
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีความโดดเด่นด้วยมูลค่าตลาดกว่า 50% ของโลก และเป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก เช่น กลุ่ม Magnificent 7
สนามลงทุนนาทีนี้ใครๆ ก็พูดถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพราะน่าสนใจ โตแรง แต่ถ้าอยากเริ่มต้นลงทุนตอนนี้ มีสิ่งที่เราต้องรู้ หรือต้องทำความเข้าใจก่อนบุกไปลงทุนไหม?
สหรัฐฯ เป็นประเทศใหญ่ที่มีนวัตกรรมหรืออุตสาหกรรมหลักของโลก โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านมาเม็ดเงินจากทั่วโลกหลั่งไหลต่อเนื่องเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ในด้านมูลค่าตลาดถือว่าใหญ่ที่สุดในโลก เพราะมีสัดส่วนเกิน 50% ของทั้งโลกไปแล้ว เมื่อเงินไหลเข้าไปเยอะสภาพคล่องจะมากขึ้นตามไปด้วย
จุดเด่นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ คือ มีหุ้นและ ETF ให้เลือกมากกว่า 6,000 ตัว ขณะที่ไทยมีราว 700 ตัว นอกจากนี้ยังมีกลุ่มธุรกิจด้านนวัตกรรม และมีที่เติบโตที่น่าสนใจ เช่น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี, Healthcare, Biotech เป็นต้น ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้ตลาดหุ้นไทยยังไม่ค่อยมีให้เลือก
ทั้งนี้ตัวอย่างหุ้นเทคฯ ที่เราอาจได้ใช้ในชีวิตประจำวัน หรือมีการเติบโตที่น่าสนใจ คือ กลุ่มหุ้น 7 นางฟ้า (Magnificent 7) เรียกว่าเป็นชื่อแบรนด์คุ้นหู เช่น Apple, Amazon, Alphabet (Google), Meta, Microsoft, Nvidia และ Tesla
ในอเมริกามี 2 ตลาดหุ้นหลัก คือ New York Stock Exchange (NYSE) ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1792 มีบริษัทขนาดใหญ่ที่มีประวัติมายาวนาน และอีกตลาดที่คนไทยนิยมไปลงทุนคือ Nasdaq ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1971 ปัจจุบันหุ้นเทคฯ ที่หลายคนใช้ผลิตภัณฑ์ก็จดทะเบียนในตลาดนี้
เมื่อพูดถึงดัชนีหุ้นสหรัฐยอดนิยมจะมี 3 ดัชนีที่น่าสนใจ ได้แก่
ถ้าใครจะซื้อกองทุนรวมดัชนี อยากให้ลองศึกษาเจาะลึกไปว่า ในดัชนีนั้นมีหุ้นอะไรบ้าง ตัวอย่างเช่น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีบางบริษัทก็อยู่ทั้งในดัชนี S&P 500, ดัชนี Nasdaq 100 ได้
การลงทุนในตลาดสหรัฐฯ ปัจจุบันทำได้หลากหลายช่องทางตามความถนัดและเงินทุน โดยแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบหลัก ที่เราต้องพิจารณาให้เหมาะกับตัวเอง
1. ซื้อหุ้นตรง ทุกวันนี้เราสามารถเปิดพอร์ตลงทุนต่างประเทศกับ โบรกเกอร์ในไทยได้มากมาย นอกจากนี้บางโบรกฯ ยังเปิดให้ซื้อ-ขายหุ้นแบบ Fractional Shares (ซื้อหุ้นเศษส่วน) อาจใช้เงินแค่ 1 ดอลลาร์สหรัฐก็ซื้อหุ้นได้แล้ว
ข้อดี: เลือกหุ้นรายตัวได้ตามใจ ได้รับสิทธิ์และเงินปันผลจากหุ้นตัวนั้นโดยตรง
ข้อเสีย: ต้องแลกเป็นเงินสกุลต่างประเทศเพื่อซื้อ ต้องซื้อ-ขายเทรดตามเวลาสหรัฐฯ มีจำนวนการซื้อ-ขายหุ้นขั้นต่ำ (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบัญชีและแต่ละโบรกเกอร์)
2. Depositary Receipt (DR) หรือตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ หมายถึง ผู้ออก DR จะไปซื้อหลักทรัพย์ต่างประเทศมาเก็บไว้ แล้วออก DR นำมาเสนอขายให้นักลงทุนทั่วไป (IPO) ซึ่งจะต้องนำมาจดทะเบียนและซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ เรียกว่าผู้ออก DR จะทำหน้าที่เป็นผู้ที่ถือหลักทรัพย์ต่างประเทศแทนนักลงทุน
ข้อดี: ซื้อหุ้นหรือ ETF สหรัฐฯ ได้ผ่านกระดานหุ้นไทยด้วยเงินบาท, ซื้อขายขั้นต่ำที่ 1 DR, ใช้พอร์ตหุ้นไทยเดิมได้เลย สำหรับ DR ฝั่งสหรัฐจะมีเปิดช่วงเทรดกลางคืน (19:00 - 03:00 น. ของวันถัดไป) ด้วย
ข้อเสีย: เลือกหุ้นได้จำกัด, ราคาซื้อ-ขายในกระดานไทยอาจคลาดเคลื่อนจากราคาหุ้นหลักในบางช่วง
3. กองทุนรวม ตามชื่อคือจะมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จะระดมทุนจากนักลงทุน แล้วนำเงินส่วนนี้ไปบริหารจัดการตามนโยบายการเงินลงทุนที่แจ้งไว้ เช่น ถ้ากองทุนมีนโยบายลงทุนในดัชนี S&P 500 ก็จะลงทุนตามนั้น เป็นต้น
ข้อดี: ซื้อ-ขายด้วยเงินบาทในไทยได้ง่าย, มีผู้จัดการกองทุนคอยบริหารพอร์ตให้, ส่วนใหญ่เริ่มต้นลงทุนที่ 500 บาท
ข้อเสีย: จะซื้อขายต้องรอราคา NAV ตอนสิ้นวันทำการเท่านั้น, มีค่าธรรมเนียมการจัดการเพิ่มขึ้นมา
4. Exchange Traded Fund (ETF) มักถูกเรียกว่ากองทุนดัชนีที่จดทะเบียนซื้อขายได้ในตลาดหลักทรัพย์ เช่น ดัชนี S&P 500, ดัชนี SET เป็นต้น
ข้อดี: กระจายความเสี่ยงได้ด้วย ETF ตัวเดียว, สามารถซื้อ-ขายราคา Real-Time ได้เหมือนหุ้น
ข้อเสีย: มีค่าธรรมเนียมการจัดการของกองทุน, บางกรณีต้องเปิดพอร์ตเพื่อลงทุนต่างประเทศเหมือนการซื้อหุ้นตรง
แม้อเมริกาจะมีหุ้นระดับโลกมากมาย ฟังดูแล้วมีแต่โอกาสในการเติบโต แต่ก็มีสิ่งที่นักลงทุนต้องทำความเข้าใจและระมัดระวังก่อนตัดสินใจเข้าไปลงทุน
สุดท้ายแล้วการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เป็นทางเลือกในการลงทุนที่น่าสนใจ เพราะเราสามารถซื้อหุ้นใหญ่ ที่เราใช้ในชีวิตประจำวันได้ แต่ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ยิ่งต้องวางแผนและทำความเข้าใจความเสี่ยงอย่างรอบคอบก่อนจะใส่เงินเราลงไปเสมอ
อ้างอิงข้อมูล บล.หยวนต้า, บล.บัวหลวง, บล.กสิกรไทย, Trading View และ SET
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney