
ตลท. แจงแนวทางรับมือ 3 ปมร้อน ทั้งหุ้น DELTA ที่กระทบดัชนี, ข่าวลือ JAS ปมลิขสิทธิ์บอลโลก และเคสโบรกเกอร์ถูก ก.ล.ต. กล่าวโทษ ย้ำใช้กลไกตลาดควบคู่กำกับดูแล เพื่อรักษาความเชื่อมั่นนักลงทุนและยกระดับมาตรฐานระยะยาว
ท่ามกลางความพยายามฟื้นความเชื่อมั่นของตลาดทุนไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ออกมาชี้แจง 3 ประเด็นสำคัญที่อยู่ในความสนใจของนักลงทุน ได้แก่
ทั้ง 3 ประเด็นนี้ สะท้อนความท้าทายของตลาดทุนไทย ทั้งเรื่องความผันผวนของราคาหุ้นขนาดใหญ่ที่ส่งผลต่อภาพรวมตลาด การรับมือข้อมูลข่าวสารที่อาจกระทบการตัดสินใจลงทุนของผู้ลงทุน ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานกำกับดูแลเพื่อป้องกันความเสี่ยงและรักษาความน่าเชื่อถือของระบบตลาดทุน
โดยผู้บริหาร ตลท. ได้ชี้แจงแนวทางดำเนินการและมุมมองในแต่ละประเด็น ดังนี้
สำหรับความเคลื่อนไหวของหุ้น DELTA ที่ผันผวน ส่งผลกระทบต่อภาพรวมดัชนี SET Index นั้น อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลท. ระบุว่า ในทางปฏิบัติ ตลท. ไม่สามารถเลือกใช้เกณฑ์เพื่อจัดการกับบุคคลใดหรือบริษัทใดบริษัทหนึ่งเป็นการเฉพาะได้ และต้องการให้กลไกตลาดทำงานและขับเคลื่อนไปได้
อย่างไรก็ตาม หากพบว่ามีจังหวะที่การซื้อขายมีความผิดปกติ หรือราคาขยับตัวโดยที่มองไม่เห็นปัจจัยพื้นฐานรองรับอย่างชัดเจน ตลท. จะเข้ามาทำหน้าที่แจ้งเตือนและแนะนำให้นักลงทุนวิเคราะห์ข้อมูลก่อนตัดสินใจส่งคำสั่งซื้อขาย
นอกจากนี้ ตลท. รับทราบดีว่า DELTA มีผลกระทบต่อดัชนี SET Index อย่างมาก ซึ่งที่ผ่านมาได้พยายามปรับปรุงดัชนี SET50 และ SET100 ให้เป็นรูปแบบ Capped Weight หรือการจำกัดน้ำหนัก เพื่อให้เป็นเกณฑ์มาตรฐานที่สะท้อนสภาวะตลาดได้เหมาะสมยิ่งขึ้น
แต่สำหรับดัชนี SET ภาพรวมยังคงเป็น Composite Index ที่ต้องคำนวณแบบ 100% ตามหลักเกณฑ์สากล
อย่างไรก็ดี เน้นย้ำให้นักลงทุนทำการบ้านและศึกษาข้อมูลการทำธุรกิจของบริษัทให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อนตัดสินใจลงทุน
ประเด็นข่าวลือเกี่ยวกับการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกของ JAS ยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่นักลงทุนจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการจากทางบริษัทจดทะเบียน ท่ามกลางแรงเก็งกำไรที่เกิดขึ้นในราคาหุ้นช่วงที่ผ่านมา
อัสสเดช อธิบายว่า ตลท. ได้ติดตามความเคลื่อนไหวและข่าวสารที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานงานกับบริษัทจดทะเบียนเพื่อเฝ้าระวังข้อมูลที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของผู้ลงทุน
อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่ข่าวยังไม่มีความชัดเจนและไม่มีข้อมูลอ้างอิง ตลท. จำเป็นต้องระมัดระวังในการสั่งให้บริษัทเปิดเผยข้อมูล เพื่อไม่ให้กลายเป็นการชี้นำนักลงทุนไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง
แม้จะไม่ได้มีการสั่งให้ชี้แจงอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะในทันที แต่เมื่อมีข้อกังวลเกิดขึ้น โดยทั่วไป ตลท. จะมีการพูดคุยกับบริษัทจดทะเบียนอยู่เสมอเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว
สำหรับประเด็นที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ในความผิดกรณีระบบงานในการทำความรู้จักลูกค้าและตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (KYC/CDD) ไม่รัดกุมเพียงพอ และไม่ได้ทำความรู้จักลูกค้าในเชิงลึกเพิ่มเติม (enhanced KYC/CDD) กรณีพบลูกค้าที่อาจทำธุรกรรมที่ผิดปกติหรือต้องสงสัย เป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรา 113 นั้น
อัสสเดช ระบุว่า ได้รับทราบประกาศจาก ก.ล.ต. แล้ว และกำลังติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด แม้จะยังไม่ได้พูดคุยกับทางโบรกเกอร์ดังกล่าวโดยตรง ทั้งนี้ ยอมรับว่าในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีข้อกังวลและคำถามเกิดขึ้นว่าตลาดทุนไทยเป็นแหล่งฟอกเงินหรือไม่ ดังนั้น มองว่าด่านหน้าอย่างระบบ KYC/CDD จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการตรวจสอบและป้องกันเพื่อไม่ให้เม็ดเงินรวมถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเข้ามาในตลาดทุนได้
และเพื่อเป็นการรักษาความเชื่อมั่นของตลาดทุน ตลท. จะต้องดำเนินการกำชับและพูดคุยกับบริษัทสมาชิกหรือโบรกเกอร์ ให้มีความเข้มงวดในกระบวนการเหล่านี้มากยิ่งขึ้นต่อไป
ด้าน ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ประเด็นเรื่องความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากปัญหาของบริษัทหลักทรัพย์ หรือประเด็นบรรษัทภิบาลต่างๆ นั้น มองว่าเป็นโอกาสอันดี ในการนำมาปรับปรุงกระบวนการและทบทวนกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อพัฒนาให้ระบบมีความเข้มแข็งและสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่อไป
ดร.ศรพล เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาถือว่าให้ผลตอบแทนค่อนข้างดี โดยดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 5% และหากนับตั้งแต่ต้นปี 2569 ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 25% ซึ่งถือว่าสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากตลาดหุ้นไต้หวันและเกาหลีใต้
ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการคลายความกังวลเรื่องสงครามในตะวันออกกลาง ตัวเลข GDP ไตรมาส 1/69 ที่ออกมาดีกว่าคาดการณ์ นโยบายภาครัฐที่มีความชัดเจนขึ้นในการประคองเศรษฐกิจและกำลังซื้อ รวมถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาค่อนข้างดี
นอกจากนี้ มูลค่าการซื้อขายยังคึกคักเฉลี่ยราว 63,000 ล้านบาทต่อวัน และมีกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลกลับเข้ามาลงทุนสุทธิกว่า 20,000 ล้านบาท หลังจากที่ไหลออกไปในช่วงเดือนเมษายนจากความกังวลเรื่องสงคราม
สำหรับมุมมองตลาดหุ้นในเดือนมิถุนายน ดร.ศรพล ระบุว่า ปัจจัยที่ตลาดเคยคลายความกังวลได้กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง ทั้งสถานการณ์สงครามที่ยังคงมีการสู้รบ และความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อ
ล่าสุดตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯ ออกมาดีเกินคาด ทำให้ตลาดประเมินว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะลดความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอยและหันมาให้น้ำหนักกับการสกัดเงินเฟ้อแทน ซึ่งหากตัวเลขเงินเฟ้อออกมาสูง ก็มีโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้
ความกังวลดังกล่าวกดดันให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ที่มีรายได้ในอนาคตไกลๆ ถูกเทขายอย่างหนัก เห็นได้จากดัชนี NASDAQ ที่ร่วงลงราว 5% รวมถึงตลาดหุ้นเกาหลีและไต้หวันที่ปรับตัวลดลงตาม
นักลงทุนจึงต้องระมัดระวัง กระจายความเสี่ยง และติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดหุ้นทั่วโลกจะผันผวน แต่ตลาดหุ้นไทยกลับได้รับผลกระทบจำกัด
นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติจึงเริ่มให้ความสนใจตลาดหุ้นไทยในฐานะ "หลุมหลบภัย" โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มที่จ่ายปันผลสูง และหุ้นในกลุ่มเศรษฐกิจดั้งเดิม รวมถึงจุดแข็งด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้