
ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 23 เม.ย. ปิดที่ 1,553.59 จุด ลดลง 14.62 จุด มีมูลค่าซื้อขาย 86,151.91 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 1,833.20 ล้านบาท
หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด KBANK ปิด 132 บาท ลบ 5 บาท, STGT ปิด 44 บาท ลบ 0.50 บาท, STA ปิด 46.25 บาท ลบ 2.50 บาท, SAWAD ปิด 82.00 บาท ลบ 1.50 บาท, CPALL ปิด 62.25 บาท ลบ 1.25 บาท
หุ้นไทยร่วงลงแรงจากความกังวลจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศสูงขึ้นอย่างมากจึงเทขายหุ้นออกมาเพื่อลดความเสี่ยง ขณะที่สภาพคล่องบางส่วนยังถูกดึงออกมาจองซื้อหุ้นไอพีโอหลายตัวที่กำลังเปิดให้จองซื้อในช่วงนี้หลายตัว
บล.เอเซียพลัสมองว่า ในระยะถัดไป คาดว่ามีแรงหนุนให้เห็น Fund Flow ไหลเข้ามาในตลาดการเงินในเอเชีย รวมถึงไทยมากขึ้นจาก 2 ปัจจัย 1.ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลง โดยการ Funding เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในสหรัฐฯ กดดันให้เงินดอลลาร์อ่อน (ล่าสุดอ่อนค่าลงมาแล้ว 2.14% mtd) ประเด็นนี้หนุนให้นักลงทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียรวมถึงไทยมีโอกาสได้ Fx Gain จากการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียรวมถึงไทยมากขึ้น
2.กระแสการขึ้นภาษีนิติบุคคลฝั่งสหรัฐฯตามนโยบายของ “โจ ไบเดน”จะหนุนให้ Fund Flow ไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชีย-ไทยมากขึ้น โดยเมื่อวันก่อนมีการประกาศ Capital Gain Tax และระยะถัดไปน่าจะมีการประกาศขึ้นภาษีนิติบุคคลจาก 21% เป็น 28% ตามมา กดดันให้กำไรบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯลดลง และน่าจะเห็นเม็ดเงินไหลเข้ามาในตลาดหุ้นเอเชียรวมถึงไทยมากขึ้น
สรุปคือ แม้ระยะสั้นนักลงทุนจะลดความเสี่ยงพักอยู่ในสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ถ้าตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลง บวกกับยังมีปัจจัยสนับสนุนว่า Fund Flow มีโอกาสไหลเข้าตลาดหุ้น ดังนั้นการที่ดัชนีย่อตัวลงมา เป็นโอกาสในการสะสม เชียร์หุ้น TMT, KSL, PTTEP ได้แรงหนุนจาก ราคาเหล็ก, ราคาน้ำตาล และราคานํ้ามันยังขึ้นต่อ
บล.ทิสโก้ คาดการณ์ผลประกอบการของหุ้นในกลุ่มพลังงาน ปลายน้ำ เช่น โรงกลั่นและเคมีจะเพิ่มขึ้นจากกำไรของสต๊อกตามราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น โดยชอบกลุ่มโรงกลั่นมากกว่าเคมี แม้การดำเนินงานของกลุ่มเคมีจะดีกว่าในช่วง 1H21F แต่ด้วยโรงงานใหม่ของจีนที่จะเริ่มดำเนินงานใน 2H21F จะเป็นปัจจัยกดดันในอนาคต ชอบ TOP ที่สุดในกลุ่มโรงกลั่น โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 69 บาท แนะนำให้ “ซื้อ” มีความเสี่ยงคือความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ, อัตรากำไร และราคาของกลุ่มเคมีและโรงกลั่น!!
อินเด็กซ์ 51