
เตือน “เทรดสั้น - All In” เสี่ยงสูง หากผิดทางอาจเสียหายหนัก กูรู แนะกระจายการลงทุนและสร้างความมั่งคั่งอย่างค่อยเป็นค่อยไป
กระแสข่าวการเข้าตรวจค้นเครือข่ายลงทุนผิดกฎหมายของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และการยึดทรัพย์สินมูลค่าหลายสิบล้านบาท กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ ซึ่งในส่วนของคดีความและการดำเนินการกับธุรกิจ Forex ผิดกฎหมาย หรือโบรกเกอร์เถื่อนนั้น ก็กำลังดำเนินไปตามกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
แต่อีกด้านหนึ่ง เรื่องที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน คือแนวคิดการลงทุนที่ถูกนำเสนอผ่านโซเชียลมีเดียของโค้ชสอนเทรดและอินฟลูเอนเซอร์สายการเงินบางราย โดยเฉพาะการเทรดระยะสั้น การใช้ Leverage สูง และการทุ่มเงิน "All In" เพื่อหวังผลตอบแทนก้อนใหญ่ในเวลาอันรวดเร็ว จนหลายคนเชื่อว่านี่อาจเป็นทางลัดสู่ความร่ำรวย
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสินทรัพย์นั้นจะเป็นหุ้น ทองคำ คริปโทเคอร์เรนซี หรือค่าเงิน การลงทุนแบบ All In ล้วนมีจุดร่วมเดียวกัน คือการกระจุกความเสี่ยงไว้ในที่เดียว จนการตัดสินใจผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจสร้างความเสียหายอย่างรุนแรง เพราะในโลกของการลงทุน ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ถูกต้อง 100%
หลายคนอาจเคยมีช่วงเวลาที่มั่นใจกับสินทรัพย์หรือโอกาสบางอย่างมากจนอยาก "ใส่หมดหน้าตัก" แต่สิ่งที่นักลงทุนมืออาชีพส่วนใหญ่มักหลีกเลี่ยง คือการนำเงินทั้งหมดไปเดิมพันกับสินทรัพย์เดียว
เพราะหากขาดทุน 50% นักลงทุนจะต้องทำกำไรกลับถึง 100% เพื่อให้พอร์ตกลับมาอยู่ที่จุดเดิมอีกครั้ง
กรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และหัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นกับ Thairath Money ว่า การลงทุนแบบทุ่มสุดตัวหรือ "All In" ถือเป็นความเสี่ยงอย่างมากในการลงทุน เพราะในโลกของการลงทุนนั้น มีความผันผวนเกิดขึ้นเสมอ
การนำเงินทั้งหมดไปกระจุกไว้ที่สินทรัพย์เดียว หากเกิดความผันผวนรุนแรง ความเสียหายต่อพอร์ตการลงทุนก็จะมหาศาล ยิ่งไปกว่านั้น ความเสียหายจะยิ่งทวีคูณหากเป็นการเทรด All in ที่มีการใช้ Leverage หรือการกู้ยืมเงินมาลงทุนร่วมด้วย
เพราะหากคาดการณ์ผิดพลาด มูลค่าการขาดทุนจะลุกลามลึกไปกว่าเงินต้นที่มีอยู่ตามอัตราส่วนของการกู้ยืมนั้น
กรภัทร ชี้ให้เห็นว่า แม้เรื่องของการ All in จะฟังดูหวือหวาและน่าตื่นเต้น แต่มันมักมาพร้อมกับความเสี่ยงสูง วิธีการนี้อาจไม่ได้เหมาะกับคนทั่วไป แต่เป็นแนวทางเฉพาะตัวสำหรับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ สามารถติดตามเกาะติดสถานการณ์ตลาดได้อย่างใกล้ชิด และมีความสามารถในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่สูงมากเท่านั้น
ในโลกความเป็นจริง นักลงทุนอาจไม่ได้มีเวลาว่างพอที่จะเฝ้าหน้าจอติดตามการลงทุนได้ตลอดเวลา เมื่อเจอกับความผันผวนของตลาดแล้วไม่สามารถบริหารจัดการได้ทันท่วงที การลงทุนแบบ All in อาจสร้างความเสียหายร้ายแรงได้
แทนที่จะไล่ล่าผลตอบแทนระยะสั้นบนความเสี่ยงที่สูงลิบ กรภัทร แนะนำว่า การสร้างโครงสร้างพอร์ตแบบ "กระจายการลงทุน" เป็นทางเลือกที่ดีและอาจให้ผลลัพธ์ในระยะยาวที่ดีกว่า
เพราะการลงทุนย่อมมีวัฏจักร หรือ Cycle ที่ดีและแย่สลับกัน การกระจายสินทรัพย์จะช่วยถ่วงดุลผลตอบแทน เมื่อมีสินทรัพย์บางตัวผลงานแย่ ก็ยังมีสินทรัพย์ตัวอื่นที่ผลงานดีคอยพยุงพอร์ตเอาไว้
สำหรับนักลงทุนรายย่อยทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นหรือยังไม่ได้มีความเชี่ยวชาญมากนัก กรภัทร แนะนำให้เลือกลงทุนผ่าน "กองทุนรวม" เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ
พร้อมแนะนำ โครงสร้างพอร์ตการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับมุมมองระยะยาว ไว้ดังนี้
“นักลงทุนควรเน้นการค่อยๆ เติบโตไปกับการลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาว ซึ่งเป็นแนวทางที่มั่นคงกว่า พร้อมทั้งหมั่นศึกษาและเรียนรู้เรื่องการลงทุนเพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ” กรภัทร กล่าวทิ้งท้าย
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้