
ภาพรวมอุตสาหกรรมสื่อและโฆษณาในปัจจุบัน กำลังอยู่ในช่วงการปรับตัวอย่างมีนัยสำคัญ แม้เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะมีแนวโน้มเติบโตช้า ซึ่งทำให้ภาคธุรกิจระมัดระวังการใช้จ่าย แต่เม็ดเงินโฆษณาในส่วนของสื่อนอกบ้าน (Out-of-Home หรือ OOH) ยังคงเป็นที่ต้องการของตลาด
ข้อมูลจาก MI Group ประเมินว่าภาพรวมอุตสาหกรรมโฆษณาอาจโตเพียง 0.6% แต่สื่อ OOH มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่นถึง 9% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์ต่างๆ ยังคงเทน้ำหนักให้กับสื่อที่สามารถเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคนอกบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เริ่มกันที่ บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ PLANB ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 สะท้อนภาพการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยบริษัทรายงานรายได้จากการขายและการให้บริการที่ 2,484 ล้านบาท เติบโต 10.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ในขณะที่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นทำได้ถึง 207 ล้านบาท เติบโต 7.6% ซึ่งนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ที่ผลประกอบการในไตรมาส 1 ซึ่งปกติตามฤดูกาลจะเป็นช่วงที่อ่อนตัวที่สุด สามารถทำกำไรทะลุระดับ 200 ล้านบาทได้
แรงขับเคลื่อนหลักมาจาก ธุรกิจสื่อโฆษณานอกที่อยู่อาศัย (OOH) ที่กวาดรายได้ไปถึง 1,830 ล้านบาท เติบโต 8.6% คิดเป็นสัดส่วนกว่า 73.7% ของรายได้รวม หนุนจากการใช้จ่ายของกลุ่มลูกค้าอาหารและเครื่องดื่ม ยานยนต์ และสถาบันการเงินที่ยังคงทำแคมเปญอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราการใช้สื่อ (Utilization rate) ทรงตัวในระดับสูงที่ 69.9%
นอกจากนี้ PLANB ยังมีฐานะทางการเงินที่มั่นคง บริษัทยังคงบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในไตรมาสนี้บริษัทสามารถสร้างกระแสเงินสดอิสระได้สูงถึง 1,063 ล้านบาท
พร้อมทั้งมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดในมือสูงถึง 2,399 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.8% จากสิ้นปี 2568 ขณะที่อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) ยังอยู่ที่ 1.42 เท่า สะท้อนถึงศักยภาพในการรองรับการขยายธุรกิจและการลงทุนในระยะยาว
ในทางตรงกันข้าม บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ VGI กำลังเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่ โดยผลประกอบการไตรมาสล่าสุดงวดมกราคม-มีนาคม 2569 (ไตรมาส 4 ปี 2568/69 ของบริษัท) พลิกขาดทุนสุทธิอย่างหนักถึง 1,064 ล้านบาท จากที่เคยมีกำไรในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
ปัจจัยกดดันหลักมาจากการบันทึกรายการพิเศษด้อยค่าสินทรัพย์ โดยเฉพาะเงินลงทุนใน JMART กว่า 1,200 ล้านบาท
แต่แม้หักรายการพิเศษออกไป ผลการดำเนินงานปกติก็ยังคงเผชิญกับตัวเลขขาดทุนปกติที่ 72 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมลดลง 9% เหลือ 1,123 ล้านบาท
เมื่อเจาะดูเฉพาะธุรกิจหลักอย่างธุรกิจสื่อ OOH ของ VGI พบว่ารายได้หดตัวลง โดยในไตรมาสล่าสุดทำรายได้เพียง 435 ล้านบาท ลดลง 22% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้ภาพรวมรายได้สื่อ OOH ลดลง 19.3% เหลือ 1,949 ล้านบาท
ส่วนอัตราการใช้สื่อ (ไม่รวมสื่อตอม่อรถไฟฟ้า) อยู่ที่ 51.7% เท่านั้น ปัจจัยนี้สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์ต่างๆ มีการปรับเปลี่ยนงบโฆษณา ซึ่งกระทบโดยตรงต่อธุรกิจหลักของบริษัทที่ต้องแบกรับต้นทุนคงที่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม VGI ยังมีกระสุนในมือที่มหาศาล จากเงินสด รายการเทียบเท่าเงินสด และสินทรัพย์ทางการเงินหมุนเวียนอื่น รวมกันสูงถึง 21,111 ล้านบาท คิดเป็น 53% ของสินทรัพย์รวมทั้งหมด และมีอัตราส่วนสภาพคล่องที่สูงถึง 10.7 เท่า
แม้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานจะติดลบ 287 ล้านบาท แต่ด้วยเงินก้อนโตที่ได้จากการใช้สิทธิวอร์แรนต์ (VGI-W4) กว่า 1,644 ล้านบาท ทำให้ VGI มีสายป่านที่ยาวพอที่จะใช้ในการปรับโครงสร้างธุรกิจหรือลงทุนเพื่อหารายได้ช่องทางใหม่ๆ
หากดูความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นล่าสุดบนกระดานซื้อขาย (ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2569) จะเห็นได้ว่าทิศทางของราคาหุ้นสะท้อนภาพผลประกอบการที่สวนทางกันอย่างชัดเจน
โดยหุ้นของ PLANB มีราคาล่าสุดอยู่ที่ 4.16 บาท ซึ่งเมื่อพิจารณาผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 2569 จนถึงปัจจุบัน พบว่าราคาหุ้นสามารถสร้างผลตอบแทนเป็นบวก โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 8.72% หรือเพิ่มขึ้น 0.34 บาท
การเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นนี้ สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง โดยข้อมูลจากสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA Consensus) ชี้ให้เห็นว่าจากโบรกเกอร์ 11 ราย มีถึง 9 รายแนะนำ "ซื้อ" และอีก 2 รายแนะนำ “ถือ” โดยให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่ 5.68 บาท และให้ราคาสูงสุดถึง 6.50 บาท
ในทางตรงกันข้าม หุ้นของ VGI มีราคาซื้อขายล่าสุดอยู่ที่ 0.91 บาท ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน กลับพบว่าราคาหุ้นยังคงปรับตัวลดลงถึง -8.42% หรือลดลง -0.08 บาท สะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนต่อสภาวะขาดทุนและการปรับโครงสร้างธุรกิจของบริษัท
ซึ่งมุมมองของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ให้คำแนะนำเพียง "ถือ" และ "ขาย" โดยให้ราคาเป้าหมายเฉลี่ยต่ำเพียง 1.06 บาท และประเมินราคาต่ำสุดไว้ที่ 0.90 บาท
อย่างไรก็ตาม พัฒนาการที่สั่นสะเทือนวงการมากที่สุด คือการจับมือเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระหว่างสองค่าย โดย VGI ได้ว่าจ้างให้ PLANB เป็นผู้บริหารจัดการการขายและการตลาดสื่อโฆษณาทั้งหมดของ VGI ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568
นอกจากนี้ VGI ยังได้ก้าวเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใน PLANB ผ่านการเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง (PP) โดยมีสัดส่วนการถือหุ้น 24.13% ในปัจจุบัน ซึ่งการเปลี่ยนสถานะมาเป็นหุ้นส่วนจะทำให้ VGI สามารถเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก PLANB ได้มากขึ้น
ความร่วมมือนี้เริ่มออกดอกออกผลอย่างชัดเจน ผ่านการเปิดตัวแพ็กเกจสื่อโฆษณาแบบ Bundle เช่น "BTS MAX" รวมถึงนวัตกรรมใหม่อย่าง "BTS & City Sync" ที่สร้างปรากฏการณ์โฆษณาเชื่อมต่อจอใหญ่บนตึกสยามพารากอน เข้ากับสื่อบนขบวนรถไฟฟ้าและประตูกั้นชานชาลาแบบไร้รอยต่อ
โดยในไตรมาสล่าสุด PLANB เริ่มรับรู้รายได้จากการบริหารจัดการสื่อโฆษณาของ VGI เต็มไตรมาสแล้วจำนวน 20 ล้านบาท
เมื่อ PLANB เข้ามาดูแลงานขายสื่อโฆษณา VGI จึงได้ปรับทิศทางเพื่อไปโฟกัสการเติบโตที่ธุรกิจบริการด้านดิจิทัล ผ่าน Rabbit Card, Rabbit Care และ Rabbit Cash และธุรกิจจัดจำหน่าย ผ่านบริษัท แรบบิท ไบต์ส จำกัด หรือ Rabbit Bytes และร้าน Super Turtle
ด้านมุมมองจาก บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า PLANB มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรปี 2569 ดีกว่าอุตสาหกรรม โดยคาดกำไรสุทธิปี 2569 จะอยู่ที่ 1,166 ล้านบาท เติบโต 6%
จากธุรกิจสื่อโฆษณานอกบ้าน (OOH) ที่ยังแข็งแกร่งและรักษาอัตราการใช้สื่อ ได้ในระดับสูงกว่า 75% ผสานกับผลประโยชน์จาก Synergy ร่วมกับ VGI ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขายมากขึ้น
รวมถึงความสำเร็จของธุรกิจ Engagement Marketing ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ทั้งธุรกิจมวย กีฬา คอนเสิร์ต และอีเวนต์ จึงให้คำแนะนำ "ซื้อ" ให้ราคาเป้าหมายที่ 6.10 บาท
ส่วนมุมมองหุ้น VGI บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) อยู่ระหว่าง "ทบทวนคำแนะนำ" จากเดิม "ถือ" และอยู่ระหว่างทบทวนราคาเป้าหมายจากเดิม 1.29 บาท
โดยฝ่ายวิเคราะห์ยังคงระมัดระวังต่อหุ้น VGI อย่างมาก เนื่องจากประเมินว่าผลประกอบการยังไม่เห็นแนวโน้มการฟื้นตัวที่ชัดเจน ธุรกิจหลักอย่างโฆษณายังไม่แข็งแรง และมีความเสี่ยงจากสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าที่จะสิ้นสุดในปี 2572 ขณะที่ธุรกิจใหม่ก็ยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน
แม้ราคาหุ้นบนกระดานจะปรับตัวลดลงต่ำกว่ามูลค่าเงินสดสุทธิต่อหุ้นที่ 0.96 บาท แต่มองว่า VGI ยังไม่น่าสนใจลงทุนในระยะสั้น เนื่องจากความไม่แน่นอนในการนำเงินสดก้อนโตกว่า 2.1 หมื่นล้านบาทไปลงทุนต่อ ซึ่งยังขาดความชัดเจนของการฟื้นตัว
ที่มา : บล.กรุงศรี, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย), บมจ. แพลน บี มีเดีย (PLANB), บมจ. วีจีไอ (VGI)
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้