
เศรษฐกิจจีนกำลังส่งสัญญาณน่ากังวลมากขึ้น ประเด็นดังกล่าวไม่ได้กระทบเฉพาะจีนเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างไทย บล.เอเซีย พลัส เปิดรายชื่อ 17 หุ้นเสี่ยงกระทบ ชี้กลุ่มส่งออก-ท่องเที่ยว ต้องระวัง!
เศรษฐกิจจีนกำลังส่งสัญญาณน่ากังวลมากขึ้น หลังตัวเลขการบริโภคและภาคอสังหาริมทรัพย์ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ตามที่ตลาดคาดหวัง นักวิเคราะห์ฯ มองว่าแรงกดดันนี้ กำลังฉุดความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจจีน ส่งผลให้แนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอน
ประเด็นดังกล่าวไม่ได้กระทบเฉพาะจีนเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างไทย ทั้งในมิติการส่งออก การท่องเที่ยว และความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
รอยเตอร์ส รายงานว่า เศรษฐกิจจีนเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวชัดเจนขึ้นจากภาคการบริโภค โดยยอดค้าปลีกเดือนพฤษภาคม 2569 หดตัว 0.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน พลิกจากเดือนเมษายน 2569 ที่ยังขยายตัว 0.2%
และนับเป็นการหดตัวครั้งแรกนับตั้งแต่จีนยกเลิกนโยบาย Zero-Covid ในช่วงปลายปี 2565 สะท้อนว่าผู้บริโภคยังระมัดระวังการใช้จ่าย
ขณะที่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวร ช่วง 5 เดือนแรกของปีลดลง 4.1% แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมั่นภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
ทั้งนี้ ภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจจีน ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ โดยข้อมูลเดือนพฤษภาคม 2569 พบว่าราคาบ้านใหม่ใน 70 เมืองใหญ่ของจีนปรับลดลง 0.2% จากเดือนก่อนหน้า เร่งตัวจากเดือน เม.ย. ที่ลดลง 0.1%
ขณะที่ราคาบ้านลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 35 ติดต่อกันเมื่อเทียบรายปี สะท้อนว่ามาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ ที่รัฐบาลทยอยออกมายังไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนได้
นอกจากนี้ การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ช่วง 5 เดือนแรกของปีหดตัวถึง 16.2% ขณะที่ยอดขายและการก่อสร้างยังลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคอสังหาฯ ซึ่งเคยมีสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของเศรษฐกิจจีน กลายเป็นปัจจัยฉุดการเติบโตและกระทบต่อความมั่งคั่งของภาคครัวเรือนจีนโดยตรง
เมื่อการบริโภคและภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นสองเสาหลักของเศรษฐกิจจีนยังส่งสัญญาณอ่อนแอ ความต้องการนำเข้าสินค้า วัตถุดิบ และการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศของชาวจีนจึงมีแนวโน้มชะลอตัวตามไปด้วย
ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อหลายอุตสาหกรรมของไทยที่พึ่งพาเศรษฐกิจจีน ทั้งภาคส่งออก ท่องเที่ยว ปิโตรเคมี และยางพารา
ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า วิกฤตเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของผู้บริโภคชาวจีนที่ ระมัดระวังการใช้จ่าย และแรงสั่นสะเทือนนี้กระทบถึงระบบเศรษฐกิจไทย
เมื่อเศรษฐกิจภายในประเทศจีนชะลอตัวลง ความต้องการบริโภคสินค้าและวัตถุดิบจากประเทศไทยจึงหดตัวลงด้วย โดยสัดส่วนการค้ารวม (ส่งออกและนำเข้า) ระหว่างไทยและจีน มีมูลค่าสูงกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20-25% ของ GDP ไทย
ขณะที่การส่งออกของไทยไปยังตลาดจีน คิดเป็นสัดส่วนราว 12% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศ
ดังนั้น เมื่ออุปสงค์ในจีนลดลง สินค้าส่งออกหลักของไทย เช่น ชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ ผลไม้สด และผลิตภัณฑ์ยาง จึงได้รับผลกระทบ ซึ่งจะไปกดดันอัตราการเติบโตของ GDP ไทยให้ชะลอตัวลง
อีกทั้งไทยยังพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวจีนเป็นหลัก ซึ่งก่อนโควิดนักท่องเที่ยวจีนคิดเป็นกว่า 25% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด อาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยต่อหัวไม่เติบโตตามเป้าหมายที่ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) วางไว้
ดังนั้นกลุ่มอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทยที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ได้แก่
กลุ่มท่องเที่ยว โรงแรม และโลจิสติกส์
กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี
กลุ่มยางพารา
กลุ่มธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย
ที่มา: รอยเตอร์ส (1) (2), บล.เอเซีย พลัส
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้