
นักลงทุนจับตาเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด คาดส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจ บลจ.กรุงไทย มองกรอบดัชนีหุ้นไทยปีหมูทองไว้ที่ 1,800 จุด แนะจับตาภาคการท่องเที่ยว และภาวะเศรษฐกิจโลก
นายวีระ วุฒิคงสิริกูล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานจัดการลงทุน บริษัททรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดผยว่า แนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย หรือ SET Index ในปี 2562 บริษัทประเมินกรอบดัชนีฯ ไว้ที่ 1,800 จุด
โดยภาวะการลงทุนยังคงเผชิญกับความผันผวนต่อเนื่องจากปี 2561 ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกซึ่งถูกกระทบจากปัจจัยเสี่ยงหลักกรณีสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อการขยายตัวเศรษฐกิจไทยผ่านปริมาณการส่งออก และการท่องเที่ยว รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ
สำหรับ ปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ผลการเลือกตั้งทั่วไป ว่าไทยจะได้รัฐบาลที่มีเอกภาพเพียงพอที่จะบริหารประเทศได้อย่างมีเสถียรภาพหรือไม่ เพราะมีผลกระทบต่อนโยบายการบริหารเศรษฐกิจประเทศ
"ถ้าดูสภาพตลาดปัจจุบัน นักลงทุนค่อนข้างมีความกังวล มีความกลัวความเสี่ยงในการลงทุนในหุ้น ซึ่งถ้าดูราคาหุ้นในปัจจุบันก็มีการสะท้อนความกังวลดังกล่าวไปบ้างแล้ว ขณะเดียวกันราคาหุ้นปัจจุบันมี Valuation มี P/E ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี มีอัตราเงินปันผลที่สูงขึ้น แม้ว่าจะมีปัจจัยที่น่ากังวลอยู่บ้าง แต่ระดับราคาหุ้นในปัจจุบันนี้ก็มี Downside risk ค่อนข้างจำกัด ดังนั้นการทยอยเข้าลงทุนในระดับปัจจุบันนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีซึ่งคาดว่าจะดีกว่าการลงทุนในตราสารการเงินอื่นๆ ในระยะยาว"
ทางด้าน ดร.สมชัย อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บลจ. กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2562 ว่า อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (GDP) ในปีนี้อยู่ที่ระดับ 3.8 % ต่อปี ชะลอลงจากปี 2561 ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวที่ 4.2% ต่อปี
โดยแรงขับเคลื่อนหลักๆ มาจากนโยบายการลงทุนของภาครัฐที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการลงทุนในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งจะมีผลต่อความเชื่อมั่นการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นด้วย
นอกจากนี้ ยังมีแรงกระตุ้นจากปัจจัยการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน และผลของการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมือง ซึ่งต้องติดตามว่าภายหลังการเลือกตั้งและมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ รวมถึงนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะออกมาจะเป็นแรงผลักดันในเรื่องของความเชื่อมั่นการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือไม่
ขณะที่ภาคการส่งออก คาดว่ามูลค่าการส่งออกจะมีแนวโน้มเติบโตชะลอลง จากปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่าการขยายตัวจะอยู่ที่ระดับ 3.7% ต่อปี ทรงตัวในระดับเดียวกับปี 2561 แต่อาจมีความเสี่ยงที่การเติบโตอาจต่ำกว่านั้น
สำหรับปัจจัยต้องติดตามโดยเฉพาะในช่วงต้นปี คือผล เจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ความเสี่ยงคือถ้าตกลงกันไม่ได้ และมีการขึ้นกำแพงภาษีก็จะทำให้เศรษฐกิจโลกมีผลกระทบร้ายแรงกว่าที่เห็นทุกวันนี้ การชะลอตัวลงของเศรษฐกิจสหรัฐฯประเด็นการเมืองในยุโรป ข้อสรุปของอังกฤษว่าตกลงจะออกจาก EU หรือไม่
ส่วนประเด็นของไทยที่ต้องติดตาม คือ เรื่องท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่านักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวจะฟื้นตัวกลับมาได้มากน้อยเพียงใด และผู้นำจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้งเพราะมีผลต่อนโยบายในอนาคต ซึ่งมีผลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยค่อนข้างมาก