
ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 13 ก.ค.66 ปิดที่ 1,494.02 จุด เพิ่มขึ้น 2.88 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 40,447.57 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 11.67 ล้านบาท
บล.ยูโอบีเคย์เฮียน ระบุว่า หุ้นไทยอาจผันผวนจากภาพการเมืองระยะสั้นที่มีความไม่แน่นอน แต่ไม่เปลี่ยนแปลงภาพใหญ่ โดยมองบวกต่อทุกผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น คงมุมมองฉากทัศน์ที่มีโอกาสเกิดขึ้น ดังนี้
1.“พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เป็นนายกฯ และรัฐบาลนำโดยก้าวไกลและเพื่อไทย (โอกาส 40%) 2.“เศรษฐา ทวีสิน” เป็นนายกฯ และรัฐบาลนำโดยก้าวไกลและเพื่อไทย (โอกาส 40%) 3.นายกรัฐมนตรีเป็นบุคคลอื่น หรือเกิดการจับขั้วรัฐบาลที่นำโดยเพื่อไทยขณะที่ก้าวไกลหลุดไปเป็นฝ่ายค้าน (โอกาส 20%)
ทั้งนี้ มองฉากทัศน์ที่ตลาดจะตอบรับเชิงบวกจากมากไปน้อย ได้แก่ 2, 1 และ 3 ขณะที่ การที่ กกต.ส่งเรื่องการถือหุ้น ITV ของ “พิธา” ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยและขอให้สั่งยุติปฏิบัติหน้าที่ แม้ไม่มีผลต่อคุณสมบัติการเสนอชื่อโหวตเป็นนายกรัฐมนตรี แต่อาจสร้างเงื่อนไข ที่ทำให้เสียงสนับสนุนลดลงอาจเป็นลบระยะสั้น แต่เพิ่มโอกาสของการเกิดฉากทัศน์ที่ 2 ในระยะกลาง
บล.ทรีนีตี้ ประเมิน Scenario ของการโหวตนายกรัฐมนตรี ดังนี้ 1.กรณีที่การโหวตนํามาซึ่งข้อสรุปของนายกฯคนใหม่เป็น “พิธา” ประเมินว่ากรณีนี้ตรงกับกรณีฐานที่เคยวิเคราะห์ไปก่อนหน้านี้ ซึ่ง SET Index อาจขยับขึ้นเล็กน้อยในช่วงแรกได้บ้าง จากความคาดหวังการจัดตั้งรัฐบาลและการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รวดเร็ว
สำหรับกลุ่มหุ้นที่แนะนํา กรณีนี้คือกลุ่ม Consumer และกลุ่ม Tourism ซึ่งถือเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยปีนี้ อาทิ BBL, KTB, CPALL, CPAXT, BJC, ERW, SPA
2.กรณีที่การโหวตในวันที่ 13 ก.ค.66 ไม่สามารถนํามาซึ่งบทสรุปของชื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ประเมินว่า คงยังไม่ได้มีผลกระทบเชิงลบต่อดัชนี SET มากนัก เนื่องจากเชื่อว่านักลงทุนส่วนหนึ่งได้เตรียมใจกับการโหวตที่อาจมีความยืดเยื้อต่อไปยังสัปดาห์หน้า วันที่ 19 และ 20 ก.ค. อยู่แล้ว และนักลงทุนบางส่วนอาจตีความว่า โอกาสที่ “พิธา” จะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯและการเป็นแกนนํารัฐบาลของพรรคก้าวไกลมีน้อยลง
กรณีนี้มีโอกาสเห็นแรงเก็งกําไรในระยะสั้นในหุ้นเหล่านี้ เช่น GULF, GPSC, BGRIM, TRUE, STEC รวมถึงหุ้นที่มีความเชื่อมโยงกับพรรคเพื่อไทยที่ตลาดอาจตีความว่ามีโอกาสพลิกมาเป็นแกนนําในการจัดตั้งรัฐบาลมากขึ้น เช่น SC, SIRI.
อินเด็กซ์ 51