
บรรยากาศการลงทุนที่เพิ่งผ่อนคลายลงหลังตลาดทั่วโลกตอบรับความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน กลับอยู่ในภาวะเปราะบางอีกครั้ง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มกลับมาร้อนแรง
ความไม่แน่นอนดังกล่าวส่งผลให้โบรกเกอร์หลายแห่ง ออกมาแนะนำให้นักลงทุนกลับเข้าสู่โหมด “ลดความเสี่ยง” มากขึ้น เนื่องจากตลาดยังต้องเผชิญทั้งความเสี่ยงจากสงคราม และแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้น
โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดกำลังรอติดตามตัวเลขเงินเฟ้อ และความคืบหน้าของการเจรจาทางการทูต ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสามารถยุติความขัดแย้งได้อย่างถาวรหรือไม่
สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ดูเหมือนจะเริ่มผ่อนคลาย กลับมาสร้างความกังวลให้กับตลาดโลกอีกครั้ง หลังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่สวิตเซอร์แลนด์ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจนได้ ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ พร้อมกลับมาใช้ปฏิบัติการทางทหาร หากการเจรจาล้มเหลว
อีกด้านหนึ่ง ความกังวลเรื่องการขนส่งน้ำมันก็กลับมาเป็นประเด็นสำคัญ หลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก ขณะที่การสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนยังดำเนินต่อไป
อย่างไรก็ตาม เริ่มมีสัญญาณบวกให้เห็นบ้าง หลังมีรายงานว่าเรือพาณิชย์บางส่วนสามารถกลับมาผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ แม้ยังมีเรืออีกจำนวนมากที่รออยู่ในพื้นที่เสี่ยง
ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ตลาดการเงินกลับมาอยู่ในโหมดระมัดระวังอีกครั้ง นักลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่มั่นใจว่าสถานการณ์จะคลี่คลายได้ในเร็วๆ นี้ และยังกังวลว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้ออาจกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลก
ทำให้ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะหากความขัดแย้งลุกลามมากขึ้น ก็อาจส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกในระยะต่อไป
ฝ่ายวิจัยฯ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ตลาดหุ้นโลกกำลังกลับมาเผชิญแรงกดดันจากทั้งความเสี่ยงด้านสงครามและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้น หลังสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่านกลับมาตึงเครียดเหนือความคาดหมาย ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง และเพิ่มความกังวลต่อเงินเฟ้อรอบใหม่ ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับขึ้นสู่ระดับ 4.52%
สำหรับตลาดหุ้นไทย แม้ก่อนหน้านี้จะมีความหวังว่าสงครามจะคลี่คลาย แต่ดัชนีปรับตัวลงต่อเนื่อง 5 วันติดต่อกัน พร้อมกับ Fund Flow ต่างชาติไหลออก สะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติยังไม่ได้กลับมาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนอย่างจริงจัง
จึงยังมีความเสี่ยงที่ตลาดจะถูกกดดันหากบรรยากาศลงทุนทั่วโลกกลับเข้าสู่ภาวะลดความเสี่ยงอีกครั้ง
ดังนั้น กลยุทธ์ที่แนะนำคือเข้าสู่โหมดลดความเสี่ยง (De-risking) โดยเน้น 3 กลุ่ม ได้แก่
ด้าน บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังไม่ราบรื่น และยังต้องใช้เวลาในการหาข้อสรุป ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในลักษณะไซด์เวย์เพื่อรอปัจจัยใหม่ โดยประเมินกรอบดัชนีสัปดาห์นี้ไว้ที่ 1,550-1,590 จุด
กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำเลือกลงทุนในหุ้นที่ปรับตัวลงลึกในช่วงก่อนหน้า เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้าอย่าง BGRIM หุ้นท่องเที่ยว BA และ CENTEL รวมถึง HMPRO, CPALL, CRC และ SCC ยังคงมีความน่าสนใจ อยู่เช่นเดิม
ขณะที่หุ้นธนาคาร ในสัปดาห์นี้ต้องรอดูว่าผลประชุม กนง. ในวันที่ 24 มิถุนายนนี้ จะออกมาในแบบใด
ด้านบทวิเคราะห์ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ เช้านี้ประเมินว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มผันผวนในกรอบ 1,550-1,620 จุด โดยอัปไซด์ของตลาดยังถูกจำกัดจากท่าทีเข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐฯ รวมถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตะวันออกกลาง แต่คาดว่าจะเริ่มเห็นเม็ดเงินหมุนเข้าสู่หุ้นกลุ่มเศรษฐกิจจริง (Real Sector) ที่ยังขึ้นช้ากว่ากลุ่ม (Laggard) เพื่อช่วยประคองตลาด
กลยุทธ์หลักยังคงแนะนำ “Selective Buy” ผ่าน 3 ธีม ได้แก่
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้