
สถิติไม่เคยการันตีอนาคต แต่บางครั้งก็ช่วยบอกได้ว่า "จังหวะไหนควรใจเย็น”
โดยเฉพาะกับ S&P 500 ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ที่ทยานทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง จนหลายคนที่ยังไม่มีของในพอร์ตเริ่มมีคำถามว่า "ตอนนี้ยังเข้าทันหรือควรรอ?"
แต่ท่ามกลางความร้อนแรงของตลาด ทั้งสถิติย้อนหลังและการวิเคราะห์ทางเทคนิคของนักวิเคราะห์ฯ หลายสำนักต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า
“เดือนกันยายนมักเป็นเดือนที่ S&P 500 อ่อนแอที่สุดของปี”
หรือนี่อาจเป็นจังหวะสำหรับคนที่ “ตกรถ" ในรอบที่ผ่านมา ในการเตรียมเงินสดไว้รอเลือกเก็บหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง แทนการวิ่งไล่ราคาบนยอดดอย…
ดัชนี S&P 500 ถือเป็น Benchmark ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ประกอบด้วยบริษัทขนาดใหญ่ 500 แห่ง ครอบคลุมมูลค่าตลาดราว 80% ของตลาด จึงถูกใช้เป็นตัวแทนสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจและทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ รวมถึงเป็นดัชนีอ้างอิงของกองทุนทั่วโลกจำนวนมาก
ปัจจุบัน S&P 500 มีบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Apple, Microsoft, Nvidia, Amazon, Meta และ Alphabet เป็นองค์ประกอบสำคัญ ทำให้การเคลื่อนไหวของดัชนีได้รับอิทธิพลอย่างมากจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่กระแส AI การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี การผลิตชิปประมวลผล ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนผลประกอบการและราคาหุ้น ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 สามารถทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High) ได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม แม้แนวโน้มระยะยาวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังได้รับการประเมินในเชิงบวกจากนักวิเคราะห์หลายสำนัก แต่ก็เริ่มมีเสียงเตือนว่า หลังจากดัชนีปรับตัวขึ้นมาแรง นักลงทุนอาจต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนที่มักเกิดขึ้นระหว่างทาง
แต่สำหรับนักลงทุนที่พลาดการลงทุนในรอบที่ผ่านมา การรอจังหวะตลาดพักฐานและทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง อาจเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมกว่าการไล่ซื้อดัชนีในช่วงที่ Valuation อยู่ในระดับสูง
ทีมนักวิเคราะห์ด้านเทคนิคของ Bank of America (BofA) มองว่า ดัชนี S&P 500 กำลังส่งสัญญาณเข้าสู่การปรับฐาน (Correction) ในช่วงไตรมาส 3 หลังจากตลาดปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมา
โดยประเมินว่าการพักฐานอาจเกิดขึ้นในรูปแบบ "Three-wave correction" หรือคลื่นปรับฐานแบบ ABC ตามทฤษฎี Elliott Wave ซึ่งมักเป็นการปรับฐานระหว่างแนวโน้มขาขึ้นระยะยาว ไม่ใช่สัญญาณของตลาดหมี (Bear Market)
พร้อมเตือนว่า หากดัชนีสามารถขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ได้อีกเล็กน้อยแถว 7,741 จุด นักลงทุนไม่ควรรีบไล่ซื้อ เพราะอาจเป็นเพียง Bull Trap หรือการทำจุดสูงสุดหลอก ก่อนตลาดกลับตัวลงเข้าสู่ช่วงพักฐาน
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นสหรัฐฯ ในระยะยาว โดยคาดว่าหลังการปรับฐานสิ้นสุดลง ตลาดมีโอกาสฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 4 และอาจเกิด "Santa Rally" หรือการปรับขึ้นในช่วงปลายปีได้
ด้าน ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ระบุว่า แม้ดัชนี S&P 500 จะปรับตัวขึ้นถึง 14% ในช่วงไตรมาส 2 จากแรงหนุนของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม AI และเซมิคอนดักเตอร์
แต่นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังในช่วงปลายไตรมาส 3 เนื่องจากหากอ้างอิงสถิติย้อนหลัง 10 ปี พบว่าเดือนกันยายนเป็นเดือนที่ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่ำที่สุดของปี หรือประมาณ -2% จึงมีโอกาสเห็นแรงขายทำกำไรหรือการพักฐานของตลาดในช่วงดังกล่าว
นอกจากปัจจัยด้านฤดูกาลแล้ว บล.เอเซีย พลัส ยังมองว่า ภาพการลงทุนทั่วโลกกำลังเริ่มเปลี่ยนจากการไล่ซื้อหุ้น AI ไปสู่การเลือกลงทุนในหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า เช่น กลุ่ม Value และกลุ่ม Defensive
โดยดัชนี Nasdaq ปรับตัวลงสวนทางกับดัชนี Dow Jones ที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ร่วงกว่า 11% ภายในเวลาเพียง 2 วัน จากความกังวลว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรม AI โดยเฉพาะธุรกิจชิป กำลังรุนแรงมากขึ้น
จึงแนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ Selective Play หรือคัดเลือกหุ้นรายตัวที่ยังมีแนวโน้มกำไรเติบโต
สำหรับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เลือกหุ้น AAPL (Apple Inc) เป็นหุ้นเด่นที่สุดในกลุ่ม 7 นางฟ้า โดยมีมุมมองบวกต่อ John Ternus ที่ขึ้นมาเป็น CEO เนื่องจากมีความเก่งด้านผลิตภัณฑ์ ทำให้มีโอกาสสูงมากที่ iPhone Fold จะเปิดตัวในช่วงเดือนกันยายน นอกจากนี้ สถิติย้อนหลังในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า ราคาหุ้น AAPL จะมีผลตอบแทนที่ดีสุดในช่วงไตรมาสที่ 3/69 ด้วย
ขณะที่อีกกลุ่มคือ Healthcare โดยเลือกหุ้น HIMS (Hims & Hers Health Inc) ซึ่งดำเนินธุรกิจ Telehealth โดยมองว่าจะได้รับอานิสงส์จากกระแสความต้องการยาลดน้ำหนัก GLP-1 หลังจับมือกับ Eli Lilly และก่อนหน้านี้ได้ร่วมมือกับ Novo Nordisk ทำให้บริษัทมีโอกาสขยายส่วนแบ่งตลาดได้ต่อเนื่อง จากปัจจุบันที่ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งในธุรกิจ Telehealth ของสหรัฐฯ
ที่มา: บล.เอเซีย พลัส, S&P 500, Bloomberg, Investing
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้