เปิดชื่อหุ้นไทยมาร์เก็ตแคปทะลุ “ล้านล้าน” เจาะสตอรี่ราคาหุ้นพุ่งแรง ถึงจุดนี้...นักลงทุนเอาไงต่อ?

Investment

Stocks

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

เปิดชื่อหุ้นไทยมาร์เก็ตแคปทะลุ “ล้านล้าน” เจาะสตอรี่ราคาหุ้นพุ่งแรง ถึงจุดนี้...นักลงทุนเอาไงต่อ?

Date Time: 5 มิ.ย. 2569 12:47 น.

Video

แก้ปัญหาค่าครองชีพได้จริงไหม? เจาะลึกเงินกู้ 4 แสนล้าน กับ กรณ์ - ศิริกัญญา | Money Issue EP.61

Summary

ตลาดหุ้นไทยปี 2569 ฟื้นตัวแรง พบ 4 ยักษ์ใหญ่มูลค่ากิจการทะลุ 1 ล้านล้านบาท เจาะลึกปัจจัยหนุนและอัปเดตมุมมองนักวิเคราะห์ ถึงจุดนี้... นักลงทุนควรไปต่อหรือพอแค่นี้


Latest


ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในปี 2569 ส่งสัญญาณการฟื้นตัวอย่างชัดเจน ดัชนี SET Index ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปี หนุนให้บรรยากาศการลงทุนกลับมาคึกคักอีกครั้ง

การปรับตัวขึ้นของตลาดในรอบนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ แต่ยังส่งผลให้มูลค่ากิจการของบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตามผลประกอบการและทิศทางการเติบโต

ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีบริษัทจดทะเบียนถึง 4 แห่ง ที่สามารถสร้างสถิติมีมูลค่ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ทะลุระดับ 1 ล้านล้านบาท ได้แก่

  • หุ้น DELTA มูลค่า 4,440,678.55 ล้านบาท
  • หุ้น ADVANC มูลค่า 1,070,715.50 ล้านบาท
  • หุ้น PTT มูลค่า 1,049,690.11 ล้านบาท
  • หุ้น GULF มูลค่า 1,004,704.08 ล้านบาท

หมายเหตุ : Market Cap ณ ราคาปิดวันที่ 4 มิ.ย. 69

Thairath Money พาไปสำรวจรายละเอียดของอภิมหาหุ้นล้านล้านว่าราคาหุ้นปรับตัวขึ้นแรงแค่ไหน และนักวิเคราะห์มีมุมมองต่อการลงทุนอย่างไรต่อไป


อันดับ 1 หุ้น DELTA ตัวตึงหุ้นไทยยุค AI

เริ่มกันที่ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น DELTA ต้องบอกว่านี่คือผู้นำแห่งยุค AI ในตลาดหุ้นไทย ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดจนครองบัลลังก์บริษัทที่มีมูลค่ากิจการสูงที่สุดในประเทศ

DELTA เป็นผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์เพาเวอร์ซัพพลายและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำระดับโลก โดยมุ่งเน้นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์เทรนด์แห่งอนาคต ทั้งชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า โซลูชันดาต้าเซ็นเตอร์ และระบบปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังเป็นที่ต้องการสูงในตลาดโลก

นับตั้งแต่ต้นปี 2569 ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 183.00 บาท หรือ 105.78% จาก 173.00 บาท มาอยู่ที่ 356.00 บาท (ณ ราคาปิดวันที่ 4 มิ.ย.69) ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4,440,678.55 ล้านบาท ขณะที่หุ้นซื้อขายบนระดับ P/E 156.32 เท่า และ P/BV 41.69 เท่า

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ให้คำแนะนำ "ถือ" โดยปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 336.00 บาท ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการใช้จ่ายในกลุ่ม AI และ Data Center ทั่วโลกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเริ่มผลิตโซลูชันระบายความร้อนด้วยของเหลวที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงเข้าสู่ตลาด

ทั้งนี้ คาดว่ากำไรหลักของ DELTA ในปี 2569 จะเติบโตอย่างโดดเด่นถึง 61% และโตต่อเนื่อง 40% ในปี 2570 นอกจากนี้อาจมีปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากการย้ายฐานการผลิตระบบไฟฟ้าแรงสูง (HVDC) ขนาด 400V/800V จากบริษัทแม่ในไต้หวันมายังประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องจับตาคือ อุปสงค์อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดสหรัฐฯ และยุโรปที่อาจชะลอตัว รวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรม AI ที่อาจไม่ได้เติบโตร้อนแรงตามที่คาดการณ์ไว้

ในด้านมูลค่าหุ้น ปัจจุบัน DELTA ซื้อขายที่ P/E ล่วงหน้าของปี 2569 ค่อนข้างสูง ซึ่งสะท้อนความคาดหวังเชิงบวกจากฐานะบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน AI ของโลกไปพอสมควรแล้ว นักวิเคราะห์จึงประเมินว่าราคาหุ้นปัจจุบันมีปัจจัยบวกรองรับไปค่อนข้างมากแล้ว


อันดับ 2 หุ้น ADVANC ยักษ์ใหญ่โทรคมนาคม

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น ADVANC ยักษ์ใหญ่สื่อสาร ผู้ให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคมอันดับหนึ่งของไทย ครอบคลุมทั้งบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และโซลูชันดิจิทัลสำหรับลูกค้าองค์กร ที่ผันตัวสู่ผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัล โดดเด่นด้วยการสร้างกระแสเงินสดและรักษาฐานลูกค้าคุณภาพสูง 

นับตั้งแต่ต้นปี 2569 ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 47.00 บาท หรือ 15.02% จาก 313.00 บาท มาอยู่ที่ 360.00 บาท ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1,070,715.50 ล้านบาท ขณะที่หุ้นซื้อขายบนระดับ P/E 21.08 เท่า และ P/BV 8.89 เท่า

ในมุมมองด้านการลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น "ซื้อ" ด้วยราคาเป้าหมาย 390.00 บาท หลังรายงานกำไรปกติไตรมาส 1 ปี 2569 ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์

ปัจจัยหนุนหลักมาจากการเติบโตของรายได้จากบริการมือถือและอินเทอร์เน็ตบ้าน ประกอบกับบริษัทสามารถเดินหน้ากลยุทธ์ย้ายฐานลูกค้าจากระบบเติมเงินไปสู่ระบบรายเดือนได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังสามารถบริหารจัดการลดต้นทุนโครงข่ายและค่าเสื่อมราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ทิศทางกำไรของ ADVANC มีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า หนุนจากโครงสร้างอุตสาหกรรมที่เหลือผู้เล่นหลักเพียงสองรายส่งผลให้การแข่งขันไม่รุนแรง โดยกำไรปกติปี 2569 ถูกคาดการณ์ว่าจะเติบโตราว 14% เทียบกับปีก่อน 

ปัจจุบันราคาหุ้นกลับมาให้ผลตอบแทนจากอัตราเงินปันผล (Dividend Yield) ในปี 2569 ที่น่าสนใจระดับ 4.8% ซึ่งถือเป็นโซนที่จำกัดความเสี่ยงขาลงของราคาหุ้นได้เป็นอย่างดี


อันดับ 3 หุ้น PTT เสาหลักพลังงานไทย

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น PTT นี่คือเสาหลักพลังงานชาติ ครอบคลุมตั้งแต่การสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่น ปิโตรเคมี ไปจนถึงธุรกิจค้าปลีกและพลังงานทางเลือก ท่ามกลางความท้าทายจากนโยบายรัฐและความผันผวนของโลก

นับตั้งแต่ต้นปี 2569 ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.75 บาท หรือ 14.84% จาก 32.00 บาท มาอยู่ที่ 36.75 บาท ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1,049,690.11 ล้านบาท ขณะที่หุ้นซื้อขายบนระดับ P/E 11.24 เท่า และ P/BV 0.89 เท่า

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย ให้คำแนะนำ "ถือ" ประเมินราคาเป้าหมายที่ 40.70 บาท ทิศทางผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2569 มีทิศทางฟื้นตัว จากอานิสงส์กลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นที่ได้รับผลบวกจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ ธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ ยังได้ประโยชน์จากต้นทุนราคาก๊าซใหม่ที่ช่วยผลักดันกำไร

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มกำไรและการเติบโตยังเผชิญความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะแรงกดดันจากการแทรกแซงราคาพลังงานของรัฐบาล และอุปสงค์การบริโภคพลังงานในประเทศที่อาจชะลอตัว

แม้ธุรกิจจะเดินหน้าได้ดี แต่อัพไซด์ต่อการจ่ายเงินปันผลนั้นมีจำกัด สาเหตุหลักเนื่องจากบริษัทมีความต้องการใช้กระแสเงินสดสูงถึง 2.3 แสนล้านบาท เพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศและการลงทุนขยายธุรกิจ โอกาสปรับเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นจึงอาจต้องรอพันธมิตรเชิงกลยุทธ์โครงการใหม่ๆ เข้ามาช่วยปลดล็อกมูลค่าในอนาคต


อันดับ 4 หุ้น GULF น้องใหม่หุ้นล้านล้าน

บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หุ้นน้องใหม่ในกลุ่ม 1 ล้านล้าน เจ้าของธุรกิจผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าชั้นนำของไทยและภูมิภาค โดยมีการขยายพอร์ตการลงทุนอย่างรวดเร็วไปยังโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ธุรกิจดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ และดาวเทียม

ราคาหุ้นทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 67.25 บาท หรือเพิ่มขึ้น 25.50 บาท หรือ +61.08% นับตั้งแต่ต้นปี 2569 ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1,004,704.08 ล้านบาท ขณะที่หุ้นซื้อขายบนระดับ P/E 11.27 เท่า และ P/BV 2.90 เท่า

ฝ่ายวิจัยฯ บล.เอเซีย พลัส ให้คำแนะนำ "ซื้อ" ด้วยราคาเป้าหมายที่ 71.25 บาท โดยมองว่าการเติบโตมีความแข็งแกร่งทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ภาพรวมปี 2569 GULF ตั้งเป้ารายได้เติบโต 10-15% ปัจจัยสำคัญมาจากการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการโรงไฟฟ้าใหม่ๆ กว่า 695 เมกะวัตต์

รวมถึงค่าไฟฟ้าในสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งในอนาคต ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์แบบลงทุนเอง 100% จะก้าวขึ้นมาเป็นตัวขับเคลื่อนกำไรที่สำคัญขององค์กร ทำให้แนวโน้มกำไรปกติคาดว่าจะเติบโตทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High) อย่างต่อเนื่อง 

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องติดตาม คือความล่าช้าของโครงการโรงไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างซึ่งอาจไม่สามารถผลิตเชิงพาณิชย์ได้ตามแผน การหยุดซ่อมบำรุงฉุกเฉิน และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและดอกเบี้ยเงินกู้


อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ