สถิติ 10 ปี S&P 500 ชี้หุ้นมักแย่สุดเดือนกันยายน โอกาส “คนตกรถ” เตรียมเก็บเงินช้อน?

Investment

Stocks

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

สถิติ 10 ปี S&P 500 ชี้หุ้นมักแย่สุดเดือนกันยายน โอกาส “คนตกรถ” เตรียมเก็บเงินช้อน?

Date Time: 3 ก.ค. 2569 15:23 น.

Video

เบื้องหลัง SpaceX ถ้าไม่ทำกำไร นักลงทุนคาดหวังอะไรกับ IPO ครั้งนี้? | Digital Frontiers EP.67

Summary

สถิติย้อนหลัง 10 ปีชี้ เดือนกันยายน S&P 500 มักให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดของปี เปิดโอกาส "คนตกรถ" ทยอยสะสม โบรกฯ แนะ 2 หุ้นรับเงินทุนหมุนออกจากหุ้น AI

สถิติไม่เคยการันตีอนาคต แต่บางครั้งก็ช่วยบอกได้ว่า "จังหวะไหนควรใจเย็น” 

โดยเฉพาะกับ S&P 500 ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ที่ทยานทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง จนหลายคนที่ยังไม่มีของในพอร์ตเริ่มมีคำถามว่า "ตอนนี้ยังเข้าทันหรือควรรอ?"

แต่ท่ามกลางความร้อนแรงของตลาด ทั้งสถิติย้อนหลังและการวิเคราะห์ทางเทคนิคของนักวิเคราะห์ฯ หลายสำนักต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า

“เดือนกันยายนมักเป็นเดือนที่ S&P 500 อ่อนแอที่สุดของปี”

หรือนี่อาจเป็นจังหวะสำหรับคนที่ “ตกรถ" ในรอบที่ผ่านมา ในการเตรียมเงินสดไว้รอเลือกเก็บหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง แทนการวิ่งไล่ราคาบนยอดดอย…


เปิดสถิติ S&P 500 บวกแรงแค่ไหน

ดัชนี S&P 500 ถือเป็น Benchmark ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ประกอบด้วยบริษัทขนาดใหญ่ 500 แห่ง ครอบคลุมมูลค่าตลาดราว 80% ของตลาด จึงถูกใช้เป็นตัวแทนสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจและทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ รวมถึงเป็นดัชนีอ้างอิงของกองทุนทั่วโลกจำนวนมาก

ปัจจุบัน S&P 500 มีบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Apple, Microsoft, Nvidia, Amazon, Meta และ Alphabet เป็นองค์ประกอบสำคัญ ทำให้การเคลื่อนไหวของดัชนีได้รับอิทธิพลอย่างมากจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่กระแส AI การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี การผลิตชิปประมวลผล ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนผลประกอบการและราคาหุ้น ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 สามารถทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High) ได้อย่างต่อเนื่อง

  • ย้อนหลัง 3 เดือน ปรับตัวขึ้น +13.68%
  • ย้อนหลัง 6 เดือน ปรับตัวขึ้น +9.11%
  • ย้อนหลัง 1 ปี ปรับตัวขึ้น 19.17%
  • ย้อนหลัง 5 ปี ปรับตัวขึ้น 71.94%

อย่างไรก็ตาม แม้แนวโน้มระยะยาวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังได้รับการประเมินในเชิงบวกจากนักวิเคราะห์หลายสำนัก แต่ก็เริ่มมีเสียงเตือนว่า หลังจากดัชนีปรับตัวขึ้นมาแรง นักลงทุนอาจต้องเตรียมรับมือกับความผันผวนที่มักเกิดขึ้นระหว่างทาง

แต่สำหรับนักลงทุนที่พลาดการลงทุนในรอบที่ผ่านมา การรอจังหวะตลาดพักฐานและทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง อาจเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมกว่าการไล่ซื้อดัชนีในช่วงที่ Valuation อยู่ในระดับสูง


S&P 500 มีโอกาสพักฐาน สถิติ 10 ปี ชี้เดือนกันยายนแย่ที่สุด

ทีมนักวิเคราะห์ด้านเทคนิคของ Bank of America (BofA) มองว่า ดัชนี S&P 500 กำลังส่งสัญญาณเข้าสู่การปรับฐาน (Correction) ในช่วงไตรมาส 3 หลังจากตลาดปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมา

โดยประเมินว่าการพักฐานอาจเกิดขึ้นในรูปแบบ "Three-wave correction" หรือคลื่นปรับฐานแบบ ABC ตามทฤษฎี Elliott Wave ซึ่งมักเป็นการปรับฐานระหว่างแนวโน้มขาขึ้นระยะยาว ไม่ใช่สัญญาณของตลาดหมี (Bear Market)

พร้อมเตือนว่า หากดัชนีสามารถขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ได้อีกเล็กน้อยแถว 7,741 จุด นักลงทุนไม่ควรรีบไล่ซื้อ เพราะอาจเป็นเพียง Bull Trap หรือการทำจุดสูงสุดหลอก ก่อนตลาดกลับตัวลงเข้าสู่ช่วงพักฐาน

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นสหรัฐฯ ในระยะยาว โดยคาดว่าหลังการปรับฐานสิ้นสุดลง ตลาดมีโอกาสฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 4 และอาจเกิด "Santa Rally" หรือการปรับขึ้นในช่วงปลายปีได้

ด้าน ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ระบุว่า แม้ดัชนี S&P 500 จะปรับตัวขึ้นถึง 14% ในช่วงไตรมาส 2 จากแรงหนุนของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม AI และเซมิคอนดักเตอร์

แต่นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังในช่วงปลายไตรมาส 3 เนื่องจากหากอ้างอิงสถิติย้อนหลัง 10 ปี พบว่าเดือนกันยายนเป็นเดือนที่ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่ำที่สุดของปี หรือประมาณ -2% จึงมีโอกาสเห็นแรงขายทำกำไรหรือการพักฐานของตลาดในช่วงดังกล่าว


เงินเริ่มหมุนออกจากหุ้น AI สู่กลุ่ม Defensive และ Value

นอกจากปัจจัยด้านฤดูกาลแล้ว บล.เอเซีย พลัส ยังมองว่า ภาพการลงทุนทั่วโลกกำลังเริ่มเปลี่ยนจากการไล่ซื้อหุ้น AI ไปสู่การเลือกลงทุนในหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า เช่น กลุ่ม Value และกลุ่ม Defensive

โดยดัชนี Nasdaq ปรับตัวลงสวนทางกับดัชนี Dow Jones ที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ร่วงกว่า 11% ภายในเวลาเพียง 2 วัน จากความกังวลว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรม AI โดยเฉพาะธุรกิจชิป กำลังรุนแรงมากขึ้น

จึงแนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ Selective Play หรือคัดเลือกหุ้นรายตัวที่ยังมีแนวโน้มกำไรเติบโต

สำหรับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เลือกหุ้น AAPL (Apple Inc) เป็นหุ้นเด่นที่สุดในกลุ่ม 7 นางฟ้า โดยมีมุมมองบวกต่อ John Ternus ที่ขึ้นมาเป็น CEO เนื่องจากมีความเก่งด้านผลิตภัณฑ์ ทำให้มีโอกาสสูงมากที่ iPhone Fold จะเปิดตัวในช่วงเดือนกันยายน นอกจากนี้ สถิติย้อนหลังในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า ราคาหุ้น AAPL จะมีผลตอบแทนที่ดีสุดในช่วงไตรมาสที่ 3/69 ด้วย

ขณะที่อีกกลุ่มคือ Healthcare โดยเลือกหุ้น HIMS (Hims & Hers Health Inc) ซึ่งดำเนินธุรกิจ Telehealth โดยมองว่าจะได้รับอานิสงส์จากกระแสความต้องการยาลดน้ำหนัก GLP-1 หลังจับมือกับ Eli Lilly และก่อนหน้านี้ได้ร่วมมือกับ Novo Nordisk ทำให้บริษัทมีโอกาสขยายส่วนแบ่งตลาดได้ต่อเนื่อง จากปัจจุบันที่ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่งในธุรกิจ Telehealth ของสหรัฐฯ


ที่มา: บล.เอเซีย พลัส, S&P 500, Bloomberg, Investing


อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ