10 หลักคิดเรื่อง AI ที่นักลงทุนต้องรู้ ก่อนพลาดโอกาสทั้งวัฏจักร เพราะอีก 3 ปีจะแรงกว่านี้ 250 เท่า

Investment

Stocks

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

10 หลักคิดเรื่อง AI ที่นักลงทุนต้องรู้ ก่อนพลาดโอกาสทั้งวัฏจักร เพราะอีก 3 ปีจะแรงกว่านี้ 250 เท่า

Date Time: 3 ก.ค. 2569 13:38 น.

Video

เบื้องหลัง SpaceX ถ้าไม่ทำกำไร นักลงทุนคาดหวังอะไรกับ IPO ครั้งนี้? | Digital Frontiers EP.67

Summary

การเติบโตของ AI ขับเคลื่อนด้วย 4 ปัจจัยพร้อมกัน ได้แก่ อัลกอริทึม กำลังประมวลผล บุคลากร และเม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่สะสมกว่า 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐตั้งแต่ปี 2017

  • คอขวดของอุตสาหกรรม AI มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จากชิป GPU ไปสู่หน่วยความจำ HBM และข้อจำกัดด้านพลังงานไฟฟ้าสำหรับศูนย์ข้อมูล
  • โมเดลธุรกิจซอฟต์แวร์กำลังเปลี่ยนผ่านจากการขายไลเซนส์ไปสู่ 'เศรษฐกิจแบบโทเคน' ซึ่งวัดมูลค่าจากทรัพยากรการประมวลผลที่ถูกใช้งานจริง
  • AI กำลังก้าวข้ามจากโลกดิจิทัลสู่โลกกายภาพผ่านเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robotics) ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในภาคอุตสาหกรรม
  • MSIM เตือนว่าผู้ชนะที่แท้จริงในยุค AI อาจยังไม่ปรากฏตัวในปัจจุบัน เช่นเดียวกับยุคอินเทอร์เน็ตที่บริษัทระดับโลกมักเกิดขึ้นหลังโครงสร้างพื้นฐานพร้อมใช้งาน

Latest


ในวันที่ใครก็ตามต่างพูดถึงแต่คำว่า “AI” หลายคนมองว่ากระแสนี้คือสิ่งที่ต้องกระโจนเข้าใส่ แต่เรื่องของ AI นอกจากจะมีเรื่องความซับซ้อนในแง่ของเทคโนโลยีแล้ว ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็ยังรวดเร็วจนน่าตกใจ ทั้งในแง่ของเม็ดเงินลงทุน ตลอดจนความก้าวหน้าและการนำนวัตกรรมนี้มาใช้งาน

สำหรับนักลงทุน ตลาดหุ้นอาจเป็นเครื่องมือที่ช่วยบอกทิศทางได้ดีที่สุด เพราะราคาหุ้นสะท้อนแบบเรียลไทม์ว่า บริษัทใดกำลังเป็นผู้ชนะ หรือกำลังเสียตำแหน่งให้คู่แข่ง แต่ถึงอย่างนั้น คำถามสำคัญก็คือ นักลงทุนควรเริ่มทำความเข้าใจอุตสาหกรรม AI จากตรงไหน?

Morgan Stanley Investment Management (MSIM) ได้พยายามตอบคำถามนี้ โดยสรุป “10 ความจริงสำคัญเกี่ยวกับ AI” จากรายงาน Artificial Intelligence: Ten Investment Truths ที่มองว่า นักลงทุนทุกคนควรรู้ เพื่อทำความเข้าใจว่าการปฏิวัติ AI กำลังเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและโลกการลงทุนอย่างไร


1. AI โตเร็วเพราะ 4 ปัจจัยนี้ทำงานพร้อมกัน

MSIM มองว่า การปฏิวัติ AI แตกต่างจากเทคโนโลยีครั้งก่อน ๆ เพราะไม่ได้อาศัยปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเป็นตัวผลักดัน แต่เกิดจากการที่องค์ประกอบหลัก 4 ด้านพัฒนาไปพร้อมกัน ได้แก่

  • อัลกอริทึมที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
  • กำลังประมวลผลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • บุคลากรด้าน AI ที่มีจำนวนมากขึ้น
  • เม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากทั้งภาคเอกชนและรัฐบาล

MSIM ยกตัวอย่างว่า ตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา อุตสาหกรรม AI มีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานสะสมกว่า 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และปริมาณการใช้งานโทเคนของโมเดล AI ก็เพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่าในปี 2025 เพียงปีเดียว สะท้อนว่าความต้องการใช้ AI กำลังเร่งตัวเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้

และหากแนวโน้มแบบนี้ยังดำเนินต่อไป ระบบ AI ในปี 2028 จะมีศักยภาพสูงกว่าปัจจุบันประมาณ 250 เท่า ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่แทบไม่มีเทคโนโลยีใดในประวัติศาสตร์สามารถนำมาเปรียบเทียบได้

มุมมองสำหรับนักลงทุน

สิ่งที่ควรจับตาไม่ใช่เพียงบริษัทผู้พัฒนาโมเดล AI แต่ต้องมองภาพรวมของระบบนิเวศทั้งหมด เพราะเมื่อทั้งอัลกอริทึม ฮาร์ดแวร์ บุคลากร และเงินทุนเติบโตพร้อมกัน บริษัทที่อยู่ในทุกส่วนของห่วงโซ่คุณค่าอาจได้รับประโยชน์ไปพร้อมกัน


2. คอขวด AI เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ MSIM ต้องการชี้ให้เห็นคือ หลายคนยังมองว่าอุตสาหกรรม AI มีชิปเป็นปัญหาหลัก แต่ในความเป็นจริง คอขวด (Bottleneck) ของอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และปัจจุบันข้อจำกัดไม่ได้อยู่ที่การผลิตชิปเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

อุตสาหกรรม AI เปรียบเสมือนห่วงโซ่การผลิตขนาดใหญ่ที่มีองค์ประกอบหลายส่วนเชื่อมโยงกัน หากส่วนใดส่วนหนึ่งไม่สามารถขยายกำลังรองรับได้ทัน ส่วนดังกล่าวก็จะกลายเป็นคอขวดใหม่ทันที โดยมีตัวอย่างของคอขวดที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อย่างเช่น

  • GPU ในช่วงแรก ความต้องการ GPU พุ่งสูงจนเกิดภาวะขาดแคลนทั่วโลก ราคาชิปเพิ่มขึ้น และระยะเวลารอสินค้านานหลายเดือน
  • Memory เมื่อมี GPU มากขึ้น ปัญหาก็ย้ายมาที่หน่วยความจำประสิทธิภาพสูง เช่น HBM ที่จำเป็นสำหรับรองรับการประมวลผลของ AI รุ่นใหม่ หากมี GPU แต่ไม่มี HBM ประสิทธิภาพของระบบก็จะลดลงทันที
  • Power เมื่อจำนวน Data Center เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ความต้องการใช้ไฟฟ้าก็เพิ่มขึ้นตาม หลายพื้นที่เริ่มเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังผลิตไฟฟ้า ทำให้แม้จะมีเงินลงทุนและฮาร์ดแวร์ แต่ก็ไม่สามารถสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่ได้ทันที

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า เมื่อปัญหาหนึ่งได้รับการแก้ไข ปัญหาใหม่ก็จะเกิดขึ้นในส่วนถัดไปของห่วงโซ่อุปทานอย่างต่อเนื่อง

มุมมองสำหรับนักลงทุน

นักลงทุนควรเปลี่ยนวิธีคิดจากการมองหาบริษัทที่ “ดีที่สุด” ไปเป็นการมองหาบริษัทที่ “ขาดไม่ได้” เพราะในแต่ละช่วงของวัฏจักร AI คอขวดจะเปลี่ยนตำแหน่งอยู่เสมอ นั่นหมายความว่า โอกาสในการลงทุนไม่ได้อยู่ที่บริษัทเดิมตลอดเวลา แต่ขึ้นอยู่กับว่าส่วนใดของห่วงโซ่อุปทานกำลังกลายเป็นทรัพยากรที่หายากที่สุดในช่วงเวลานั้น


3. โทเคนกลายเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ AI

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของอุตสาหกรรม AI คือ วิธีการสร้างรายได้ของธุรกิจซอฟต์แวร์กำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่วัดมูลค่าจากจำนวนผู้ใช้งานหรือจำนวนไลเซนส์ เปลี่ยนไปสู่การวัดจาก จำนวนโทเคน (Tokens) ที่ถูกใช้ในการประมวลผล

เวลาที่ผู้ใช้ส่งคำถามให้ ChatGPT, Claude, Gemini หรือ AI ตัวอื่น สิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลังไม่ใช่การเปิดใช้งานโปรแกรมเพียงครั้งเดียว แต่เป็นการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์จำนวนมหาศาลในการประมวลผลคำตอบ

และยิ่งผู้ใช้ส่งคำถามมากขึ้น หรือใช้ AI ทำงานที่ซับซ้อนขึ้น ก็ยิ่งมีการใช้โทเคนมากขึ้น และยิ่งใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์มากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น สิ่งที่ลูกค้ากำลังซื้อจริง ๆ ไม่ใช่ตัวซอฟต์แวร์ แต่คือกำลังประมวลผลหรือ Compute ที่อยู่ในรูปของโทเคน

มุมมองสำหรับนักลงทุน

การเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยไลเซนส์ซอฟต์แวร์ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยโทเคน ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และในอนาคต บริษัทที่สามารถผลิตโทเคนได้ในต้นทุนต่ำที่สุด มีโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ และสามารถเปลี่ยนการใช้โทเคนให้กลายเป็นรายได้อย่างต่อเนื่อง จะเป็นบริษัทที่ได้เปรียบในการแข่งขัน

ดังนั้น บทต่อไปของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์จะไม่ได้สร้างขึ้นจากการขายสิทธิการใช้งานเหมือนในอดีต แต่จะสร้างขึ้นจากการบริโภคโทเคน ซึ่งจะกลายเป็นหน่วยเศรษฐกิจหลักของยุค AI และเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่นักลงทุนควรติดตามในระยะยาว


4. จากรอคำสั่ง สู่ AI ที่คิดและตัดสินใจเอง

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของ AI ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า อาจไม่ใช่การที่โมเดลฉลาดมากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการเปลี่ยนบทบาทของ AI จากระบบที่รอรับคำสั่งจากมนุษย์ ไปสู่ระบบที่สามารถวางแผน ตัดสินใจ และลงมือทำงานได้เอง หรือที่เรียกว่า Agentic AI

การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโลกการทำงาน เพราะ AI จะไม่ใช่เพียงเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงานอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นแรงงานดิจิทัลที่สามารถรับผิดชอบงานทั้งกระบวนการได้ด้วยตัวเอง

อีกแนวคิดหนึ่งที่ MSIM ให้ความสำคัญคือ การเกิดขึ้นของระบบ Multi-Agent แทนที่จะมี AI เพียงตัวเดียวทำทุกอย่าง ระบบในอนาคตอาจประกอบด้วย AI หลายตัวที่มีความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน และสามารถประสานงานกันเอง สื่อสารกันโดยอัตโนมัติ โดยแทบไม่ต้องอาศัยมนุษย์เข้ามาแทรกแซงในแต่ละขั้นตอน

มุมมองสำหรับนักลงทุน

การแข่งขันในยุคถัดไปจะไม่ได้อยู่ที่ว่าใครมีโมเดล AI ที่ตอบคำถามได้ดีที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่จะอยู่ที่ว่าใครสามารถสร้าง AI ที่ทำงานแทนมนุษย์ได้จริง บริษัทที่สามารถพัฒนา Agent ให้ทำงานได้อย่างน่าเชื่อถือ เชื่อมต่อกับระบบต่าง ๆ ขององค์กร และทำงานร่วมกับ Agent ตัวอื่นได้ จะมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและสร้างรายได้ระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ MSIM จึงมองว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ Agentic AI ไม่ใช่เพียงการอัปเกรดความสามารถของ AI แต่คือ การปฏิวัติโครงสร้างการทำงาน ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจยุค AI


5. ปัจจัย 3D ที่จะทำให้ธุรกิจเป็นผู้ชนะ

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ หลายคนเชื่อว่าบริษัทซอฟต์แวร์จะเสียเปรียบเมื่อ AI สามารถเขียนโค้ดได้เอง เพราะต้นทุนการพัฒนาซอฟต์แวร์จะลดลงและคู่แข่งรายใหม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม MSIM มองในมุมตรงกันข้าม โดยเชื่อว่า AI ไม่ได้ทำให้ธุรกิจซอฟต์แวร์หมดความได้เปรียบ แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบของความได้เปรียบ จากเดิมที่วัดกันด้วยความสามารถในการเขียนซอฟต์แวร์ มาเป็นความสามารถในการครอบครองปัจจัยหลัก 3 อย่าง หรือ 3D ประกอบไปด้วย

  • ข้อมูล (Data) แม้โมเดลพื้นฐาน AI จะมีความสามารถใกล้เคียงกันมากขึ้น แต่บริษัทที่มีข้อมูลเฉพาะทางจำนวนมหาศาลจะสามารถสร้าง AI ที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดีกว่า
  • ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Domain) แม้โมเดลพื้นฐานจะสามารถตอบคำถามทั่วไปได้ดี แต่เมื่อเข้าสู่การใช้งานจริงในองค์กร AI จำเป็นต้องเข้าใจกฎระเบียบ กระบวนการทำงาน และภาษาทางเทคนิคของแต่ละอุตสาหกรรมได้เป็นอย่างดี
  • ความสัมพันธ์กับลูกค้า (Distribution) การมีผลิตภัณฑ์ AI ที่ดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่มีช่องทางในการนำผลิตภัณฑ์นั้นไปถึงลูกค้า โดยจะต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และการเชื่อมต่อกับระบบเดิม

นอกจากนี้ MSIM ยังมองด้วยว่า ในช่วงแรกของกระแส AI เงินทุนจำนวนมากไหลไปยังบริษัทที่อยู่ในชั้นโครงสร้างพื้นฐาน แต่เมื่อโครงสร้างพื้นฐานเริ่มพร้อมใช้งาน การแข่งขันจะค่อย ๆ ขยับขึ้นมาสู่ชั้นของ Applications และหากมีบริษัทไหนที่สามารถนำ AI ไปผสานเข้ากับกระบวนการทำงานจริงของลูกค้า จะเป็นผู้ที่สร้างรายได้ประจำได้อย่างยั่งยืน

มุมมองสำหรับนักลงทุน

ในยุค AI นักลงทุนไม่ควรมองเพียงว่าบริษัทใดมีโมเดล AI ที่เก่งที่สุด แต่ควรถามว่า บริษัทนั้นมีปัจจัยอะไรที่ทำให้คู่แข่งสร้างตามได้ยากหรือไม่ หากบริษัทมีข้อมูลคุณภาพสูง มีความเชี่ยวชาญเฉพาะอุตสาหกรรม และมีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง บริษัทนั้นก็มีโอกาสเปลี่ยน AI ให้กลายเป็นรายได้ประจำและรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันได้ในระยะยาว


6. Robotics นวัตกรรมที่จะอยู่ในทุกอุตสาหกรรม

MSIM มองว่า การพัฒนา AI ในช่วงที่ผ่านมาเป็นเพียงระยะเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น เพราะ AI ส่วนใหญ่ยังทำงานอยู่ในโลกดิจิทัล เช่น เขียนโค้ด วิเคราะห์ข้อมูล หรือสร้างรูปภาพ

แต่ในช่วงต่อไป AI จะก้าวออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์และเริ่มทำงานในโลกกายภาพ (Physical World) มากขึ้น นั่นหมายความว่า AI จะไม่ได้มีหน้าที่เพียงคิด วิเคราะห์ หรือให้คำแนะนำ แต่จะเป็นตัวควบคุมเครื่องจักร หุ่นยนต์ ยานพาหนะ และระบบอุตสาหกรรมที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจจริง

“AI จะไม่ได้เพียงวิเคราะห์เศรษฐกิจอีกต่อไป แต่จะเริ่มเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” MSIM ระบุในรายงาน

Robotics จะกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจาก AI มากที่สุด โดยหุ่นยนต์จะเปลี่ยนจากการทำงานซ้ำ ๆ รูปแบบเดิมตามที่ถูกโปรแกรมมา ไปสู่การทำงานที่มีความซับซ้อนและยืดหยุ่นกว่าเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบอัตโนมัติแบบเดิมทำได้ยาก

และสิ่งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนโรงงานอุตสาหกรรมทั้งระบบ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และทำให้โรงงานตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้รวดเร็วขึ้น

มุมมองสำหรับนักลงทุน

MSIM ต้องการให้นักลงทุนมอง AI ในฐานะเทคโนโลยีอเนกประสงค์ (General-Purpose Technology) ที่สามารถแทรกซึมเข้าไปในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ ไม่ต่างจากไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ตในอดีต

ในช่วงแรก ผู้ชนะคือบริษัทที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI แต่ในระยะต่อไป ผู้ชนะอาจเป็นบริษัทที่สามารถนำ AI ไปเชื่อมต่อกับสินทรัพย์ทางกายภาพ ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ โรงงาน ยานพาหนะ หรือระบบอุตสาหกรรม เพื่อสร้าง Productivity และลดต้นทุนได้จริง


7. AI ไม่ใช่แค่เรื่องของบิ๊กเทค

MSIM มองว่า หนึ่งในข้อผิดพลาดที่นักลงทุนจำนวนมากทำคือ การมอง AI เป็นเพียงธีมการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยี หรือจำกัดอยู่แค่ผู้ผลิตชิปและผู้พัฒนาโมเดล AI แต่ในความเป็นจริง AI คือ Full-Stack Capital Cycle หรือวัฏจักรการลงทุนที่ครอบคลุมตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานขั้นต้น ไปจนถึงบริการที่ผู้บริโภคใช้งานในชีวิตประจำวัน

ทุกครั้งที่มีการสร้างระบบ AI ใหม่ ไม่ได้หมายถึงการซื้อ GPU เพิ่มเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการลงทุนในระบบทั้งหมดที่ทำให้ AI สามารถทำงานได้ ตั้งแต่โรงไฟฟ้า สายส่งไฟฟ้า ศูนย์ข้อมูล ระบบเครือข่าย ชิป หน่วยความจำ ซอฟต์แวร์ ไปจนถึงแอปพลิเคชัน

มุมมองสำหรับนักลงทุน

หัวใจของข้อที่ 7 คือ การเปลี่ยนมุมมองจาก AI เป็นแค่ผลิตภัณฑ์ ไปสู่ AI เป็นวัฏจักรการลงทุน โดย MSIM มองว่า AI มีลักษณะคล้ายการสร้างระบบรถไฟหรือการสร้างอินเทอร์เน็ต ซึ่งต้องอาศัยการลงทุนมหาศาลในหลายชั้นของระบบก่อนที่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจะกระจายไปยังผู้ใช้งานปลายทาง

ดังนั้น ผู้ชนะของยุค AI จะไม่ได้มีเพียงบริษัทที่พัฒนาโมเดลหรือผลิตชิป แต่รวมถึงบริษัทที่อยู่ในทุกระดับของ AI Stack ตั้งแต่ผู้ผลิตไฟฟ้า ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ผู้ให้บริการคลาวด์ ผู้สร้างแอปพลิเคชัน ไปจนถึงธุรกิจดั้งเดิมที่สามารถใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน


8. AI เป็นสินทรัพย์กลยุทธ์ของมหาอำนาจ

AI ได้ก้าวข้ามจากการเป็นเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ไปสู่การเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Asset) ที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ เทียบได้กับพลังงานนิวเคลียร์ หรืออุตสาหกรรมอวกาศในอดีต

หากในช่วงแรก การแข่งขันเกิดขึ้นระหว่างบริษัทต่าง ๆ เช่น OpenAI, Google หรือ Anthropic ปัจจุบัน MSIM มองว่าการแข่งขันได้เปลี่ยนระดับมาเป็นการแข่งขันระหว่าง AI Ecosystems ของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและจีน

หัวใจของการแข่งขันจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า ใครมีโมเดลที่ฉลาดกว่าเพียงอย่างเดียว แต่คือ ใครจะสร้างระบบนิเวศ AI ได้ครบทั้งระบบ (โดยเฉพาะเรื่องกำลังประมวลผล) ตั้งแต่ชิปไปจนถึงแอปพลิเคชันได้ก่อนและมีประสิทธิภาพกว่า

นอกจากนี้ ในอนาคต โลกอาจไม่ได้ใช้เทคโนโลยี AI ชุดเดียวกันทั้งหมด ซึ่งแต่ละภูมิภาคอาจพัฒนาโมเดล AI ที่ใช้มาตรฐานด้านข้อมูล ระบบคลาวด์ โครงสร้างพื้นฐาน และอิงตามกฎระเบียบของตัวเอง ดังนั้น การแข่งขันของ AI จึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันด้านนวัตกรรม แต่ยังเป็นการแข่งขันเพื่อกำหนดมาตรฐานและอิทธิพลของเทคโนโลยีในระดับโลก

มุมมองสำหรับนักลงทุน

นักลงทุนควรมอง AI ผ่านเลนส์ภูมิรัฐศาสตร์ควบคู่ไปกับเลนส์เทคโนโลยีและการเงิน เพราะในอนาคต ความสามารถในการเข้าถึง Compute ชิป พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน อาจถูกกำหนดด้วยนโยบายของรัฐ

ดังนั้น บริษัทที่อยู่ในระบบนิเวศ AI ที่แข็งแกร่ง มีห่วงโซ่อุปทานครบถ้วน และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายระหว่างประเทศได้ จะมีโอกาสรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว


9. การกำกับดูแลยังตามไม่ทัน AI

อีกหนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของยุค AI ไม่ใช่เรื่องความสามารถของเทคโนโลยี แต่คือ การที่ AI พัฒนาเร็วเกินกว่าที่กฎหมาย นโยบาย และระบบกำกับดูแลจะตามทัน

แม้ AI จะถูกใช้งานมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่กฎหมายและนโยบายส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งหลายประเทศยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนในประเด็นสำคัญ เช่น ใครต้องรับผิดชอบหาก AI สร้างความเสียหาย ใครเป็นเจ้าของผลงานที่ AI สร้าง บริษัทควรเปิดเผยข้อมูลเพื่อฝึก AI มากน้อยแค่ไหน หรือแม้กระทั่ง AI ควรถูกนำไปใช้ในงานด้านความมั่นคงหรือไม่

ซึ่งประเด็นเหล่านี้ยังไม่มีการกำกับดูแลด้วยมาตรฐานในระดับสากล และหลายประเทศก็มีแนวทางที่แตกต่างกัน จนทำให้ผู้ที่ต้องมาตัดสินใจในเรื่องสำคัญ ๆ เหล่านี้ กลับเป็นบริษัทเอกชนหรือผู้พัฒนา AI เอง มากกว่าจะมาจากหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐ

มุมมองสำหรับนักลงทุน

นักลงทุนควรมองความเสี่ยงด้านกฎระเบียบเป็นส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์การลงทุน ไม่ใช่มองเฉพาะเรื่องศักยภาพของโมเดล AI หรืออัตราการเติบโตของรายได้

ในระยะยาว บริษัทที่สามารถสร้าง AI ที่มีความปลอดภัย โปร่งใส สอดคล้องกับกฎหมาย และได้รับความไว้วางใจจากทั้งภาครัฐและลูกค้า จะมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้มากกว่าบริษัทที่เน้นเพียงการพัฒนาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว


10. ผู้ชนะที่แท้จริงยุค AI ยังไม่เกิด…

MSIM มองว่า ทุกครั้งที่โลกเกิดเทคโนโลยีใหม่ นักลงทุนมักให้ความสนใจกับบริษัทที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานในช่วงแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป บริษัทที่สร้างผลตอบแทนสูงที่สุดมักจะเป็นบริษัทที่นำโครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นไปสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ซึ่งหลายครั้งยังไม่เคยมีอยู่ในวันที่เทคโนโลยีเริ่มต้น

ซึ่งตอนนี้ยุค AI กำลังอยู่ในช่วงของโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นช่วงแรกของวัฏจักรการลงทุน เงินทุนกำลังไหลไปสู่ธุรกิจอย่างเช่น GPU, Data Center, Cloud ตลอดจนระบบเครือข่ายและพลังงานต่าง ๆ และเมื่อโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้พร้อมใช้งาน ต้นทุนของ AI จะลดลง ประสิทธิภาพจะสูงขึ้น และการเข้าถึง AI จะง่ายขึ้น เปิดโอกาสให้เกิดนวัตกรรมและธุรกิจรูปแบบใหม่ในวงกว้าง

นอกจากนี้ ในรายงานมีการเตือนนักลงทุนว่า บริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในยุค AI อาจยังไม่มีอยู่ในปัจจุบัน ย้อนไปยุคอินเทอร์เน็ต ยังไม่มีใครรู้จัก Google หรือ Facebook เพราะกำลังอยู่ในช่วงเป็นสตาร์ทอัพ เช่นเดียวกับยุคสมาร์ตโฟน ที่บริษัทที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากเกิดขึ้นหลังจากที่โครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์มพร้อมใช้งานแล้ว

และ MSIM ยังเชื่ออีกว่า บริษัทที่สร้างผลตอบแทนสูงที่สุดในอีก 10-20 ปีข้างหน้า อาจเป็นบริษัทที่กำลังอยู่ในห้องทดลอง หรืออาจยังไม่ได้ก่อตั้งเลยในวันนี้

มุมมองสำหรับนักลงทุน

นักลงทุนต้องทำความเข้าใจว่า การปฏิวัติ AI ไม่ได้สิ้นสุดที่การสร้างชิปหรือโมเดล AI แต่กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของวัฏจักรที่ยาวนาน ซึ่งจะค่อย ๆ ขยายผลไปสู่ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับการปฏิวัติอินเทอร์เน็ตและสมาร์ตโฟน โครงสร้างพื้นฐานจะถูกสร้างก่อน จากนั้นนวัตกรรมและผู้ชนะรายใหม่จึงจะทยอยเกิดขึ้น


ที่มา: Morgan Stanley

ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ