
ช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 ตลาดหุ้นไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) โดยมีเม็ดเงินไหลเข้าโดดเด่นเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย สวนทางกับหลายประเทศในภูมิภาคอย่างอินโดนีเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ และเวียดนาม ที่เผชิญแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ
แต่ท่ามกลางบรรยากาศเชิงบวก ยังมีความเสี่ยงสำคัญที่ตลาดกำลังจับตา นั่นคือแผนของสหรัฐฯ ที่เตรียมนำมาตรการภาษีนำเข้าชุดใหม่ภายใต้ Section 301 มาใช้กับ 60 ประเทศคู่ค้า รวมถึงประเทศไทย อาจกระทบโดยตรงกับเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาภาคส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
ซึ่งเรื่องนี้นักวิเคราะห์ฯ มองว่าทั้งความเสี่ยงจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อาจกลายเป็นปัจจัยกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ต่อเนื่องไปถึงปี 2570 และผลกระทบอาจลามไปถึงผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน รวมถึงบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยด้วย
Section 301 เป็นกฎหมายภายใต้ Trade Act of 1974 ที่เปิดทางให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สามารถใช้มาตรการตอบโต้ประเทศที่ถูกมองว่ามีนโยบายการค้าไม่เป็นธรรม
ซึ่งรอบนี้โดนัลด์ ทรัมป์ เลือกใช้ช่องทางดังกล่าวหลังศาลสหรัฐฯ มีคำพิพากษายกเลิกมาตรการ Global Tariffs ชุดเดิมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลทรัมป์หันมาใช้ Section 301 พร้อมยกประเด็น Forced Labor เป็นเหตุผลในการจัดเก็บภาษีนำเข้ากับ 60 ประเทศคู่ค้า
อัตราภาษีถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก
อย่างไรก็ตาม สินค้าบางประเภทได้รับการยกเว้น ได้แก่ อาหารและสินค้าเกษตรบางชนิด ชิ้นส่วนอากาศยาน และแร่หายาก (Rare Earth) เพื่อจำกัดผลกระทบต่อเงินเฟ้อของสหรัฐฯ
สำหรับไทม์ไลน์ มาตรการดังกล่าวจะปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 และจัดประชาพิจารณ์ในวันที่ 7 กรกฎาคม ก่อนคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ภายในไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ทำให้ผู้ส่งออกไทยมีเวลาเตรียมตัวไม่มากนัก
เหตุผลที่ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อไทยเป็นพิเศษ เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกในระดับสูง โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการรวมกันคิดเป็นสัดส่วนราว 65-70% ของ GDP สูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน
นั่นหมายความว่า หากภาคส่งออกได้รับผลกระทบ ก็อาจส่งแรงสะเทือนไปยังเศรษฐกิจโดยรวมได้ค่อนข้างมาก
และยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐฯ ถือเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 21.4% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมดของประเทศ ซึ่งข้อมูลจาก USTR หรือสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุว่า ปี 2568 สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจากไทยคิดเป็นมูลค่า 91.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่า 44% จากปีก่อน
แม้จะมีความกังวลเรื่องภาษีนำเข้า แต่ภาพตลาดทุนไทยในช่วงนี้ยังค่อนข้างแข็งแรง โดยมียอดซื้อสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติสะสมตั้งแต่ต้นปี 2569 อยู่ที่ 933.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าโดดเด่นที่สุดในภูมิภาค
ทำให้ดัชนี SET Index ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดของปี ปิดตลาดวันที่ 2 มิ.ย. 69 อยู่ที่ระดับ 1,588.06 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 328.39 จุด หรือ +26.07% และโมเมนตัมบวกส่งผลต่อเนื่องมาในช่วงเปิดตลาดเช้าวันนี้ ให้ดัชนีปรับตัวทะลุ 1,600 จุด ระหว่างเปิดทำการซื้อขาย
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่า ปัจจัยแวดล้อมมีโอกาสกดดันตลาดหุ้น โดยตลาดยังต้องเฝ้าระวัง 3 ปัจจัยที่ยังเป็นความเสี่ยง ได้แก่ ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศ และความเสี่ยงจากมาตรการภาษี Section 301 ที่อาจกระทบภาคการส่งออกของไทย
ทั้งนี้ เดือนมิถุนายนอาจเป็นช่วงที่ตลาดโลกเริ่มเข้าสู่ภาวะ Fund Flow Rotation หรือการโยกย้ายเงินลงทุนจากสินทรัพย์ที่เน้นการเติบโต (Growth) หุ้นความผันผวนสูง (High Beta) และสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูป Yield ไปสู่สินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพมากขึ้น
ทำให้ช่วงนี้ หุ้นกลุ่มที่น่าสนใจลงทุน ได้แก่
มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่า นักลงทุนเริ่มลดความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน และให้น้ำหนักกับความมั่นคงของกำไร รวมถึงกระแสเงินปันผล มากกว่าการไล่ซื้อหุ้นเติบโตในช่วงที่ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในระดับสูง
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้