
ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 14 ก.ค.66 ปิดที่ 1,517.92 จุด เพิ่มขึ้น 23.90 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 43,640.01 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 1,651.08 ล้านบาท
หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด PTT ปิด 35 บาท บวก 0.75 บาท, GULF ปิด 48.25 บาท บวก 0.75 บาท, BBL ปิด 158 บาท บวก 1.50 บาท, AOT ปิด 70.25 บาท บวก 1 บาท, ADVANC ปิด 222 บาท บวก 4 บาท
บล.เอเซียพลัส ออกบทวิเคราะห์ ประเมินความเสี่ยงปัจจัยการเมืองที่มีต่อทิศทาง SET Index มีสูงขึ้นหลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้อง กรณีที่พรรคก้าวไกลนำประเด็นเรื่องการแก้ไข/ยกเลิก ม.112 ของ ป.อาญา ไว้พิจารณา ว่ามีประเด็นว่าเข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ ม.49 วรรคหนึ่งหรือไม่? โดยให้พรรคก้าวไกลยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน
ขณะที่ กกต.มีมติกรณีแคนดิเดตนายกฯจากก้าวไกล ถือหุ้นสื่อ ว่ามีมูล และส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป ซึ่งคาดว่าศาลจะพิจารณาสัปดาห์หน้าว่าจะรับหรือไม่รับเรื่องไว้พิจารณา หากรับแล้วจะสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.หรือไม่
ในอีกทางเริ่มเห็นการจัดกิจกรรมการเมืองนอกสภา โดยมีการนัดหมายกันหลายจังหวัด ภายใต้ภาวะดังกล่าวน่าจะทำให้สถานการณ์การเมืองมีความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งแรกไม่สำเร็จ และจะมีการนัดหมายเลือกอีกรอบ 19 ก.ค.66 นี้ แต่เนื่องด้วยประเด็นความเสี่ยงทั้งนอกและในสภายังมีอยู่มาก ทำให้มีโอกาสเปิด Downside ของ GDP Growth ไทย ที่เดิมคาดอยู่ในกรอบ 3.5-4.0% ดังนั้น ฝ่ายวิจัยฯมองตลาดหุ้นไทยมีโอกาสผันผวนต่อไปในเดือนนี้
อย่างไรก็ตาม หากมีสัญญาณการสลับขั้วทางการเมือง หรือประเด็นการเมืองยืดเยื้อ แนะนำกลยุทธ์ Trading หุ้นพื้นฐานที่ย่อลงมาลึกจากความกังวลการเปลี่ยนผ่านนโยบายทางการเมือง หุ้นต้นทุนค่าแรง รายได้อิงโครงการภาครัฐ STEC, CK, BEM หุ้นหวังกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม SAWAD, JMT, TIDLOR, CBG และหุ้นทุนผูกขาด CRC, TRUE, CPN, CPALL รวมทั้งหุ้นที่ได้รับผลกระทบปรับสูตรค่าไฟฟ้า GPSC, BGRIM, GULF, PTTGC
ทั้งนี้ เอเซียพลัสเห็นว่า ประเด็นการเมืองจะยังคงผันผวนไม่รู้ผลลัพธ์ที่แน่นอน ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสผันผวนภายใต้มูลค่าการซื้อขายที่เบาบางต่อไป จนกว่าจะเห็นความชัดเจน.
อินเด็กซ์ 51