
ยุคดอลลาร์ครองโลก กำลังถูกท้าทาย Multipolar Currency System คืออะไร? ทำไมนักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตา เมื่อพลังแฝงของ "เงินหยวน" อาจไม่ต้องรอเปิดเสรี
บทบาทของเงินดอลลาร์สหรัฐ ในฐานะศูนย์กลางระบบการเงินโลก กำลังเผชิญความท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจาก นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินระหว่างประเทศหลายราย ประเมินตรงกันว่า โลกกำลังค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่ "Multipolar Currency System" หรือระบบการเงินที่มีหลายสกุลเงินหลักทำหน้าที่ร่วมกัน แทนการพึ่งพาดอลลาร์เพียงสกุลเดียวเหมือนในอดีตแล้ว
หนึ่งในแรงขับสำคัญมาจากการขยายบทบาทของ "เงินหยวน" ที่ถูกใช้มากขึ้นในการค้าระหว่างประเทศ การชำระค่าสินค้าโภคภัณฑ์ และการลงทุนข้ามพรมแดน ขณะที่หลายประเทศเริ่มมองหาทางเลือกใหม่เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเงินสกุลเดียว ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกที่รุนแรงขึ้น
เกิดคำถามสำคัญที่ว่า เมื่อโลกกำลังเข้าสู่ระเบียบการเงินแบบใหม่ที่ดอลลาร์ ยูโร และหยวน จะมีบทบาทร่วมกันมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลต่อนักลงทุนและผู้ประกอบการไทยอย่างไรบ้าง ?
แม้หลายคนยังคงเชื่อมั่นว่า เงินหยวนไม่มีทางขึ้นมาแทนที่ดอลลาร์ได้ ตราบใดที่จีนยังคุมเข้มเรื่องเงินไหลเข้าออก และยังไม่ยอมเปิดเสรีบัญชีทุนแบบ 100%
แต่ล่าสุด Zhu Min อดีตรองกรรมการผู้จัดการ IMF ออกมาดับเบิ้ลเช็กความเชื่อนี้ว่า “ไม่จำเป็นเลย” เงินหยวนไม่จำเป็นต้องรอให้แลกเปลี่ยนได้อย่างเสรีเต็มรูปแบบก่อน ถึงจะก้าวขึ้นมามีบทบาทนำในโลกได้ เพราะตอนนี้ IMF ก็บรรจุเงินหยวนไว้ในตะกร้าสกุลเงินสำรองหลัก (SDR) สูงถึง 12.48% แล้ว ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนการยอมรับจากทั่วโลกอย่างชัดเจน
ส่วนคำถามที่ว่า จีนเอาความมั่นใจมาจากไหน ว่าจะดันเงินหยวนไปสู่ระดับโลกได้ ? นี่คือ ภาคการเงินจริงที่จีนเป็น...
จะเห็นได้ว่า เมื่อจีนเป็นผู้ซื้อและผู้ผลิตรายใหญ่ (สัดส่วนการผลิตภาคอุตสาหกรรมล่อไปเกือบ 1 ใน 3 ของโลก) จีนจึงมีเพาเวอร์มากพอที่จะบอกคู่ค้าว่า "จากนี้ไป ขอจ่ายค่าสินค้าและพลังงานด้วยเงินหยวน"
นอกจากเรื่องการค้าแล้ว อีกหนึ่งตัวเร่งชั้นดีคือ "ภูมิรัฐศาสตร์ความขัดแย้ง" และเหตุการณ์ความไม่แน่นอนในจุดยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบฮอร์มุซ ที่ผ่านมามันสะท้อนให้หลายประเทศเห็นแล้วว่า การพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐในระบบการค้าน้ำมัน (Petrodollar) เพียงสกุลเงินเดียว มันมีความเปราะบางและเสี่ยงเกินไป
นี่คือเหตุผลที่หลายประเทศเริ่มหันไปหา "สกุลเงินทางเลือก" ในการชำระค่าน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์
ผู้เชี่ยวชาญ อย่าง Marc Uzan ผู้อำนวยการบริหารของ Reinventing Bretton Woods Committee คาดการณ์ว่า ระบบการเงินโลกในอนาคตกำลังมุ่งหน้าสู่รูปแบบที่เรียกว่า "Multipolar Currency System" หรือ ระบบที่ประกอบด้วยหลายสกุลเงินหลัก
ต่อจากนี้จะไม่มีใครผูกขาดคนเดียว แต่ ดอลลาร์สหรัฐ, ยูโร และเงินหยวน จะแชร์บทบาทร่วมกัน รวมถึงสกุลเงินสำคัญในแต่ละภูมิภาคด้วย ซึ่งในมุมหนึ่ง ก็จะช่วยเพิ่มความหลากหลายและสร้างเสถียรภาพให้ระบบการเงินโลกในระยะยาว
แล้วจีนรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร?
การจะเป็นสกุลเงินโลกได้ ตลาดการเงินต้อง "ลึก" และมีสภาพคล่องพอ ล่าสุดกระทรวงการคลังจีนเตรียมบุกตลาดโลกด้วยการออกพันธบัตรรัฐบาลสกุลเงินหยวนในฮ่องกง (Offshore RMB Bonds) รวมมูลค่าสูงถึง 84,000 ล้านหยวนในปี 2569 นี้ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้นักลงทุนทั่วโลกใช้เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในการเก็บรักษามูลค่า
แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับนักลงทุน?
ส่วนเหตุผลที่นักลงทุนทั่วโลกจับตา Multipolar Currency System ไม่ใช่เพราะเชื่อว่าเงินหยวนจะโค่นดอลลาร์ในวันพรุ่งนี้ แต่เป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของ "สกุลเงินหลักของโลก" มักส่งผลต่อทิศทางการไหลของเงินทุน สินทรัพย์ปลอดภัย และผลตอบแทนการลงทุนในระยะยาว
ในอดีต เมื่อดอลลาร์เป็นศูนย์กลางของระบบการเงินโลก เงินทุนส่วนใหญ่จึงไหลเข้าสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ หุ้นสหรัฐ หรือเงินฝากดอลลาร์ ทำให้สหรัฐสามารถดึงดูดเงินทุนจากทั่วโลกได้อย่างต่อเนื่อง แต่หากโลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่ระบบหลายขั้วมากขึ้น ภาพดังกล่าวอาจค่อย ๆ เปลี่ยนไป
ธนาคารกลางหลายประเทศอาจกระจายเงินสำรองระหว่างประเทศไปยังสกุลเงินอื่นมากขึ้น นักลงทุนสถาบันอาจเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์สกุลหยวนหรือยูโร ขณะที่ตลาดพันธบัตรและตลาดทุนของประเทศต่าง ๆ จะมีบทบาทมากขึ้นในการแข่งขันดึงดูดเงินทุนจากทั่วโลก
ขณะที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ของไทย ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจและใกล้ตัว ว่า แม้เงินหยวนจะเติบโตดีแค่ไหน แต่ในระยะสั้น ดอลลาร์สหรัฐก็ยังคงได้เปรียบเชิงโครงสร้างและเป็นสกุลเงินหลักของโลกอยู่ดี การลดบทบาทของดอลลาร์จะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การล่มสลายในข้ามคืน
แต่สำหรับประเทศไทย จีนคือคู่ค้าอันดับหนึ่งที่เราส่งออกสินค้าหลัก ๆ ไปให้ ทั้งผลไม้สด ยางพารา เคมีภัณฑ์ และสินค้าเกษตรแปรรูป
คำแนะนำสำหรับคนทำธุรกิจ และนักลงทุนไทยจาก DITP คือ
สุดท้ายแล้ว ในโลกการเงินยุคใหม่กำลังกระจายอำนาจ ใครปรับตัวและยืดหยุ่นได้มากกว่า คือคนที่จะอยู่รอดและคว้าโอกาสได้ก่อนใครนั่นเอง
ที่มา : กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney