
เป็นที่น่าจับตาของนักลงทุน สำหรับนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลชุดใหม่ที่นำโดย “เศรษฐา ทวีสิน” ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของไทย โดยเฉพาะนโยบายที่จะเข้ามาสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและภาคตลาดทุน ท่ามกลางความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยภาคตลาดทุนต่างฝากการบ้านให้รัฐบาลชุดใหม่ พร้อมทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวในงาน Thailand Focus 2023 : The New Horizon โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า เศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ถึงต้นปีหน้า ไม่ง่าย เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังผันผวน
ส่วนเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2566 ที่ผ่านมาขยายตัวเพียง 1.8% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ตามการรายงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เมื่อต้นสัปดาห์ เป็นผลจากภาคอุตสาหกรรมติดลบถึง 2.3% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
“ดังนั้นโจทย์ปี 2566 จึงไม่ใช่ว่าเศรษฐกิจไทยจะโต 5% หรือ 6% แต่คือการประคองเศรษฐกิจให้ผ่านช่วงคับขันของเศรษฐกิจโลกไปให้ได้ และหยิบฉวยโอกาสดีๆ ต่างๆ ให้ได้” ดร.กอบศักดิ์ กล่าว
พร้อมกับระบุว่า ตอนนี้ให้รัฐบาลใหม่ได้มีเวลาจัดสรรกระทรวง จัดสรรการทำงาน และดูว่าจะขับเคลื่อนอะไรได้บ้าง ส่วนเรื่องดิจิทัล วอลเล็ต ดร.กอบศักดิ์ มองว่า ในปีหน้าประเทศไทยต้องการการกระตุ้นเศรษฐกิจบ้าง ในเวลาที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว
อย่างไรก็ตาม ตนได้กล่าวบนเวที Thailand Focus 2023 หัวข้อเรื่อง Thai Capital Market Forward New Horizon ถึง 4 เรื่องสำคัญ ที่จะฝากถึงรัฐบาลใหม่ ประกอบด้วย
หนึ่ง : เรื่องเทคโนโลยี เนื่องจากใน 4 ปีข้างหน้า เรื่องนี้คือสิ่งสำคัญ ในแง่การสร้างเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยี เช่น ประเทศไทยจะทำให้มีเทคโนโลยีของตัวอย่างไรได้อย่างไร ใช้ศักยภาพของประเทศไทยเป็นศูนย์กลางดึงดูดนักวิจัย งานวิจัยของบริษัทใหญ่ๆ ต่างๆ เข้ามาในประเทศได้อย่างไร ให้สตาร์ทอัพจากที่ต่างๆ ของโลก มาใช้ประเทศไทยเป็นฐานเป็นสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคได้อย่างไร
สอง : เรื่องการสร้างรายได้ การทำมาหากินของคนไทย โดยใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วได้ต่อยอดต่อไป โดยยกตัวอย่าง New S-Curve ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โลจิสติกส์ ซอฟต์พาวเวอร์ ต้องคิดว่า จะทำอย่างไรให้ไทยเป็นผู้เล่นหลักของโลก
สาม : การส่งเสริมบริษัทไทยให้ออกไปสู่ระดับภูมิภาคเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่บริษัทไทยไปเอง แต่ประเทศไทยควรมีนโยบายอย่างญี่ปุ่นที่มีการส่งเสริมธุรกิจไทยในการออกไปสู่ภูมิภาค ในเวลาที่อาเซียนคือจุดสนใจของโลก และหากมีการส่งเสริมโดยรัฐบาลมากขึ้น ก็จะทำให้เพิ่มการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น
สี่ : การสร้างสิ่งแวดล้อมต่างๆ ให้เหมาะสมกับการลงทุน การทำธุรกิจ อย่างเรื่อง EEC ซึ่งจะเปลี่ยนชื่อก็ได้ แต่อย่างให้สร้างเพื่อดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาในประเทศให้รวดเร็วขึ้น
“FETCO และตลาดทุน มีความตั้งใจจะหารือกับรัฐบาลใหม่อย่างใกล้ชิด เพื่อการทำงานร่วมกัน เพื่อส่งเสริมให้ตลาดทุนเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมถึงการปรับปรุงกฎเกณฑ์ เช่น Digital Government เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ภาคธุรกิจ รวมถึงการสร้างกฎเกณฑ์กติกาเพื่อดูแลผู้ลงทุนด้วย”
ด้าน ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า การที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ถือเป็นพัฒนาการที่ดีสำหรับตลาดการเงินและระบบเศรษฐกิจ ในระยะสั้น เนื่องจากจะทำให้มั่นใจมากขึ้นว่ากลไกการทำงานของภาครัฐนั้น จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ เช่น การจัดทำงบประมาณ และบริหารราชการแผ่นดิน
ทั้งนี้ จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังมีความไม่แน่นอนและความเสี่ยงอยู่อีกมาก การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐนั้น ควรให้ความสำคัญกับการรักษาความเชื่อมั่น และเสถียรภาพของเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำถึงการมีส่วนร่วมที่แท้จริงของประชาชน และประโยชน์ของประชาชนในระยะยาว
“การดำเนินนโยบายที่ให้ประชาชนนิยมเป็นเรื่องดี แต่ว่าถ้าคำนึงเฉพาะเรื่องที่ถูกใจในระยะสั้น และไปกระทบเรื่องความเชื่อมั่นในระยะยาว บางทีจะได้ไม่คุ้มกัน และส่วนรวมก็อาจจะเสียได้” ดร.ประสาร กล่าว
ขณะที่ แมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า สำหรับการจัดงาน Thailand Focus 2023 ครั้งที่ 17 ในครั้งนี้ เป็นการสื่อสารแนวทางของภาคเอกชน ที่ต้องการจะทำและได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ พร้อมทั้งเป็นการส่งเสียงให้นักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบันเห็นทิศทางของตลาดทุนไทย อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามรายละเอียดนโยบายภาครัฐ ว่าจะเอื้อต่อการพัฒนาและสนับสนุน ตลาดทุนและเศรษฐกิจได้อย่างไรในอนาคต
ทั้งนี้ ตลท. มองว่า ภาครัฐควรมีนโยบายสนับสนุนธุรกิจในหมวดอุตสาหกรรมเป้าหมายต่อเนื่อง จากเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยที่ผ่านมา ตลท. ได้มีการพัฒนาเกณฑ์เข้าจดทะเบียนในรูปแบบ New Economy Track สำหรับผู้ประกอบการในหมวดอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษของ EEC เพื่อให้บริษัทที่มีขนาดใหญ่ แต่ยังไม่มีกำไร สามารถเข้าจดทะเบียนได้สะดวกมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ตลท. ยังมีนโยบายในการสนับสนุนธุรกิจขนาดกลาง-เล็ก และธุรกิจสตาร์ทอัพ มาอย่างต่อเนื่อง จากการพัฒนา LiVE platform และ LiVE Exchange ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากภาคธุรกิจ แต่ยังต้องมีการทยอยพัฒนาปรับปรุงด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เหมาะสมกับผู้ใช้และสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น
นอกจากนี้ ตลท. มีแผนในการนำข้อมูล (Data) มาใช้ในการประมวลผลเพื่อสร้างศักยภาพของตลาดทุนไทยให้มากยิ่งขึ้น เช่น การใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์ความสนใจของนักลงทุนและความสนใจของบริษัทจดทะเบียนเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนรูปแบบใหม่ๆ และการใช้ข้อมูลติดตามกิจกรรมการซื้อขายเพื่อทำให้การกำกับดูแลตลาดทุนเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ดี สิ่งที่มองว่าเป็นความท้าทายของตลาดทุนในอนาคต ซึ่งสอดคล้องต่อการสนับสนุนจากภาครัฐ ประกอบด้วย 1. การรับมือต่อเศรษฐกิจมหภาคที่ยังมีความกังวลเรื่องดอกเบี้ยและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ 2. ความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนจากปัญหาในช่วงที่ผ่านมา และ 3. ประเด็นทางการเมือง ที่วันนี้เห็นภาพชัดเจนขึ้นแล้ว