
SpaceX สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่กลับถูกมองว่าเป็นหุ้นมีมแห่งยุค AI เมื่อนักลงทุนซื้อเพราะวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้ง จนแทบจะไม่สนผลประกอบการและการทำกำไร ส่งผลให้เกิด “หุ้นมีมแห่งยุค AI” ที่วิธีการประเมินมูลค่าแบบดั้งเดิมเริ่มใช้ไม่ได้กับบริษัทยักษ์ใหญ่มูลค่าหลักล้านล้านในตลาดตอนนี้
ย้อนกลับไปในช่วงโควิด-19 ระบาดหนัก ตลาดหุ้นเคยได้รับผลกระทบมาจากความบ้าคลั่งของ “หุ้นมีม” หรือ “Meme Stock” มาแล้วครั้งหนึ่ง จนถึงขั้นที่เฮดจ์ฟันด์ชื่อดังหลายแห่งต้องปิดตัวลง แต่จากรายงานของ Bloomberg ชี้ว่า เหตุการณ์ตอนนั้นเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ในยุค Agentic AI
บทความหนึ่งของ Bloomberg เขียนโดย Shuli Ren อดีตที่ปรึกษาด้านการลงทุน นักวางแผนการงานและคอลัมนิสต์ ให้ความเห็นที่ระบุถึงการกำเนิดขึ้นมาของ “หุ้นมีมยุค AI” ที่แตกต่างกันสิ้นเชิงกับยุคก่อนหน้าตรงที่บริษัทเหล่านี้ไม่ได้เป็นบริษัทที่กำลังดิ้นรนเอาตัวรอด แต่เป็นบริษัทที่มีมูลค่าหลักล้านล้านที่ใหญ่พอจะสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับตลาดหุ้นทั้งระบบได้
บริษัทขนาดใหญ่ระดับโลกนี้ โชคชะตากำลังนำพาให้กลายเป็น “หุ้นมีม” เพราะวิธีการประเมินมูลค่าแบบดั้งเดิมแทบจะนำมาใช้กับหุ้นในกลุ่มนี้ไม่ได้อีกแล้ว
SpaceX ที่การประเมินแนวโน้มกำไรแทบจะไม่มีความหมาย เพราะตามเอกสารที่บริษัทยื่นต่อ SEC ก่อนเข้าตลาดนั้นระบุไว้ชัดเจนว่า บริษัทจะไม่ทำกำไรไปอีกสักระยะ แถมยังต้องใช้เงินลงทุนอีกมหาศาล แต่การลงทุนที่เกิดขึ้นกับ SpaceX นั้น นักลงทุนไม่ได้ซื้อเพราะผลประกอบการ แต่ซื้อเพราะความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ Elon Musk ที่กำลังขายให้กับตลาด
นักลงทุนจำนวนมากยอมจ่ายเงินเพื่อ “Musk Premium” คาดหวังที่จะได้ผลตอบแทนมหาศาลจากความเชื่อมั่นในตัว Musk เช่นเดียวกับนักลงทุนรุ่นก่อนที่ได้ผลตอบแทนจาก Tesla นั่นเอง
ในฝั่งของตลาดเกาหลีใต้ก็มีบริษัทที่เผชิญกับสถานะแบบนี้เช่นกัน ทั้ง Samsung Electronics และ SK Hynix เป็นอีกตัวอย่างของบริษัทที่ประเมินมูลค่าได้ยาก เนื่องจากธุรกิจชิปหน่วยความจำเป็นอุตสาหกรรมที่มีความผันผวนสูง วัฏจักรขึ้นลงของตลาดอาจกินเวลาเพียง 2-3 ปี ทำให้ผลประกอบการและมูลค่าหุ้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว
อีกตัวอย่าง Samsung ที่เคยซื้อขายที่ระดับ 26 เท่าของกำไรล่วงหน้า (Forward Earnings) ในช่วงต้นปี 2023 ก่อนที่มูลค่าดังกล่าวจะร่วงลงเหลือเพียง 8 เท่าในเวลาเพียงประมาณ 1 ปีครึ่งต่อมา และเมื่อไม่มีมูลค่าที่เหมาะสม หรือ Fair Value ทำหน้าที่เป็นจุดยึดเหนี่ยว กลไกการซื้อขายเชิงเทคนิคจึงกลายเป็นผู้กำหนดทิศทางตลาดแทน
หนึ่งในคำศัพท์ที่กำลังได้รับความนิยมในเวลานี้ คือ “Gamma Squeeze” ซึ่งหมายถึงการพุ่งขึ้นของหุ้นอย่างรุนแรงและรวดเร็วผิดปกติ โดยเกิดจากการเก็งกำไรฝั่งขาขึ้น ที่ต้องรีบซื้อหุ้นอ้างอิงจำนวนมหาศาลเพื่อป้องกันความเสี่ยงในตลาด Options
กลไกของสิ่งนี้ คือ เมื่อผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) ขาย Call Option ให้กับนักลงทุน ฝั่งผู้ดูแลสภาพคล่องก็จำเป็นที่จะต้องซื้อหุ้นจริงเพื่อป้องกันความเสี่ยง ส่งผลให้เกิดแรงซื้อเพิ่มขึ้น และผลักดันให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นไปอีก และสำหรับ Call Option สิ่งนี้คือ สัญญาที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนมีสิทธิซื้อหุ้นหรือสินทรัพย์อ้างอิงในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า แต่หากภายหลังเห็นว่าไม่คุ้มค่า นักลงทุนก็สามารถเลือกไม่ใช้สิทธินั้นได้
สำหรับ SpaceX สัญญา Call Option ที่อ้างอิงกับหุ้นบริษัทเพิ่งเริ่มเปิดซื้อขายอย่างเป็นทางการในวันอังคารที่ผ่านมา และมีการซื้อขาย Call Option เกือบ 1 ล้านสัญญา โดยปริมาณส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในสัญญาที่จะหมดอายุในวันพฤหัสบดีนี้ และสิ่งนี้อาจเป็นหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้ช่วงหนึ่ง SpaceX มีมูลค่าตลาดแซงหน้า Amazon ไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม อีกปัจจัยสำคัญ คือ Free Float หรือสัดส่วนหุ้นที่อยู่ในมือนักลงทุนรายย่อยที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดของ SpaceX มีเพียง 7.5% เท่านั้น ขณะที่ Amazon มี Free Float สูงถึง 91.8% ทำให้เมื่อมีหุ้นให้ซื้อขายจริงในตลาดน้อย การไหลเข้าของเม็ดเงินจำนวนมากจึงสามารถผลักดันราคาหุ้นขึ้นได้ง่ายกว่าบริษัทที่มีหุ้นหมุนเวียนจำนวนมาก
จำนวน Call Option คงค้าง (Open Interest) ของ Samsung และ SK Hynix เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเปิดตัวกองทุน ETF แบบเลเวอเรจที่อ้างอิงหุ้นรายตัว (Leveraged Single-Stock ETF)
ซึ่งกองทุนเหล่านี้จำเป็นต้องปรับสมดุลพอร์ตการลงทุนทุกวันผ่านการใช้อนุพันธ์ ส่งผลให้การปรับสมดุลดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนถึงประมาณ 60-70% ของมูลค่าการซื้อขายหุ้น SK Hynix ทั้งหมด
ทั้งนี้ หุ้นมีมระดับล้านล้านดอลลาร์เหล่านี้ก็สามารถสร้างความเสียหายได้เช่นกัน โดยเมื่อการซื้อขายอนุพันธ์ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในเกาหลีใต้ ความผันผวนของดัชนี Kospi ก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก พร้อมกันนี้การลงทุนจำนวนมากเริ่มถูกบังคับขาย (Forced Liquidation) ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่านักลงทุนรายย่อยที่มีประสบการณ์น้อยกำลังเข้าไปเล่นในเกมที่มีความเสี่ยงสูง โดยที่ยังไม่เข้าใจกลไกทั้งหมด
ปัญหา คือ ปัจจุบันกระแสดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงหุ้นรายตัวอีกต่อไป แต่ได้แพร่กระจายไปยังสินทรัพย์ทั้งกลุ่ม
ตัวอย่างเช่น ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ทั้งหมดได้รับผลกระทบ เนื่องจาก Samsung และ SK Hynix มีน้ำหนักรวมกันคิดเป็นประมาณ 15% ของดัชนีอ้างอิง MSCI Emerging Markets ขณะที่ SpaceX ก็คาดว่าจะถูกรวมในดัชนี Nasdaq 100 ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้
แนวทางหนึ่ง คือ การหลีกเลี่ยงและไม่ตกเป็นเหยื่อของความโลภจากความสำเร็จของคนอื่น เพราะไม่มีใครอยากเป็นคนสุดท้ายที่ถือหุ้นอยู่ตอนฟองสบู่แตก
ท้ายที่สุดแล้ว กระแสเก็งกำไรในหุ้นมีมรอบนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนโดยนักลงทุนรายย่อยเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับแรงสนับสนุนจากเครื่องจักรทางการเงินอันทรงพลังของ Wall Street ที่นำชื่อเสียงของตัวเองมาเป็นเครื่องรับรองมูลค่าหุ้นที่ดูเหมือนจะท้าทายทุกพลังในโลกนี้
นอกจากนี้เพื่อช่วยขายหุ้น Morgan Stanley เองถึงกับคาดการณ์ว่า รายได้ของ SpaceX อาจพุ่งแตะ 3.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2040 ด้านนักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จำนวนมากก็ออกมาสนับสนุนแนวคิดเรื่อง “AI Supercycle” หรือวัฏจักรการเติบโตครั้งใหญ่ที่ขับเคลื่อนโดยปัญญาประดิษฐ์
มุมมองเชิงบวกเหล่านี้ทำให้นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากรู้สึกว่าหุ้นอย่าง SpaceX ยังคงเป็นของถูก และยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก เหล่านี้เองทำให้ “หุ้นมีมยุค AI” แตกต่างจากเรื่องราวของ “หุ้นมีมในอดีต” ตรงที่มี Wall Street ช่วยสร้างเรื่องราวและเหตุผลจนทำให้มูลค่ามหาศาลนี้ดูสมเหตุสมผลขึ้นมาทันที
ช่วงท้ายของบทความ Shuli Ren ระบุว่า “วันนี้หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่า SpaceX จะสามารถ Data Center บนอวกาศได้จริงในอนาคต หรือไม่เชื่อว่าชิปหน่วยความจำจะขาดแคลนต่อเนื่องไปจนถึงปลายทศวรรษนี้ แต่ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนก็ คือ ยุคแห่ง Trillion-dollar Hype ได้มาถึงแล้ว และกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดการเงินทั่วโลก”
ที่มา: Bloomberg
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney