
ตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่งรับความหวังสหรัฐฯ-อิหร่านเจรจาสงบศึกและเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง กดราคาน้ำมันร่วง หนุนบรรยากาศลงทุน แต่โบรกฯ เตือนหุ้นเริ่มแพงรับข่าวดีแล้ว ขณะที่ Bond Yield สูงขึ้น อาจดึงเม็ดเงินไหลจากหุ้นเข้าสู่ตราสารหนี้ในระยะถัดไป
แม้ความหวังต่อการเจรจาสงบศึกระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะช่วยปลดล็อกความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ หนุนให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นรับข่าวดีอย่างคึกคักไปก่อนหน้านี้
แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักลงทุนอาจต้องระวังความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ หลังราคาหุ้นหลายตลาดปรับขึ้นมาจนเริ่มสะท้อนปัจจัยบวกไปมากแล้ว ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้นกำลังเพิ่มความน่าสนใจให้กับสินทรัพย์ปลอดภัย
และอาจกลายเป็นแรงดึงดูดให้เม็ดเงินบางส่วนไหลออกจากตลาดหุ้นเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ในระยะต่อไป ส่งผลให้โอกาสการปรับขึ้นของหุ้นอาจเริ่มจำกัดมากกว่าที่นักลงทุนคาด
สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลายลงอย่างชัดเจน หลังมีกระแสข่าวว่าสหรัฐฯ และอิหร่านเตรียมบรรลุข้อตกลงสันติภาพและพร้อมที่จะกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งภายในสัปดาห์นี้
ซึ่งเรื่องนี้ช่วยลดความกังวลเรื่องปัญหาเงินเฟ้อและกดดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกร่วงลงอย่างหนัก โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปิดลบถึง 4.8% เนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่าจะมีอุปทานน้ำมันเข้ามาเพิ่มเติมราว 20% ของอุปทานโลก
และส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกดีดตัวตอบรับข่าวดีกันอย่างคึกคัก (ณ เวลา 10.50 น.)
ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ เปิดการซื้อขายในแดนบวก แต่แรงขายทำกำไรเริ่มกลับเข้ามากดดันตลาดในช่วงสาย ส่งผลให้ดัชนีพลิกกลับมาเคลื่อนไหวในแดนลบ โดย ณ เวลา 10.50 น. ดัชนี SET อยู่ที่ 1,589.75 จุด ลดลง 1.97 จุด หรือ -0.12%
แม้บรรยากาศการลงทุนจะดูสดใส แต่นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำต่างออกมาเตือนให้ระมัดระวังความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่
ฝ่ายวิจัยฯ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า การเข้าสู่ช่วงเจรจาสงบศึกถือเป็นสัญญาณบวกทางจิตวิทยาอย่างชัดเจน แต่ต้องระวังภาวะ "Overprice" เนื่องจากตลาดหุ้นทั่วโลกได้ฟื้นตัวและตอบรับข่าวดีนี้ไปพอสมควรแล้ว
การที่ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นมาแรงกดดันให้ส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างตลาดหุ้นและพันธบัตร (Market Earning Yield Gap: MEYG) แคบลงจน Upside จำกัด
สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) 10 ปีทั่วโลกที่ปรับตัวพุ่งแรงขึ้นมาถึง 30-50 Basis Points ทั้งในอเมริกา ยุโรป และเอเชีย (เช่น สหรัฐฯ +53.6 BPS, สหราชอาณาจักร +58.0 BPS, ไทย +37.6 BPS)
นอกจากนี้ ประเมินว่า ผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงและมีความปลอดภัยกว่าตลาดหุ้น จะเป็นแรงกดดันและตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ เกิดกระแสโยกเงินทุนออกจากตลาดหุ้นไปเข้าตลาดตราสารหนี้ เพื่อล็อกผลกำไรในช่วงนี้
นอกจากนี้ยังต้องติดตามการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) สู่ระดับ 1.00% ซึ่งสูงสุดในรอบกว่า 30 ปีด้วย
ด้านนักวิเคราะห์ บล.พาย มองสอดคล้องกันว่า ตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นมาแล้วราว 4.2% นับตั้งแต่เกิดสงคราม ซึ่งถือว่าตอบรับข่าวไปในระดับหนึ่งแล้ว พร้อมประเมินภาพรวมเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ว่าอาจเผชิญ "แรงเสียดทาน" จากโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เปราะบาง และมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะ Stagflation
แม้ปัจจัยเรื่องดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีแนวโน้มผ่อนคลายลง แต่ยังต้องรอดูมุมมองของประธานเฟดคนใหม่ และการเปิดเผยรายละเอียด Dot Plot อย่างใกล้ชิด
โดย บล.พาย แนะนำให้กระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน โดยลดน้ำหนักหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีกระแสเงินสดต่ำ และเพิ่มน้ำหนักในกลุ่มพลังงาน วัสดุพื้นฐาน รวมถึงหุ้นปันผลสูง
สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทั้งสองโบรกเกอร์มีมุมมองที่ตรงกันในการเน้นลงทุนในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงานที่ลดลง และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
บล.เอเซีย พลัส แนะนำ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมเด่นรับธีมสงครามผ่อนคลาย (Sector Rotation) ได้แก่
ด้าน บล.พาย แนะนำเน้นหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันปรับลง ได้แก่
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้