
ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 16 พ.ย.65 ปิดที่ 1,619.98 จุด ลดลง 9.40 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 61,507.52 ล้านบาท ต่างชาติซื้อสุทธิ 1,371.74 ล้านบาท
หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด PTTEP ปิด 188.50 บาท บวก 4 บาท, POLY ปิด 7.30 บาท บวก 0.50 บาท, GULF ปิด 50.50 บาท ลบ 1.50 บาท, PTT ปิด 33.50 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง, BDMS ปิด 30.25 บาท ลบ 1 บาท
ฝ่ายวิจัย บล.เอเซียพลัส ผ่านบทวิเคราะห์ สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 9 เดือน โดยไม่มีการขยายวงทำให้ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้นทำสงคราม (วันที่ 24 ก.พ.) สะท้อนจาก GPR Index แต่ล่าสุดความเสี่ยงดังกล่าวกลับมาทวีความตึงเครียดอีกครั้ง หลังโปแลนด์รายงานว่า พบขีปนาวุธที่ผลิตในรัสเซียตกในหมู่บ้าน Przewodow ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของโปแลนด์ ห่างจากชายแดนยูเครนราว 6 กิโลเมตร จนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 2 ราย
เหตุการณ์นี้อาจส่งผลให้การทำสงครามขยายวงกว้างไปยังประเทศอื่นๆ เนื่องจากโปแลนด์เป็นหนึ่งในสมาชิกของ NATO จึงต้องจับตาท่าทีของ NATO ต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร
สรุปความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ยังคงต้องติดตามใกล้ชิด โดยเฉพาะท่าทีการตอบโต้กลับของ NATO หลังมีแนวโน้มขยายวงกว้างไปยังประเทศที่สาม ซึ่งนักลงทุนต้องคอยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ถ้ามีความตึงเครียดและทวีความรุนแรงมากขึ้นอาจเป็นแรงกดดันต่อตลาดการเงินทั่วโลกอีกครั้ง
ขณะที่ภาพรวมตลาดหุ้นอาจกลับมาผันผวนช่วงสั้น หลังมีและน่าจะกดดันสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะเศรษฐกิจในฝั่งยุโรป โดยประเด็นดังกล่าวน่าจะกดดันตลาดหุ้นไทยน้อยกว่า เนื่องจากไทยมีสัดส่วนการค้ากับรัสเซียเพียง 1.9% ของประเทศทั้งหมด และเวลาเผชิญกับปัจจัยดังกล่าว ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงน้อยกว่า พร้อมกับเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง ดังนั้น หากตลาดหุ้นย่อตัวลงมาถือเป็นโอกาสในการสะสม
ฝ่ายวิจัยฯจึงทำการค้นหาช่วงเวลาที่นักลงทุนกังวลประเด็นความขัดแย้งยูเครนกับรัสเซีย (23 ก.พ.–8 มี.ค.65) มีกลุ่มหุ้นที่ Outperform คือ HELTH, ICT, COMM, ENERG, STEEL, TRANS.
อินเด็กซ์ 51