Multipolar Currency System คืออะไร?  ทำไมนักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตา เมื่อดอลลาร์ถูกท้าทายมากขึ้น

Investment

Stocks

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

Multipolar Currency System คืออะไร?  ทำไมนักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตา เมื่อดอลลาร์ถูกท้าทายมากขึ้น

Date Time: 18 มิ.ย. 2569 11:42 น.

Video

ลงทุน VS ปิดหนี้  เลือกทางไหนให้เงินงอกเงยเร็วที่สุด? | Money Issue EP.60

Summary

ยุคดอลลาร์ครองโลก กำลังถูกท้าทาย Multipolar Currency System คืออะไร? ทำไมนักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตา เมื่อพลังแฝงของ "เงินหยวน" อาจไม่ต้องรอเปิดเสรี

Latest


บทบาทของเงินดอลลาร์สหรัฐ ในฐานะศูนย์กลางระบบการเงินโลก กำลังเผชิญความท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจาก นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินระหว่างประเทศหลายราย ประเมินตรงกันว่า โลกกำลังค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่ "Multipolar Currency System" หรือระบบการเงินที่มีหลายสกุลเงินหลักทำหน้าที่ร่วมกัน แทนการพึ่งพาดอลลาร์เพียงสกุลเดียวเหมือนในอดีตแล้ว 

หนึ่งในแรงขับสำคัญมาจากการขยายบทบาทของ "เงินหยวน" ที่ถูกใช้มากขึ้นในการค้าระหว่างประเทศ การชำระค่าสินค้าโภคภัณฑ์ และการลงทุนข้ามพรมแดน ขณะที่หลายประเทศเริ่มมองหาทางเลือกใหม่เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเงินสกุลเดียว ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกที่รุนแรงขึ้น

เกิดคำถามสำคัญที่ว่า เมื่อโลกกำลังเข้าสู่ระเบียบการเงินแบบใหม่ที่ดอลลาร์ ยูโร และหยวน จะมีบทบาทร่วมกันมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลต่อนักลงทุนและผู้ประกอบการไทยอย่างไรบ้าง ?

พลังแฝงของ "เงินหยวน" ที่ไม่ต้องรอเปิดเสรี

แม้หลายคนยังคงเชื่อมั่นว่า เงินหยวนไม่มีทางขึ้นมาแทนที่ดอลลาร์ได้ ตราบใดที่จีนยังคุมเข้มเรื่องเงินไหลเข้าออก และยังไม่ยอมเปิดเสรีบัญชีทุนแบบ 100%

แต่ล่าสุด Zhu Min อดีตรองกรรมการผู้จัดการ IMF ออกมาดับเบิ้ลเช็กความเชื่อนี้ว่า “ไม่จำเป็นเลย” เงินหยวนไม่จำเป็นต้องรอให้แลกเปลี่ยนได้อย่างเสรีเต็มรูปแบบก่อน ถึงจะก้าวขึ้นมามีบทบาทนำในโลกได้ เพราะตอนนี้ IMF ก็บรรจุเงินหยวนไว้ในตะกร้าสกุลเงินสำรองหลัก (SDR) สูงถึง 12.48% แล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนการยอมรับจากทั่วโลกอย่างชัดเจน

ส่วนคำถามที่ว่า จีนเอาความมั่นใจมาจากไหน ว่าจะดันเงินหยวนไปสู่ระดับโลกได้ ? นี่คือ ภาคการเงินจริงที่จีนเป็น...

  • ประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของโลก
  • ผู้นำเข้าน้ำมันดิบเบอร์หนึ่ง
  • ผู้บริโภคสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ ทั้งทองแดง แร่เหล็ก และถั่วเหลือง

จะเห็นได้ว่า เมื่อจีนเป็นผู้ซื้อและผู้ผลิตรายใหญ่ (สัดส่วนการผลิตภาคอุตสาหกรรมล่อไปเกือบ 1 ใน 3 ของโลก) จีนจึงมีเพาเวอร์มากพอที่จะบอกคู่ค้าว่า "จากนี้ไป ขอจ่ายค่าสินค้าและพลังงานด้วยเงินหยวน"

รู้จัก "Multipolar System" เทรนด์ใหญ่ที่กำลังเปลี่ยนเกมการลงทุน

นอกจากเรื่องการค้าแล้ว อีกหนึ่งตัวเร่งชั้นดีคือ "ภูมิรัฐศาสตร์ความขัดแย้ง" และเหตุการณ์ความไม่แน่นอนในจุดยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบฮอร์มุซ ที่ผ่านมามันสะท้อนให้หลายประเทศเห็นแล้วว่า การพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐในระบบการค้าน้ำมัน (Petrodollar) เพียงสกุลเงินเดียว มันมีความเปราะบางและเสี่ยงเกินไป

นี่คือเหตุผลที่หลายประเทศเริ่มหันไปหา "สกุลเงินทางเลือก" ในการชำระค่าน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์

ผู้เชี่ยวชาญ อย่าง Marc Uzan ผู้อำนวยการบริหารของ Reinventing Bretton Woods Committee คาดการณ์ว่า ระบบการเงินโลกในอนาคตกำลังมุ่งหน้าสู่รูปแบบที่เรียกว่า "Multipolar Currency System" หรือ ระบบที่ประกอบด้วยหลายสกุลเงินหลัก

ต่อจากนี้จะไม่มีใครผูกขาดคนเดียว แต่ ดอลลาร์สหรัฐ, ยูโร และเงินหยวน จะแชร์บทบาทร่วมกัน รวมถึงสกุลเงินสำคัญในแต่ละภูมิภาคด้วย ซึ่งในมุมหนึ่ง ก็จะช่วยเพิ่มความหลากหลายและสร้างเสถียรภาพให้ระบบการเงินโลกในระยะยาว

แล้วจีนรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร? 

การจะเป็นสกุลเงินโลกได้ ตลาดการเงินต้อง "ลึก" และมีสภาพคล่องพอ ล่าสุดกระทรวงการคลังจีนเตรียมบุกตลาดโลกด้วยการออกพันธบัตรรัฐบาลสกุลเงินหยวนในฮ่องกง (Offshore RMB Bonds) รวมมูลค่าสูงถึง 84,000 ล้านหยวนในปี 2569 นี้ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้นักลงทุนทั่วโลกใช้เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในการเก็บรักษามูลค่า

แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับนักลงทุน?

ส่วนเหตุผลที่นักลงทุนทั่วโลกจับตา Multipolar Currency System ไม่ใช่เพราะเชื่อว่าเงินหยวนจะโค่นดอลลาร์ในวันพรุ่งนี้ แต่เป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของ "สกุลเงินหลักของโลก" มักส่งผลต่อทิศทางการไหลของเงินทุน สินทรัพย์ปลอดภัย และผลตอบแทนการลงทุนในระยะยาว

ในอดีต เมื่อดอลลาร์เป็นศูนย์กลางของระบบการเงินโลก เงินทุนส่วนใหญ่จึงไหลเข้าสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ หุ้นสหรัฐ หรือเงินฝากดอลลาร์ ทำให้สหรัฐสามารถดึงดูดเงินทุนจากทั่วโลกได้อย่างต่อเนื่อง แต่หากโลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่ระบบหลายขั้วมากขึ้น ภาพดังกล่าวอาจค่อย ๆ เปลี่ยนไป

ธนาคารกลางหลายประเทศอาจกระจายเงินสำรองระหว่างประเทศไปยังสกุลเงินอื่นมากขึ้น นักลงทุนสถาบันอาจเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์สกุลหยวนหรือยูโร ขณะที่ตลาดพันธบัตรและตลาดทุนของประเทศต่าง ๆ จะมีบทบาทมากขึ้นในการแข่งขันดึงดูดเงินทุนจากทั่วโลก

เมื่อโลกไม่ได้หมุนรอบดอลลาร์เพียงสกุลเดียว นักลงทุน-ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวอย่างไร?

ขณะที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ของไทย ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจและใกล้ตัว ว่า แม้เงินหยวนจะเติบโตดีแค่ไหน แต่ในระยะสั้น ดอลลาร์สหรัฐก็ยังคงได้เปรียบเชิงโครงสร้างและเป็นสกุลเงินหลักของโลกอยู่ดี การลดบทบาทของดอลลาร์จะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การล่มสลายในข้ามคืน

แต่สำหรับประเทศไทย จีนคือคู่ค้าอันดับหนึ่งที่เราส่งออกสินค้าหลัก ๆ ไปให้ ทั้งผลไม้สด ยางพารา เคมีภัณฑ์ และสินค้าเกษตรแปรรูป

คำแนะนำสำหรับคนทำธุรกิจ และนักลงทุนไทยจาก DITP คือ 

  1. ลดความเสี่ยงค่าเงิน: ควรเริ่มศึกษาและเปลี่ยนมาใช้ระบบชำระเงินตรงด้วย "หยวน-บาท" (Local Currency) กับคู่ค้าจีนให้มากขึ้น เพื่อลดต้นทุนจากการแปลงสกุลเงินซ้ำซ้อน และหนีความผันผวนจากเงินดอลลาร์
  2. เพิ่มความยืดหยุ่นในพอร์ต: ทั้งการถือเงินสดและการลงทุน ในเมื่อโลกกำลังมุ่งสู่ระบบหลายสกุลเงินหลัก (Multipolar) พอร์ตการลงทุนของเราก็ไม่ควรยึดติดกับสินทรัพย์ที่เป็นดอลลาร์เพียงอย่างเดียว ควรมีการกระจายความเสี่ยงไปสู่สินทรัพย์สกุลเงินอื่น ๆ เพื่อรองรับโอกาสใหม่ ๆ
  3. เกาะติดนโยบายการเงินจีน: ต้องตามดูว่าจีนจะคลายล็อกหรือเพิ่มเครื่องมือทางการเงินใหม่ ๆ อะไรออกมาอีกในตลาดเงินหยวนนอกประเทศ เพราะนั่นอาจหมายถึงช่องทางการลงทุนทำกำไรใหม่ ๆ ที่ให้ผลตอบแทนน่าสนใจ

สุดท้ายแล้ว ในโลกการเงินยุคใหม่กำลังกระจายอำนาจ ใครปรับตัวและยืดหยุ่นได้มากกว่า คือคนที่จะอยู่รอดและคว้าโอกาสได้ก่อนใครนั่นเอง 

ที่มา : กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney



Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ