
ถึงเวลาของบริษัทดาวเด่นกลุ่มใหม่ รู้จัก FAB 10 ที่จะเข้ามาแทนที่ Magnificent Seven หรือ 7 นางฟ้าในอนาคตอันใกล้นี้ หลังหุ้นบริษัทกลุ่ม AI มาแรงอย่างมาก โดยเฉพาะ SpaceX ที่เข้าตลาดวันแรกก็มียอดซื้อขายมหาศาล นอกจากนี้ ตลาดยังจับตารอ OpenAI และ Anthropic สองบริษัท AI ที่จะเข้าร่วมกลุ่ม และคาดว่าจะ IPO ภายในปีนี้
ถึงเวลาที่จะต้องตั้งนิยามใหม่ให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยี หลังนักลงทุนรายย่อยแห่ซื้อหุ้น SpaceX อย่างล้นหลามตั้งแต่เข้าตลาดหุ้นวันแรกเมื่อวันที่ 12 ที่ผ่านมา และยังตั้งตารอการเข้าตลาดหลักทรัพย์ของอีก 2 บริษัท AI เจ้าใหญ่อย่าง OpenAI และ Anthropic ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีนี้ เพื่อสะท้อนอิทธิพลของบริษัท AI และบิ๊กเทครุ่นใหม่
ข้อมูลจาก Vanda Research ระบุว่า นักลงทุนรายย่อยมียอดซื้อสุทธิหุ้น SpaceX สูงถึง 117 ล้านดอลลาร์สหรัฐในวันแรกของการซื้อขาย หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 56% ของยอดซื้อหุ้นทั้งหมดของนักลงทุนรายย่อยในตลาดหุ้นสหรัฐฯ วันนั้น
ตามรายงานของ Reuters เมื่อวันจันทร์ ระบุว่า นักลงทุนรายย่อยได้รับการจัดสรรหุ้น SpaceX ประมาณ 20% ของมูลค่าการเสนอขายหุ้นทั้งหมดที่ 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ IPO ทั่วไป ส่วนกองทุนเฮดจ์ฟันด์ได้รับ 10% และนักลงทุนสถาบันที่ถือหุ้นระยะยาวได้รับสัดส่วนมากที่สุดที่ 70%
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการซื้อสุทธิ 117 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่ Vanda ระบุนั้น เป็นคนละส่วนกับการจัดสรรหุ้น IPO โดยตรง เนื่องจากหุ้นจำนวนมากถูกจัดสรรผ่านบริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (Brokerage) ต่าง ๆ
สิ่งที่น่าสนใจคือ กระแสความนิยมดังกล่าวเกิดขึ้นกับ SpaceX โดยเฉพาะ ไม่ได้หมายความว่านักลงทุนรายย่อยกลับมาเก็งกำไรหุ้นรายตัวทั่วทั้งตลาดอย่างคึกคัก ในทางตรงกันข้าม Vanda พบว่า ยอดซื้อสุทธิของหุ้นรายตัวทั้งหมดของนักลงทุนรายย่อยในสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ที่เพียง 209.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020
ความร้อนแรงของ SpaceX สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่นักลงทุนกำลังมุ่งความสนใจไปยังบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนผลตอบแทนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ
การเข้ามาของ SpaceX รวมถึงการเตรียมเข้าตลาดของผู้พัฒนา AI ระดับแนวหน้าอย่าง OpenAI และ Anthropic กำลังทำให้นิยามของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำต้องเปลี่ยนไป
เดิมทีนักลงทุนรู้จักกลุ่ม “Magnificent Seven” ซึ่งประกอบด้วย
แต่วันนี้ บริษัทดาวเด่นอาจไม่ได้มีสมาชิกเพียง 7 บริษัทอีกต่อไป
Vanda ระบุว่า หากช่วงหลายปีที่ผ่านมาเป็นยุคของ Magnificent Seven วันศุกร์ที่ผ่านมาอาจเป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่านักลงทุนกำลังเริ่มให้ความสำคัญกับสิ่งที่เราเรียกว่า “FAB 10” หรือ “Frontier AI & Big Tech 10”
กลุ่ม FAB 10 ประกอบด้วยสมาชิก Magnificent Seven เดิม บวกกับ
แม้ OpenAI และ Anthropic จะยังไม่ได้เข้าตลาดหุ้น แต่มีแนวโน้มชัดเจนว่าทั้งสองบริษัทจะ IPO ภายในปีนี้ ด้วยมูลค่ากิจการระดับหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
Vanda มองว่า “บริษัทเหล่านี้รวมกันคืออนาคตของเทคโนโลยีและ AI ที่จะกำหนดทิศทางของโลกในอีก 10 ปีข้างหน้า”
เมื่อวันจันทร์ที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา นับว่าเป็นวันแรกที่มีการซื้อขายหุ้น SPCX แบบเต็มวัน (First Full Day Trade) หุ้นของ SpaceX ช่วงหนึ่งขึ้นไปทะลุ 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น ก่อนจะปิดวันที่ราว 192 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น หรือพุ่งขึ้นมากว่า 20% ซึ่งมีหุ้นของ SpaceX เปลี่ยนมือซื้อขายกันประมาณ 244 ล้านหุ้น
ส่วนเมื่อวันศุกร์ที่เป็นวันแรกที่เปิดซื้อขาย CNBC รายงานว่า ปริมาณการซื้อขายในวันศุกร์พุ่งสูงกว่า 500 ล้านหุ้น ซึ่งเข้าใกล้สถิติการเข้าตลาดของ Meta (ในขณะนั้นยังใช้ชื่อ Facebook) เมื่อปี 2012 ที่มีหุ้นถูกซื้อขายเกือบ 580 ล้านหุ้น ในวันแรกของการเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์
Leif Abraham ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของแพลตฟอร์มการลงทุน Public เปิดเผยกับ CNBC ว่า “เมื่อวันจันทร์ SpaceX มีปริมาณการซื้อขายบนแอปฯ สูงกว่าหุ้นอันดับสองในวันนั้นถึง 533% ซึ่งหุ้นอันดับสองคือ Nvidia”
เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า “ต่อให้รวมมูลค่าการซื้อขายของ Nvidia, Apple, Microsoft, Tesla, Meta และ Google เข้าด้วยกัน ก็ยังน้อยกว่าหุ้น SpaceX”
นอกจากนี้ หลังจากที่กลุ่มธนาคารผู้จัดจำหน่ายหุ้น IPO ของ SpaceX ได้ใช้สิทธิ Overallotment Option หรือขายหุ้นเพิ่มเติมจากจำนวนที่กำหนดไว้เดิมได้แล้ว เนื่องจากความต้องการซื้อของนักลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างล้นหลาม
จากการอัปเดตข้อมูลนักลงทุนเมื่อวันจันทร์ ระบุว่าการใช้สิทธิดังกล่าวทำให้ SpaceX สามารถระดมทุนได้รวม 85,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากวงเงินเดิมที่ 75,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกลายเป็นหนึ่งในการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรกที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดทุนโลก
นักลงทุนและนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยในวอลล์สตรีทเริ่มกังวลว่า ระดับมูลค่าของบริษัทเทคโนโลยีในปัจจุบันอาจสะท้อนภาวะฟองสบู่ หลังจากหลายบริษัททุ่มงบลงทุนมหาศาล โดยเฉพาะด้าน AI แต่ผลตอบแทนที่แท้จริงยังไม่ปรากฏชัด
นั่นหมายความว่า สมาชิกใหม่ของกลุ่ม Magnificent Seven หรือ FAB 10 กำลังเผชิญแรงกดดันอย่างมากที่จะต้องพิสูจน์ว่ามูลค่าที่ตลาดมอบให้นั้นสมเหตุสมผล
หากไม่สามารถสร้างผลประกอบการหรือการเติบโตได้ตามความคาดหวัง ก็อาจนำไปสู่การประเมินมูลค่าหุ้นเทคโนโลยีใหม่ทั้งอุตสาหกรรม
Dan Alpert หุ้นส่วนผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการของ Westwood Capital ให้ความเห็นกับ CNBC ว่า “โดยพื้นฐานแล้ว ตอนนี้ตลาดขาดแคลนโอกาสในการนำเงินทุนไปใช้ให้เกิดผลตอบแทนที่ดี
“หาก IPO ของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ที่ถูกคาดหวังอย่างสูงนั้นกลับไม่ประสบความสำเร็จ ตลาดก็จะเริ่มทบทวนมูลค่าหุ้นเทคโนโลยีทั้งหมด”
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากระแสตอบรับจากนักลงทุนรายย่อยจะมหาศาล แต่ในความเป็นจริง เงินลงทุนจากกลุ่มนี้ยังเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของดีล IPO ทั้งหมด โดยหุ้นส่วนใหญ่ยังคงตกอยู่ในมือของนักลงทุนสถาบันรายใหญ่
ก่อนการเข้าตลาด SpaceX ได้ลดสัดส่วนการจัดสรรหุ้นสำหรับนักลงทุนรายย่อยลงเหลือประมาณ 20% จากเดิมที่วางแผนไว้ 30% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการซื้อที่แข็งแกร่งจากทั้ง กองทุนเฮดจ์ฟันด์ บริษัทจัดการสินทรัพย์ นักลงทุนร่วมทุน (Venture Capital) ตลอดจนนักลงทุนสถาบันรายใหญ่
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney