
การลงทุนในช่วงนี้ยังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย จากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่คลี่คลาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงาน ต้นทุนการผลิต และทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งนักลงทุนต้องอาศัยความระมัดระวังในการวางกลยุทธ์มากขึ้น ดังนั้น “กองทุนรวม” ที่มีผู้เชี่ยวชาญมาบริหารจัดการ และกระจายความเสี่ยงให้ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แต่กองทุนรวมไหนที่ยังมีผลตอบแทนดีในสถานการณ์แบบนี้?
ก่อนที่จะไปดูกองทุนหุ้นโลก เรามาดูกลุ่มกองทุนที่ทำผลงานได้ดีตั้งแต่ต้นปี 2569 กันก่อน และแน่นอนว่ารายชื่อ 10 กองทุนที่สร้างผลตอบแทนมากที่สุดในช่วงนี้ ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในธีมน้ำมันตามราคาพลังงานโลก ซึ่งให้ผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปีในระดับ 60-70% เลยทีเดียว
สาเหตุที่ทำให้กองทุนน้ำมันพุ่งขึ้นแรงในช่วงนี้ มาจากทิศทาง “ราคาน้ำมันโลก” ที่อยู่ในขาขึ้นอย่างชัดเจน หลังเผชิญแรงกดดันด้านอุปทาน จากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการควบคุมกำลังการผลิตของกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมัน
แม้ภาพรวมตลาดหุ้นทั่วโลกในปีนี้จะยังเต็มไปด้วยแรงเหวี่ยงจากปัจจัยรอบด้าน แต่ภายใต้ความผันผวนดังกล่าว “กองทุนหุ้นโลก” ยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงและคว้าโอกาสจากธีมการเติบโตในระดับโลก
โดยเฉพาะกองทุนที่สามารถคัดเลือกสินทรัพย์ได้อย่างเฉียบคม ก็ยังมีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นได้ และหากลองไล่เรียงดูผลงานตั้งแต่ต้นปี จะพบว่ามีกองทุนบางตัวที่สามารถเร่งผลตอบแทนขึ้นมาได้อย่างน่าสนใจ จนติดอันดับ “ตัวท็อป” ของกลุ่มนี้ ซึ่งหากซูมดู 3 อันดับแรกที่ผลตอบแทนสูงสุด ได้แก่
1. I-10 หรือ กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทน
เป็นกองทุนที่นำเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับพลังงานแบบดั้งเดิมและพลังงานทางเลือกทั้งทางตรงและทางอ้อม
ผลตอบแทนย้อนหลัง
2. BCAP-CLEAN หรือ กองทุนเปิดบีแคป คลีน อินโนเวชั่น
เป็นกองทุนมีนโยบายการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมตราสารทุนต่างประเทศ โดยกองทุนปลายทางมีการกระจายการลงทุนในหลักทรัพย์หรือตราสารของบริษัทที่ได้ประโยชน์จากการประกอบธุรกิจที่เกี่ยวกับนวัตกรรมเพื่อช่วยในการรักษาสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน
ผลตอบแทนย้อนหลัง
3. Principal GOPP-X หรือ กองทุนเปิดพรินซิเพิล โกลบอล ออพพอร์ทูนิตี้ ชนิดผู้ลงทุนพิเศษ
เป็นกองทุนมีนโยบายการลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียวคือ Morgan Stanley Investment Funds Global Opportunity Fund (กองทุนหลัก) ซึ่งเน้นลงทุนในหุ้นคุณภาพสูงที่มีการเติบโตยั่งยืนทั่วโลกประมาณ 30-40 บริษัท โดยเน้นหุ้นเติบโตสูงที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มระยะยาว
ผลตอบแทนย้อนหลัง
แม้ตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงเคลื่อนไหวท่ามกลางความไม่แน่นอน แต่ในความผันผวนนี้เอง กลับเป็นจังหวะที่นักลงทุนจำนวนไม่น้อยใช้เป็นโอกาสในการคัดเลือก “กองทุนดาวเด่น” เพื่อสร้างผลตอบแทน
หากลองซูมอินลงไปใน 5 ตลาดหุ้นหลักที่นักลงทุนไทยนิยม จะพบว่าแต่ละตลาดมีจังหวะและเรื่องราวที่แตกต่างกันออกไป ซึ่ง Thairath Money หยิบยกกองทุนที่สามารถขึ้นนำและสร้างผลตอบแทนสูงสุดในแต่ละสนามลงทุน ดังนี้
ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา
KFUSRMF หรือ กองทุนเปิดกรุงศรียูเอสอิควิตี้เพื่อการเลี้ยงชีพ
ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศชื่อ GQG Partners US Equity Fund (กองทุนหลัก) เน้นลงทุนในตราสารทุนหรือตราสารที่อ้างอิงกับตราสารทุน ซึ่งรวมถึงหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ และออปชัน ของบริษัทที่อยู่ในสหรัฐฯ นอกจากนี้ กองทุนอาจลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่อยู่นอกสหรัฐฯ ทั้งที่อยู่ในกลุ่มประเทศตลาดพัฒนาแล้ว และกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ด้วย
ผลตอบแทนย้อนหลัง
ตลาดหุ้นจีน
DAOL-CHIG หรือ กองทุนเปิด ดาโอ ไชน่า โกรท
ลงทุนในหน่วยลงทุนของ Matthews Asia Funds – – China Discovery Fund (กองทุนหลัก) Class I (USD) ซึ่งเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทขนาดเล็กถึงขนาดกลางในประเทศจีน (รวมถึงฮ่องกง, มาเก๊า, ไต้หวัน) ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง โดยเน้นบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับการเติบโตเชิงโครงสร้างของจีน
ผลตอบแทนย้อนหลัง
ตลาดหุ้นยุโรป
PRINCIPAL EUEQ-X หรือ กองทุนเปิดพรินซิเพิล ยูโรเปี้ยน อิควิตี้ ชนิดผู้ลงทุนพิเศษ
ลงทุนในกองทุนรวม Principal Global Investors Funds - European Equity Fund (กองทุนหลัก) ซึ่งเน้นลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่จดทะเบียนในยุโรป หรือดำเนินธุรกิจหลักในยุโรป โดยมุ่งเน้นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีศักยภาพเติบโตยั่งยืน กระจายการลงทุนในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น Nestle, ASML Holding, AstraZeneca, Roche เป็นต้น
ผลตอบแทนย้อนหลัง
ตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิค (ยกเว้นญี่ปุ่น)
PRINCIPAL KEQ หรือ กองทุนเปิดพรินซิเพิล เกาหลี อิควิตี้
ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน JPMorgan Funds-Korea Equity Fund (กองทุนหลัก) ที่เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทเกาหลีใต้ โดยมุ่งเน้นการบริหารเชิงรุกเพื่อหาโอกาสเติบโตสูงในอุตสาหกรรมหลักของเกาหลี เช่น เทคโนโลยีและการเงิน
ผลตอบแทนย้อนหลัง
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น
PRINCIPAL JEQ-X หรือ กองทุนเปิดพรินซิเพิล เจแปนนิส อิควิตี้ ชนิดผู้ลงทุนพิเศษ
ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียวคือ Alma Capital Investment Funds-Alma Eikoh Japan Large Cap Equity Fund (กองทุนหลัก) ซึ่งเน้นหุ้นบริษัทขนาดใหญ่ในญี่ปุ่นเป็นหลัก
ผลตอบแทนย้อนหลัง
สุดท้ายนี้ ไม่ว่าจะลงทุนในกองทุนประเภทใด ก็ล้วนมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ภายใต้จังหวะตลาดที่เหมาะสม แต่ในขณะเดียวกัน ผลการดำเนินงานในอดีตก็ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีอนาคตเสมอไป นักลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับการศึกษาข้อมูล ทำความเข้าใจนโยบายการลงทุน ความเสี่ยง และความสอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินของตนเองอย่างรอบคอบ ก่อนตัดสินใจลงทุนในทุกครั้ง
หมายเหตุ : ข้อมูลจาก settrade.com และ finnomena.com ณ วันที่ 20 มีนาคม 2569
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้