“พี่โอนมาอีกแค่ 10,000 บาท ก็จะได้เงินทั้งหมดคืนแล้ว"
"ลงทุนไป 50,000 บาท ถ้าหยุดตอนนี้ จะเอาเงินออกจากระบบไม่ได้นะ"
ประโยคเหล่านี้คือนิทานเรื่องเดิมที่มิจฉาชีพใช้เล่าซ้ำ ๆ ในข่าวอาชญากรรมทางการเงินรายวัน หลายคนฟังข่าวแล้ว อาจจะตั้งคำถามด้วยความไม่เข้าใจว่า “ทำไมเหยื่อถึงยอมโอนเงินเพิ่มทีละเป็นแสนเป็นล้าน ทั้งที่รู้ว่าโดนหลอก?” หรือคิดง่าย ๆ แค่ว่าพวกเขาเหล่านั้นคงโดนความโลภบังตา
แต่รู้หรือไม่ ? ในความเป็นจริงของโลกพฤติกรรมศาสตร์ มันมีสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น ที่ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนมือใหม่ หรือแม้แต่คนทั่วไปจำนวนมาก ก็เคยพ่ายแพ้ต่อกลไกจิตวิทยาของตัวเองที่ชื่อว่า "Sunk Cost Fallacy" หรือ "อคติจากต้นทุนจม” กันมานักต่อนักแล้ว
เจ็บแต่ไม่จบ ! อคติที่แฝงตัวอยู่ในชีวิตประจำวัน
คำว่า "ต้นทุนจม" (Sunk Cost) ในทางเศรษฐศาสตร์ อาจหมายถึง เงิน เวลา หรือแรงกายที่จ่ายไปแล้ว และไม่มีวันเรียกคืนกลับมาได้ ซึ่งตามหลักการที่ถูกต้อง ก็ค่อ เราไม่ควรเอาต้นทุนที่เสียไปแล้วนี้ มาคิดในการตัดสินใจอนาคต แต่ความจริงแล้ว “สมองของมนุษย์ของเรา” ไม่ได้เป็นโรบอตที่คิดด้วยเหตุผลร้อยเปอร์เซ็นต์แบบนั้นเสมอไป
ใครเคยมีพฤติกรรมแบบนี้บ้าง? ลองเช็กดู
- กินบุฟเฟต์เอาให้คุ้ม: ทั้งที่อิ่มจนจุกและทรมานร่างกายมากแล้ว แต่ก็ยังตักฝืนกินต่อ เพราะเสียดายเงินค่าหัวที่จ่ายไป
- ติดดอยหุ้นไม่เติบโต: ซื้อหุ้นโดยไม่ได้ศึกษาข้อมูลให้ดี พอหุ้นตกฮวบเพราะบริษัทไม่มีอนาคต แทนที่จะตัดขาดทุน (Cut Loss) กลับเลือกที่จะ "ซื้อถัวเฉลี่ย" ไปเรื่อย ๆ เอาเงินใหม่ไปถมทับเงินเสีย เพียงเพราะหวังลึก ๆ ว่าสักวันมันจะกลับมาเท่าทุน ทั้งที่จริง ๆ เป็นการสูญเสียโอกาสที่จะเอาเงินก้อนนั้นไปทำกำไรกับสิ่งอื่น
พฤติกรรมข้างต้น เกิดขึ้นเพียงเพราะคำว่า “เสียดาย” ซึ่งนี่เอง ได้กลายเป็น กับดักช่องโหว่รูเบ้อเริ่ม ที่มิจฉาชีพใช้เป็นอาวุธเข้ามาควบคุมการตัดสินใจของเรา ไม่ว่าจะเป็น คดีหลอกเทรดสินทรัพย์ดิจิทัล ,คดีหลอกลงทุนทองคำ ,คดีหลอกเทรดหุ้นจำลอง และ คดีหลอกลงทุนหุ้นต่างประเทศ
สเต็ปกลโกง มิจฉาชีพใช้ Sunk Cost Fallacy สูบเงินเราได้อย่างไร?
อ้างอิงข้อมูลวิเคราะห์จาก ธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า แก๊งหลอกลงทุนออนไลน์ หรือพวก Romance Scam จะมีกระบวนการทำงานจิตวิทยาที่แยบยลและเป็นขั้นเป็นตอนในการเปลี่ยนอคตินี้ให้เป็นเครื่องมือรีดเงิน ดังนี้
- ขั้นตอนที่ 1: ฝัง "ต้นทุนจม" ก้อนแรก มิจฉาชีพจะเริ่มล่อลวงให้เราโอนเงินจำนวนไม่มากก่อน เช่น ค่าสมัครกลุ่มทำงาน ค่าเปิดพอร์ตลงทุน หรือค่าธรรมเนียมเบื้องต้น แถมบางครั้งยังใจดีให้ผลตอบแทนหรือกำไรกลับมาจริง ๆ ในรอบแรก ๆ เพื่อซื้อความตายใจ ทันทีที่เราโอนเงินก้อนนี้ไป "ต้นทุนจม" ก้อนแรกในจิตใจของเราได้เกิดขึ้นแล้ว
- ขั้นตอนที่ 2: สร้าง "ปัญหา" บีบให้หา "ทางออกปลอม" เมื่อเราเริ่มลงเงินเพิ่มขึ้น มิจฉาชีพจะเริ่มระงับระบบแล้วสร้างเงื่อนไขขึ้นมาทันที เช่น "ยอดเงินยังไม่ครบถอนไม่ได้" หรือ "ต้องจ่ายค่าภาษี/ค่าปลดล็อกระบบก่อน" แล้วพวกเขาก็จะเสนอทางออกเดียวให้เรา คือการ "โอนเงินเพิ่ม"
- ขั้นตอนที่ 3: จุดที่ระบบเหตุผลล่มสลาย ณ วินาทีนี้ จิตใจของเหยื่อจะเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง ระหว่างความจริงที่ว่าอาจกำลังโดนหลอก กับความกลัวที่จะต้องสูญเสียเงินก้อนแรกไป สมองจะเริ่มหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองว่า "ลงทุนไปตั้ง 50,000 แล้ว ถ้าหยุดตอนนี้เท่ากับเงินหายวับไปเลยนะ แต่ถ้าโอนเพิ่มอีกแค่หมื่นเดียว เราจะได้เงินทั้งหมดคืนพร้อมกำไร" กับดักความเสียดายตรงนี้เองที่บดบังความจริง จนทำให้เรามองว่าการโอนเงินเพิ่มคือหนทางเดียวที่จะรักษาเงินก้อนเก่าเอาไว้ได้
- ขั้นตอนที่ 4: วงจรอุบาทว์ดูดเงินจนหมดตัว เมื่อเรายอมโอนครั้งที่สอง ต้นทุนจมของเราจะยิ่งสูงขึ้นเป็น 60,000 บาท ความเสียดายจะทวีคูณขึ้นเป็นสองเท่า มิจฉาชีพจะใช้เงื่อนไขเดิมสร้างปัญหาใหม่มาเรื่อย ๆ ยิ่งคุณโอนเพิ่ม คุณยิ่งติดหล่มลึกขึ้นจนถอนตัวยาก กลายเป็นความเสียหายหลักแสนหลักล้านในเวลาไม่กี่สัปดาห์เพียงเพราะต้องการชนะในเกมที่ไม่มีวันชนะตั้งแต่แรก
เอาชนะ Sunk Cost Fallacy ก่อนหมดตัว
สำหรับวิธีดึงสติ หากคุณ หรือคนรอบข้างกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้อง "เติมเงิน" ไปเรื่อย ๆ เพื่อแก้ปัญหาทางการเงิน หรือสงสัยว่าพอร์ตลงทุนกำลังถูกปั่นหัว ให้รีบทำตามสเตปการเยียวยาพฤติกรรมเหล่านี้ทันที
- ยอมรับคำว่า "เสียดาย" อย่างซื่อสัตย์: เข้าใจก่อนว่าความเสียดายคือกลไกปกติของมนุษย์ แต่ต้องยอมรับความจริงเฉพาะหน้าให้ได้ว่า เงินที่โอนไปแล้วคือเสียไปแล้ว อย่าปล่อยให้ความรู้สึกนี้มาลากเงินก้อนใหม่ในกระเป๋าเราให้จมหายตามไปด้วย
- เปลี่ยนคำถามใหม่: แทนที่จะคิดว่า "ทำยังไงถึงจะเอาเงินก้อนเก่าคืนมา" ให้เปลี่ยนคำถามเป็น "ถ้าวันนี้เราต้องควักเงินใหม่อีกก้อนโอนไปให้คน ๆ นี้ เรายังจะยอมโอนอยู่ไหม?" ถ้าคำตอบคือไม่ ก็จงหยุดทันที
- คิดถึงอนาคต ไม่ใช่อดีต: เงินที่โอนไปแล้วคือ "อดีต" ที่เปลี่ยนไม่ได้ การตัดสินใจในตอนนี้ทำเพื่อรักษาเงินที่เหลืออยู่เพื่ออนาคต จำไว้ว่า "การหยุดโอนไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการตัดขาดทุน (Cut Loss) เพื่อรักษาชีวิต"
- หาเสียงที่สองจากคนนอก: นี่คือไม้ตายที่สำคัญที่สุด มิจฉาชีพมักจะบีบให้เราตัดสินใจคนเดียวในเวลาที่จำกัด ลองเดินไปเล่าเรื่องนี้ให้ครอบครัว เพื่อน หรือคนสนิทที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียฟัง สายตาของคนนอกที่มองเข้ามาแบบไร้อารมณ์ร่วม จะเห็นความผิดปกติของสถานการณ์ได้ชัดเจนที่สุด และพวกเขาจะช่วยกระชากสติคุณกลับมาได้ก่อนที่จะสายเกินไป
ขณะที่ในมิติด้านความปลอดภัยทางดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศ การป้องกันตนเองจากการเข้าถึงระบบข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบสามารถทำได้ผ่าน 2 แนวทางหลัก ๆ
- หลีกเลี่ยงการใช้รหัสผ่านเดียวกันในทุกบัญชีใช้งาน โดยเฉพาะบัญชีอีเมลส่วนตัว บัญชีโมบายแบงก์กิ้ง และบัญชีโซเชียลมีเดีย เพื่อป้องกันการบุกรุกแบบต่อเนื่อง (Cascading Breach) เมื่อมีบัญชีใดบัญชีหนึ่งหลุดรอดไป
- กำหนดให้ระบบส่งรหัสผ่านชั่วคราว (One-Time Password - OTP) หรือแอปพลิเคชันยืนยันตัวตนทุกครั้งที่มีการเข้าใช้งานจากอุปกรณ์ใหม่ เพื่อสกัดกั้นการเข้าถึงข้อมูลจากระยะไกลของมิจฉาชีพ
ในโลกของการลงทุนและการใช้ชีวิต การรู้เท่าทันสภาวะจิตวิทยาของตัวเอง สำคัญไม่แพ้การอ่านกราฟหรือการวิเคราะห์งบการเงิน อย่าปล่อยให้อคติความเสียดาย มาเป็นเครื่องมือให้คนอื่นใช้ปล้นเงินในกระเป๋าของเรา
ที่มา : ธนาคารกรุงเทพ , Finnomena ,ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ,Krungsri