
JPMorgan คาดการณ์ว่าจะมีหุ้นใหม่เข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ รวม 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ใน 2 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นการออกหุ้นสุทธิสูงสุดนับตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990
ตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้เผชิญกับสถานการณ์ที่เรียกว่า “ตลาดเริ่มขาดแคลนหุ้น” หรือ Scarcity เนื่องจากในแต่ละปี หุ้นจำนวนมหาศาลถูกดึงออกจากตลาดผ่านการซื้อหุ้นคืน (Share Buyback) โดยเฉพาะบริษัทในดัชนี S&P 500 ที่ซื้อหุ้นคืนรวมกันคิดเป็นมูลค่ากว่า 12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้จำนวนหุ้นที่หมุนเวียนอยู่ในมือสาธารณชนลดลงอย่างต่อเนื่อง
แต่ในปี 2026 นี้ สถานการณ์ดังกล่าวจะเปลี่ยนไป จากการประเมินของ JPMorgan Chase คาดว่าการเสนอขายหุ้น IPO การขายหุ้นเพิ่มทุนและการระดมทุนผ่านหุ้นรูปแบบอื่น ๆ จะทำให้มีหุ้นใหม่เข้าสู่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ราว 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 2 ปีข้างหน้า แม้จะหักผลกระทบจากการซื้อหุ้นคืนแล้วก็ตาม
และหากตัวเลขนี้เกิดขึ้นจริง จะเท่ากับว่าเป็นช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีการออกหุ้นสุทธิมากที่สุดนับตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990 หรือยุคดอทคอมบูม
ในอดีต บริษัทต่าง ๆ มักใช้การซื้อหุ้นคืนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น หรือเลือกอยู่ในตลาดเอกชน (Private Market) แทนการเข้าตลาดหุ้น แต่ในปีนี้ บริษัทจำนวนมากเริ่มหันกลับมาใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งระดมเงินทุนสำหรับการขยายธุรกิจ
อย่างเมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา SpaceX บริษัทจรวด ดาวเทียม และ AI ของ Elon Musk ที่กลายเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเปิดขายหุ้นมูลค่า 75,000 ล้านดอลลาร์ และราคาหุ้นพุ่งขึ้น 19% ในวันแรกที่เข้าซื้อขาย
และในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า OpenAI และ Anthropic ก็กำลังเตรียมเข้าตลาดหุ้นผ่าน IPO ขนาดยักษ์เช่นกัน
นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Alphabet, Meta และ Oracle ก็กำลังขายหุ้นมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อหาเงินสนับสนุนการลงทุนมหาศาลในยุค AI
ตามข้อมูลจาก Bloomberg ระบุว่า ในปีนี้มีบริษัทประมาณ 160 แห่ง ประกาศแผนระดมทุนผ่าน IPO รวมมูลค่ามากกว่า 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่ามูลค่ารวมของสองปีก่อนหน้ารวมกัน
หากรวมการขายหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนอยู่แล้ว มูลค่าหุ้นใหม่ที่เข้าสู่ตลาดทะลุ 360,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาจกลายเป็นครึ่งปีแรกที่มีการออกหุ้นมากที่สุดในรอบ 5 ปี
เมื่อนำทุกอย่างมารวมกัน ภาพที่เห็นคือ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังกลับมาขยายตัวอีกครั้ง หลังจากหดตัวต่อเนื่องมานานหลายปี และอาจเป็นการขยายตัวในระดับที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ยุคฟองสบู่ดอทคอม
เหตุผลสำคัญที่บริษัทหันมาขายหุ้นมากขึ้น คือการระดมทุนผ่านหุ้นกำลังมีต้นทุนที่น่าสนใจกว่าการกู้ยืม เนื่องจากปัจจุบัน S&P 500 ซื้อขายที่ระดับประมาณ 25 เท่าของกำไร (P/E Ratio) ซึ่งถือว่าสูงที่สุดช่วงหนึ่งของศตวรรษนี้
นั่นหมายความว่า นักลงทุนยอมจ่ายเงินในราคาสูงมากเพื่อซื้อหุ้น ในขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เมื่อเปรียบเทียบผลตอบแทนกำไร (Earnings Yield) กับอัตราดอกเบี้ยที่บริษัทต้องจ่ายในตลาดตราสารหนี้ จะพบว่าต้นทุนการระดมทุนผ่านหุ้นเริ่มถูกลงเมื่อเทียบกับการกู้เงิน โดยเฉพาะหลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 20 ปีเมื่อปี 2023
แม้ Fed จะเริ่มลดดอกเบี้ยแล้ว แต่การพุ่งขึ้นของมูลค่าตลาดหุ้นกว่า 30 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ยังทำให้ความได้เปรียบของการออกหุ้นคงอยู่
อีกเหตุผลที่ทำให้การขายหุ้นกำลังเฟื่องฟู คือบทบาทที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนรายย่อย โดยข้อมูลจาก Bloomberg Intelligence ระบุว่า ปัจจุบันนักลงทุนรายย่อยคิดเป็นประมาณ 20% ของปริมาณการซื้อขายหุ้นทั้งหมดในตลาดสหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับปี 2010
อีกหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการเร่งระดมทุนคือ การเร่งสร้าง Data Center เพิ่มกำลังประมวลผล ชิปประมวลผล AI (GPU) และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่กำลังเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากสำหรับบริษัท AI จนทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
ในช่วงแรกบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ยังใช้กำไรสะสม กระแสเงินสด และการกู้ยืมเพื่อสนับสนุนการลงทุนใน Data Center ชิป และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน แต่ตอนนี้หลายฝ่ายมองว่า วิธีเหล่านี้เริ่มไม่เพียงพอแล้ว
Alphabet บริษัทแม่ของ Google กลายเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด เนื่องจากเคยเป็นหนึ่งในบริษัทที่ซื้อหุ้นคืนมากที่สุดในโลก แต่หลังจากกู้เงินจำนวนมากจากทั้งสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และประเทศอื่น ๆ เพื่อใช้ขยายธุรกิจ AI ล่าสุดบริษัทกำลังเตรียมขายหุ้นมูลค่า 85,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการเสนอขายหุ้นที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
สำหรับ SpaceX, OpenAI และ Anthropic นั้น นับว่าเป็นอีกเวอร์ชันหนึ่งของปรากฏการณ์เดียวกัน โดยทั้งสามบริษัทมีลักษณะร่วมกันคือ ยังไม่ทำกำไร ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล และต้องการเงินทุนจากนักลงทุน
Ned Davis Research ประเมินว่า ทั้งสามบริษัทอาจสามารถระดมทุนรวมกันได้มากกว่า 170,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในระยะเวลาอันสั้น
สิ่งที่น่าสนใจคือ IPO ของบริษัทเหล่านี้ขายหุ้นออกมาเพียงส่วนน้อยเท่านั้น โดย SpaceX ขายหุ้นน้อยกว่า 5% ของบริษัท ขณะที่ IPO ทั่วไปมักขายประมาณ 15-20% ส่วน OpenAI และ Anthropic นั้นก็คาดว่าจะใช้แนวทางเดียวกัน
นั่นหมายความว่า เมื่อช่วงเวลาห้ามขายหุ้น (Lock-up Period) สิ้นสุดลง และมีหุ้นเพิ่มออกมาสู่ตลาด ปริมาณหุ้นใหม่จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
Ned Davis Research คำนวณว่า ด้วยมูลค่ารวมของ SpaceX, OpenAI และ Anthropic ที่จะสูงกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพียงแค่นำหุ้นบางส่วนออกมาซื้อขายในตลาด ก็อาจเพียงพอที่จะชดเชยปริมาณหุ้นที่บริษัทใน S&P 500 ซื้อคืนตลอดทั้งปีได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม ความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายมหาศาลของบริษัทเทคโนโลยี และจำนวนหุ้นที่อาจต้องออกเพิ่มเพื่อหาเงินลงทุน AI เริ่มส่งผลต่อราคาหุ้นแล้ว
โดยในปีที่แล้ว ดัชนีกลุ่ม Hyperscaler ให้ผลตอบแทนดีกว่า S&P 500 อย่างชัดเจน แต่ปีนี้ ดัชนีกลุ่มดังกล่าวปรับตัวลดลง 2.6% และให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดโดยรวม
ที่มา: Bloomberg
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney