หุ้นไทยทะลุ 1,600 จุด รับเงินไหลเข้าแรงสุดในภูมิภาค จับตาสหรัฐฯ จ่อเก็บภาษีรอบใหม่

Investment

Stocks

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

หุ้นไทยทะลุ 1,600 จุด รับเงินไหลเข้าแรงสุดในภูมิภาค จับตาสหรัฐฯ จ่อเก็บภาษีรอบใหม่

Date Time: 4 มิ.ย. 2569 13:39 น.

Video

รู้จัก Ajinomoto ที่ไม่ใช่ บริษัทผงชูรส แต่เป็นผู้คุมเกมเงียบๆในยุค AI | Digital Frontiers EP.63

Summary

Fund Flow ไหลเข้าหุ้นไทยเด่นสวนทางภูมิภาค ดันดัชนีทะลุ 1,600 จุด จับตาสหรัฐฯ จ่อเก็บภาษีนำเข้าใหม่ หวั่นไทยไร้ข้อตกลงทวิภาคีโดน 12.5% กระทบส่งออก

Latest


ช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 ตลาดหุ้นไทยกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) โดยมีเม็ดเงินไหลเข้าโดดเด่นเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย สวนทางกับหลายประเทศในภูมิภาคอย่างอินโดนีเซีย อินเดีย เกาหลีใต้ และเวียดนาม ที่เผชิญแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ

แต่ท่ามกลางบรรยากาศเชิงบวก ยังมีความเสี่ยงสำคัญที่ตลาดกำลังจับตา นั่นคือแผนของสหรัฐฯ ที่เตรียมนำมาตรการภาษีนำเข้าชุดใหม่ภายใต้ Section 301 มาใช้กับ 60 ประเทศคู่ค้า รวมถึงประเทศไทย อาจกระทบโดยตรงกับเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาภาคส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

ซึ่งเรื่องนี้นักวิเคราะห์ฯ มองว่าทั้งความเสี่ยงจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อาจกลายเป็นปัจจัยกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ต่อเนื่องไปถึงปี 2570 และผลกระทบอาจลามไปถึงผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน รวมถึงบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยด้วย

Section 301 คืออะไร ใครโดนอะไรบ้าง และไทยอยู่ตรงไหน

Section 301 เป็นกฎหมายภายใต้ Trade Act of 1974 ที่เปิดทางให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สามารถใช้มาตรการตอบโต้ประเทศที่ถูกมองว่ามีนโยบายการค้าไม่เป็นธรรม

ซึ่งรอบนี้โดนัลด์ ทรัมป์ เลือกใช้ช่องทางดังกล่าวหลังศาลสหรัฐฯ มีคำพิพากษายกเลิกมาตรการ Global Tariffs ชุดเดิมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลทรัมป์หันมาใช้ Section 301 พร้อมยกประเด็น Forced Labor เป็นเหตุผลในการจัดเก็บภาษีนำเข้ากับ 60 ประเทศคู่ค้า

อัตราภาษีถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก

  • กลุ่มแรก 44 ประเทศที่ยังไม่มีข้อตกลงทวิภาคีเฉพาะด้านกับสหรัฐฯ เช่น ไทย จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และเกาหลีใต้ จะถูกเก็บภาษีนำเข้า 12.5%
  • กลุ่มที่สอง 16 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา เม็กซิโก ไต้หวัน และมาเลเซีย จะถูกเก็บภาษีในอัตรา 10%

อย่างไรก็ตาม สินค้าบางประเภทได้รับการยกเว้น ได้แก่ อาหารและสินค้าเกษตรบางชนิด ชิ้นส่วนอากาศยาน และแร่หายาก (Rare Earth) เพื่อจำกัดผลกระทบต่อเงินเฟ้อของสหรัฐฯ

สำหรับไทม์ไลน์ มาตรการดังกล่าวจะปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 และจัดประชาพิจารณ์ในวันที่ 7 กรกฎาคม ก่อนคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ภายในไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ทำให้ผู้ส่งออกไทยมีเวลาเตรียมตัวไม่มากนัก

เหตุผลที่ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อไทยเป็นพิเศษ เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกในระดับสูง โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการรวมกันคิดเป็นสัดส่วนราว 65-70% ของ GDP สูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน

นั่นหมายความว่า หากภาคส่งออกได้รับผลกระทบ ก็อาจส่งแรงสะเทือนไปยังเศรษฐกิจโดยรวมได้ค่อนข้างมาก

และยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐฯ ถือเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 21.4% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมดของประเทศ ซึ่งข้อมูลจาก USTR หรือสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุว่า ปี 2568 สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจากไทยคิดเป็นมูลค่า 91.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่า 44% จากปีก่อน

Fund Flow ไหลเข้าไทยเด่น แต่ต้องจับตา

แม้จะมีความกังวลเรื่องภาษีนำเข้า แต่ภาพตลาดทุนไทยในช่วงนี้ยังค่อนข้างแข็งแรง โดยมียอดซื้อสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติสะสมตั้งแต่ต้นปี 2569 อยู่ที่ 933.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าโดดเด่นที่สุดในภูมิภาค

ทำให้ดัชนี SET Index ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดของปี ปิดตลาดวันที่ 2 มิ.ย. 69 อยู่ที่ระดับ 1,588.06 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 328.39 จุด หรือ +26.07% และโมเมนตัมบวกส่งผลต่อเนื่องมาในช่วงเปิดตลาดเช้าวันนี้ ให้ดัชนีปรับตัวทะลุ 1,600 จุด ระหว่างเปิดทำการซื้อขาย

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่า ปัจจัยแวดล้อมมีโอกาสกดดันตลาดหุ้น โดยตลาดยังต้องเฝ้าระวัง 3 ปัจจัยที่ยังเป็นความเสี่ยง ได้แก่ ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศ และความเสี่ยงจากมาตรการภาษี Section 301 ที่อาจกระทบภาคการส่งออกของไทย

ทั้งนี้ เดือนมิถุนายนอาจเป็นช่วงที่ตลาดโลกเริ่มเข้าสู่ภาวะ Fund Flow Rotation หรือการโยกย้ายเงินลงทุนจากสินทรัพย์ที่เน้นการเติบโต (Growth) หุ้นความผันผวนสูง (High Beta) และสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูป Yield ไปสู่สินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพมากขึ้น

ทำให้ช่วงนี้ หุ้นกลุ่มที่น่าสนใจลงทุน ได้แก่

  • หุ้น Defensive เช่น BDMS, BH, BGRIM, GULF
  • หุ้นปันผล เช่น BBL, KTB, KBANK, SCB, ADVANC
  • หุ้นที่ได้ประโยชน์จาก Bond Yield ระดับสูง เช่น BLA, TLI

มุมมองดังกล่าวสะท้อนว่า นักลงทุนเริ่มลดความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน และให้น้ำหนักกับความมั่นคงของกำไร รวมถึงกระแสเงินปันผล มากกว่าการไล่ซื้อหุ้นเติบโตในช่วงที่ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในระดับสูง


อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ