยู่แล้ว

บริษัทฯ ระบุว่าได้แจ้งข้อเท็จจริงนี้ต่อ ก.ล.ต. ในวันเดียวกับที่ข่าวปรากฏ และได้รับทราบว่า ก.ล.ต. จะติดต่อสอบถามข้อเท็จจริงจากผู้ยื่นแบบรายงานดังกล่าวต่อไป พร้อมยืนยันว่าหากมีพัฒนาการที่มีนัยสำคัญเพิ่มเติมในอนาคต จะเปิดเผยข้อมูลตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง และประเมินว่ารายการนี้จะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อทิศทางธุรกิจ การบริหารจัดการ หรือการดำเนินงานของบริษัทแต่อย่างใด

นอกจากหนังสือชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว ยังมีรายงานว่าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ ของ TRUE ได้ส่งอีเมลชี้แจงไปยังบริษัทหลักทรัพย์และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนหลายแห่งในลักษณะเดียวกัน

โดยระบุว่ารายงานที่ปรากฏอาจมีความคลาดเคลื่อนหรือผิดพลาด และบริษัทได้ยกระดับเรื่องนี้ไปยัง ก.ล.ต. เพื่อขอให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว


ก.ล.ต. ยังไม่สรุป ตลาดยังต้องรอความชัดเจน

จนถึงขณะนี้ สำนักงาน ก.ล.ต. ยังไม่ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับกรณีนี้ และยังไม่มีข้อสรุปว่าการยื่นแบบรายงานดังกล่าว หรือกรณีอื่น ๆ ในอดีตที่มีชื่อสุภาพร พิมพงษ์ ปรากฏอยู่

สถานการณ์นี้ยังจุดกระแสคำถามต่อระบบการกำกับดูแลของ ก.ล.ต. โดยนักลงทุนบางส่วนตั้งคำถามว่า หากมีเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำต่อเนื่องมาหลายปีกับชื่อเดียวกัน เหตุใดจึงยังไม่มีมาตรการเชิงระบบที่ป้องกันการยื่นข้อมูลที่อาจไม่ถูกต้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลชี้แจงต่อสาธารณะ ถึงแนวทางตรวจสอบที่ผ่านมาด้วย


เปิดมุมมองปัจจัยพื้นฐาน

แม้ประเด็นนี้จะสร้างความสับสนอย่างมากในหมู่นักลงทุน แต่นักวิเคราะห์หลายรายยังคงยืนยันมุมมองเชิงบวกต่อปัจจัยพื้นฐานของ TRUE 

ถ้ามองในแง่ปัจจัยพื้นฐานราคาหุ้น TRUE ครึ่งแรกปี 2569 บวกมาแล้ว 21% อยู่ที่ 13.20 บาท ข้อมูลจาก IAA Consensus ระบุว่า ปัจจุบันมีนักวิเคราะห์ถึง 11 สำนัก แนะนำ "ซื้อ" ทั้งหมด โดยไม่มีคำแนะนำ "ถือ" หรือ "ขาย" แม้แต่รายเดียว

จากความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มผลประกอบการในช่วงปี 2569 ที่กำลังเข้าสู่รอบการเติบโตใหม่ ขณะที่ราคาเป้าหมายเฉลี่ยอยู่ที่ 16.90 บาท สูงสุด 19.00 บาท และต่ำสุด 14.90 บาท

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โบรกเกอร์กลับมาให้น้ำหนักเชิงบวก คือการฟื้นตัวของกำไรจากการควบรวมกิจการระหว่าง TRUE และ DTAC ที่เริ่มเห็นผลชัดเจนมากขึ้น

โดยฝ่ายวิจัยหลายแห่งประเมินว่า ปี 2569 จะเป็นปีที่บริษัทได้รับประโยชน์เต็มที่จากการลดต้นทุน การบริหารเครือข่ายร่วมกัน และต้นทุนคลื่นความถี่ที่ลดลง

ส่งผลให้ EBITDA และอัตรากำไรมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่รายได้จากการให้บริการหลักเริ่มกลับมาเติบโตอีกครั้ง หลังชะลอตัวต่อเนื่องหลายไตรมาส

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย ยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" โดยคาดว่ากำไรปกติไตรมาส 2/2569 จะเติบโตโดดเด่นจากต้นทุนคลื่นความถี่และต้นทุนทางการเงินที่ลดลง รวมถึงการกลับมาของการเติบโตของรายได้จากบริการหลัก ซึ่งถือเป็นการเติบโตครั้งแรกในรอบ 4 ไตรมาส และยังมองว่าการลดช่องว่างด้านมูลค่าระหว่าง TRUE กับ ADVANC รวมถึงการบริหารเงินทุนเชิงรุก จะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นในระยะถัดไป

ด้าน บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ยังคงแนะนำ "ซื้อ" เช่นกัน โดยมองว่ากำไรหลักปี 2569 จะเติบโตถึง 35% และยังมีโอกาสเติบโตต่อในปี 2570 อีก 9% จากการเพิ่มขึ้นของ EBITDA และการลดภาระหนี้ อีกทั้งกระแสเงินสดอิสระ (FCFE) ที่แข็งแกร่งยังเปิดโอกาสให้บริษัทเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลในอนาคต หลังผ่านการประมูลคลื่นความถี่ปี 2570 ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนจับตา


อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ 

https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ