
วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ส่งผลให้ค่าเงินอ่อนค่าลงจาก 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ไปแตะระดับสูงสุดที่กว่า 55 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ผลกระทบจากวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 ยังคงถูกหยิบยกมาพูดถึงเสมอ เพราะนี่คือช่วงเวลาที่ภาคการเงินไทยต้องรับศึกหนักรอบด้าน ซึ่งวันที่ 2 ก.ค. 2569 ถือเป็นการครบรอบ 29 ปีเต็มของเหตุการณ์สำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์ไทยคือการประกาศ “ลอยตัวค่าเงินบาท”
ช่วงก่อนปี 2540 เศรษฐกิจไทยเคยเติบโตจนเป็นดาวเด่นในเอเชียเป็นยุคทองที่คนทำธุรกิจก็รวย ประเทศก็เจริญ เมื่อการค้าขายกับต่างชาติขยับขยายก็เกิดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดพุ่งสูงขึ้นจนไปแตะ 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ฝั่งสถาบันการเงินและภาคธุรกิจหลังการเปิดเสรีทางการเงินก็เป็นหนี้ต่างประเทศกันมากขึ้น เห็นการกู้เงินระยะสั้นในต่างประเทศที่ดอกเบี้ยถูกกว่าในไทย แต่มาปล่อยเป็นสินเชื่อระยะยาว (ช่วงที่ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารสูงถึง 10% ต่อปี) ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ก็บูมขึ้นจากการแห่เก็งกำไรช่วงนั้นถือว่าแบงก์ปล่อยกู้ง่ายกว่าทุกวันนี้ โดยค่าเงินบาทจะกำหนดไว้ที่ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
แต่เศรษฐกิจไทยมีปัญหาที่อั้นไว้หลายด้าน เมื่อเจอการโจมตีค่าเงินบาทจากนักลงทุนต่างชาติก็เจ็บตัวหนัก โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยอธิบายเหตุการณ์นี้ไว้ว่า
ในการโจมตีค่าเงินบาท กลุ่มนักลงทุนเน้นทำลายความเชื่อมั่นของค่าเงิน โดยอาศัยปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศที่อ่อนแอ (การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจำนวนมาก การมีหนี้ระยะสั้นสูงเมื่อเทียบกับเงินสำรองระหว่างประเทศ) มาสร้างกระแสเพื่อให้เกิดข่าวลือว่าจะมีการลดค่าเงินบาท เมื่อตลาดเชื่อข่าวลือก็ทำให้มีการขายเงินบาทหนีไปถือเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นจำนวนมาก
ธปท. จึงนำเงินทุนสำรองทางการถึง 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 2 ใน 3 ของเงินสำรองทั้งหมดมาใช้เพื่อปกป้องค่าเงินบาทจนทำให้เงินสำรองทางการเหลืออยู่เพียง 2,850 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับปลายปี 2539 ที่มีถึง 38,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่สุดท้ายการอุดรูรั่วยิ่งทำได้ยากขึ้นจน 2 ก.ค. 2540 ธปท. ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท จาก 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ บางช่วงทะลุ 55 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เรียกว่าใครที่มีหนี้เป็นดอลลาร์สหรัฐ เมื่อคิดเป็นเงินไทยก็ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นเกิน 2 เท่า ช่วงนั้นมีทั้งข่าวธนาคารล้มจนต้องหาทางรอดผ่านการควบรวมกัน ไปจนถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ฟองสบู่แตก
ฝั่งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หรือตลาดหุ้นไทยเคยเจอผลกระทบอย่างรุนแรง ช่วงก่อนจะเกิดต้มยำกุ้งดัชนี SET Index เคยไปสูงถึง 1,789.16 จุดในช่วงปี 2537 แต่หลังจากเกิดการลอยตัวค่าเงินบาทในช่วง ก.ค. 2540 ดัชนีก็พุ่งต่ำลงมาอยู่ที่ 204.59 จุด ในเดือน ก.ย. 2541 นักลงทุนต่างเจ็บหนักและการฟื้นตัวไม่ได้เร็วนัก เพราะวิกฤตครั้งนี้ส่งผลกระทบในวงกว้าง
ถ้าถามว่าตลาดหุ้นไทยหรือ SET Index ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะทะลุจุดสูงสุดเดิม คำตอบคือ 24 ปี คือกลับมายืนเหนือ 1,789.16 จุดในช่วงเดือน ม.ค. 2561 (30 มิ.ย. 2569 ปิดดตลาดที่ 1,588.23 จุด)
แม้ภาพรวมตลาดหุ้นไทยอาจใช้เวลานานในการฟื้นตัว แต่ถือเป็นช่วงที่เกิดนักลงทุนสายเน้นคุณค่า (VI) เติบโตมามากมายหนึ่งในนั้นคือ ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ที่มีพอร์ตหลักหมื่นล้านมาจากการคัดเลือกหุ้นคุณภาพที่ราคาร่วงลงจากปัจจัยชั่วคราว นี่อาจสะท้อนว่าในวิกฤตยังมีโอกาสเสมอ อยู่ที่การศึกษาข้อมูลต่างๆ ให้ชัดเจน
แน่นอนว่าหลังเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งทำให้กฎเกณฑ์ในธุรกิจการเงิน ตลาดหุ้นเข้มข้นขึ้นมาก จนเห็นเกณฑ์เรื่องการตั้งสำรองฯ, การคุ้มครองเงินฝาก ไปจนถึงการกำหนด Circuit Breaker หรือตลาดฯ สั่งหยุดทำการซื้อขายโดยอัตโนมัติเป็นการชั่วคราว ฯลฯ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากวิกฤต
ในส่วนของชีวิตคนทั่วไป เราอาจเห็นได้ชัดที่หลังวิกฤตโควิด-19 คนเริ่มรัดเข็มขัด วางแผนการเงิน หรือจัดสรรเงินสำรองฉุกเฉินให้พร้อมรับมือเมื่อเจอเรื่องไม่คาดคิด ดังนั้นเมื่อเราไม่อาจห้ามวิกฤตระดับประเทศได้ เราอาจต้องกระจายความเสี่ยงให้รอบด้านเพื่อให้เราก้าวข้ามทุกวิกฤตไปได้อย่างปลอดภัยและมั่นคง
อ้างอิงข้อมูล: ธนาคารแห่งประเทศไทย, บล. บัวหลวง, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney