หุ้นแบงก์ร่วงยกแผง โบรกฯ ชี้แรงขายต่างชาติ-บอนด์ยีลด์สูงกดดัน แนะรอจับตา Fund Flow ก่อนเข้าซื้อ

Investment

Stocks

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

หุ้นแบงก์ร่วงยกแผง โบรกฯ ชี้แรงขายต่างชาติ-บอนด์ยีลด์สูงกดดัน แนะรอจับตา Fund Flow ก่อนเข้าซื้อ

Date Time: 30 ก.ย. 2569 14:48 น.

Video

7 เรื่องควรทำ สำหรับ SME | On The Rise EP.28

“Summary“

ตลาดหุ้นไทยดิ่งแรง หุ้นแบงก์ร่วงยกแผง โบรกฯ ชี้แรงขายต่างชาติ-บอนด์ยีลด์สูงกดดัน แนะรอจับตา Fund Flow และสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย ก่อนพิจารณาเข้าซื้อ

Latest


ตลาดหุ้นไทยเปิดเช้าวันที่ 30 ก.ย. 69 ด้วยแรงขายหนัก โดยหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ถูกเทขายหนักเป็นพิเศษ หลายตัวปรับลงกว่า 4% ท่ามกลางแรงขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติที่ต่อเนื่องมาหลายวัน ขณะที่ตลาดยังกังวลทั้งทิศทางบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ และสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศ

หุ้นร่วงเกือบทั้งกระดาน…ธนาคารร่วงทั้งแผง

ภาพรวมตลาดเช้านี้แทบไม่มีที่ให้หลบ เมื่อนับจำนวนหุ้น มีหุ้นปรับขึ้นเพียง 68 ตัว เทียบกับหุ้นปรับลดลงถึง 434 ตัว และไม่เปลี่ยนแปลง 113 ตัว หรือหุ้นที่ลงมีมากกว่าหุ้นที่ขึ้นราว 6 เท่า

ดัชนีแทบไม่มีแรงรีบาวด์ หลังเปิดตลาดไม่นานก็ทยอยอ่อนตัวลงเรื่อย ๆ และปิดรอบเช้าใกล้ระดับต่ำสุดของวัน แสดงว่าแรงขายยังไม่หมด

ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารทั้ง 10 ตัวปรับลดลงหมด สีแดงยกแผง โดยกลุ่มที่ลงหนักที่สุดคือ KTB ลดลง 2.00 บาท (-4.62%) มาอยู่ที่ 41.25 บาท ตามด้วย BAY ลดลง 1.75 บาท (-4.61%) อยู่ที่ 36.25 บาท และ KBANK ลดลง 10.00 บาท (-4.13%) ที่ 232.00 บาท

ขณะที่ CREDIT ลดลง 3.15% KKP ลดลง 2.67% TTB ลดลง 2.67% LHFG ลดลง 2.44% SCB ลดลง 2.29% BBL ลดลง 1.85% และ TISCO ลงน้อยที่สุดเพียง 0.40% ตามลำดับ

ซึ่งแรงกดดันมาจากสองด้านหลัก คือเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นเอเชียในวงกว้าง หลังบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้นักลงทุนลดการถือสินทรัพย์เสี่ยง และความกังวลสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศ ที่ซ้ำเติมความเชื่อมั่น

รอสัญญาณต่างชาติกลับมาก่อน ค่อยคิดซื้อหุ้นแบงก์

ณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้ความเห็นกับ Thairath Money ว่า แรงขายหุ้นไทยจากนักลงทุนต่างชาติยังคงมีต่อเนื่อง โดยขายสุทธิเป็นวันที่ 6 ติดต่อกัน และเร่งตัวขึ้นอย่างมากในช่วงวานนี้ สอดคล้องกับภาพ Fund Flow ที่ไหลออกจากตลาดหุ้นเอเชียในวงกว้าง หลังบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนลดการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง

ทั้งนี้ หากพิจารณาเฉพาะตลาดหุ้นในภูมิภาค พบว่านักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยในสัดส่วนที่มากกว่าประเทศอื่น โดยนอกจากปัจจัยด้าน Fund Flow แล้ว ยังมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมและน้ำขังเข้ามากดดันตลาดเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา และกลุ่มหุ้นที่มีแรงซื้อสะสมค่อนข้างมาก ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ประมาณ 3.3 หมื่นล้านบาท กลุ่มปิโตรเคมีประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท และกลุ่มพลังงานประมาณ 8.2 หมื่นล้านบาท

ดังนั้น เมื่อเกิดการลดสัดส่วนการลงทุน หุ้นในกลุ่มที่นักลงทุนต่างชาติเคยเข้าซื้อสะสมมากจึงมีโอกาสเผชิญแรงขายมากกว่ากลุ่มอื่น

นอกจากนี้ หากมองในมุมปัจจัยพื้นฐาน ผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ก็ยังไม่ได้น่าสนใจ และมีแนวโน้มลดลงทั้งเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) เนื่องจากสินเชื่อยังไม่ได้เติบโตอย่างโดดเด่น ขณะที่ยังไม่มีปัจจัยหนุนด้านเงินปันผลเข้ามาในช่วงดังกล่าว โดยคาดว่าการเติบโตของผลประกอบการจะเริ่มเห็นได้ชัดเจนขึ้นในไตรมาส 4/2569

ส่วนในแง่ราคาหุ้น กลุ่มธนาคารได้ปรับตัวลงจากระดับสูง หลังจากก่อนหน้านี้ราคาปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมาก โดยในช่วง 5 วันที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวลดลงเฉลี่ยประมาณ 6% แต่การปรับตัวลงเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอที่จะเป็นสัญญาณเข้าซื้อ เนื่องจากยังต้องติดตามทิศทางของนักลงทุนต่างชาติว่าจะกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยเมื่อใด

“สิ่งที่ต้องจับตาคือข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่กำลังจะประกาศ เนื่องจากมีผลต่อทิศทางบอนด์ยีลด์ หากตัวเลขไม่ได้ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ก็จะช่วยลดแรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์ และอาจช่วยชะลอแรงขายในตลาดหุ้นได้” ณัฐพล กล่าว

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศ โดยหากสถานการณ์สามารถคลี่คลายได้ตามกรอบเวลาที่มีการประเมินไว้ว่า ภายในวันที่ 4 ต.ค. สถานการณ์จะต้องดีขึ้น ก็มีโอกาสที่ Fund Flow จะเริ่มกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยหลังจากนั้น

อย่างไรก็ตาม สำหรับหุ้นกลุ่มธนาคาร มองว่ายังมีจุดเด่นด้านเงินปันผล โดยในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ราว 3-4% และหุ้นที่เป็น Top Pick คือ SCB ซึ่งคาดว่าจะจ่ายเงินปันผลในช่วงครึ่งปีหลังคิดเป็น Dividend Yield เกือบ 5% ขณะที่ KTB มองว่าสินเชื่อภาครัฐมีการเติบโตที่ดี ทำให้ในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะมี Dividend Yield ราว 4%


อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ