Binance ถูกแฮกครั้งประวัติศาสตร์ อาจเสียหายทะลุ 2 แสนล้านบาท Binance TH ยันเงินลูกค้าปลอดภัย

Investment

Digital Assets

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

Binance ถูกแฮกครั้งประวัติศาสตร์ อาจเสียหายทะลุ 2 แสนล้านบาท Binance TH ยันเงินลูกค้าปลอดภัย

Date Time: 30 ต.ค. 2569 10:28 น.

Video

AI ใช้เงินแทนเราได้ แต่ใครคุมมัน ? | Digital Frontiers EP.79

“Summary“

Binance ถูกแฮกครั้งประวัติศาสตร์ คาดความเสียหายอาจสูงกว่า 6,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมประกาศเร่งอายัดสินทรัพย์ราว 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระงับการฝาก-ถอนชั่วคราวแล้ว พร้อมยืนยันพร้อมชดเชยความเสียหายทั้งหมด ท่ามกลางแรงเทขายในตลาดคริปโตที่ฉุด Bitcoin ร่วงราว 5%

Latest


Binance แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีที่ใหญ่ที่สุดในโลกในแง่ของปริมาณการซื้อขาย ถูกโจมตีทางไซเบอร์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ส่งผลให้สินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่ากว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐถูกขโมยออกไป กลายเป็นเหตุการณ์แฮกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมคริปโตฯ

Binance มีออกรายงานอย่างเป็นทางการว่า คาดว่าความเสียหายอาจสูงกว่า 6,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 212,417 ล้านบาท ตามรายงานของ BBC ระบุว่า ความเสียหายจากการถูกแฮกครั้งนี้อาจสูงกว่า 5,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ CoinDesk รายงานว่า สินทรัพย์คริปโตที่ถูกขโมยจาก Binance รวมมูลค่ามากกว่า 5,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประกอบด้วยสินทรัพย์สำคัญ ได้แก่

  • Bitcoin (BTC) มูลค่าเกือบ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • Ethereum (ETH) มูลค่าประมาณ 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • USDT ซึ่งเป็น Stablecoin มูลค่าประมาณ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • USDC ซึ่งเป็น Stablecoin อีกสกุลหนึ่ง มูลค่ามากกว่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ภายหลังเกิดเหตุ Binance ออกแถลงการณ์ผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า บริษัทรับทราบรายงานเกี่ยวกับปัญหาด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นแล้ว และทีมงานกำลังเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมประกาศ ระงับการถอนเงินออกจากแพลตฟอร์มเป็นการชั่วคราว โดยจะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อสามารถแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยได้เรียบร้อยแล้ว

Yi He ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม (Co-CEO) ของ Binance โพสต์ข้อความผ่าน X ยืนยันว่า แพลตฟอร์มจะรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมดที่เกิดจากการแฮกครั้งนี้ 

“เราจะเปิดเผยรายงานสรุปเหตุการณ์และผลการตรวจสอบอย่างละเอียด (Post-Mortem) เมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้น และขอให้ทุกคนติดตามข้อมูลข่าวสารจากช่องทางอย่างเป็นทางการของ Binance เท่านั้น” ข้อความส่วนหนึ่งของ Yi He บน X

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขความเสียหายอาจสูงกว่าที่ประเมินไว้ในช่วงแรก เนื่องจาก Chainalysis บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชน เปิดเผยว่า กำลังปรับเพิ่มประมาณการมูลค่าสินทรัพย์ที่ถูกขโมยเป็นราว 5,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคำนวณจากมูลค่าสินทรัพย์ ณ เวลาที่เกิดเหตุ

ตลาดคริปโตฯ ดิ่งหนัก Bitcoin ร่วงหลุด 77,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ข่าวการถูกแฮกของ Binance ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทันที โดยราคาคริปโตเคอร์เรนซีหลายสกุลปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง หลังนักลงทุนเริ่มกังวลถึงความปลอดภัยของแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตฯ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัลโดยรวม

ความเคลื่อนไหวของราคาคริปโตสำคัญภายหลังมีรายงานการโจมตี ได้แก่

  • Bitcoin (BTC) ร่วงลง 4.8% จนราคาหลุดระดับ 77,000 ดอลลาร์สหรัฐ
  • Ethereum (ETH) ปรับตัวลดลง 5.7%
  • BNB เหรียญประจำระบบนิเวศ BNB Chain ที่มีความเชื่อมโยงกับ Binance ร่วงลง 8%
  • AAVE โทเคนของแพลตฟอร์มการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) ปรับตัวลดลง 11%

นอกจากนี้ เหตุการณ์แฮก Binance ยังนับเป็นการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งที่สองที่เกิดขึ้นภายในวันพฤหัสบดีเดียวกัน

ก่อนหน้านั้น Polymarket แพลตฟอร์มตลาดคาดการณ์ (Prediction Market) ประกาศว่า ผู้ให้บริการภายนอก (Third-Party Provider) รายหนึ่งที่บริษัทใช้งานถูกเจาะระบบ ส่งผลให้เกิดความเสียหายมูลค่าที่ราว 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แม้จะเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมคริปโตฯ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับความเสียหายของ Binance แล้ว มูลค่าความเสียหายของ Polymarket ถือว่าน้อยกว่ามาก

แข่งกับเวลา เร่งอายัดสินทรัพย์ให้ทันแฮกเกอร์เคลื่อนย้ายเงิน

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคือ ความพยายามในการติดตามและอายัดสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกขโมยออกไป ซึ่งกำลังกลายเป็นการแข่งขันกับเวลาระหว่างแฮกเกอร์และบริษัทในอุตสาหกรรมคริปโตฯ

โดย BBC ระบุว่า บริษัทได้ดำเนินการอายัดสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้สินทรัพย์เหล่านี้ถูกขโมยออกไปเพิ่มเติม ระหว่างที่บริษัทกำลังเร่งตรวจสอบปัญหาด้านความปลอดภัยที่เกิดขึ้น

ข้อมูลจาก Arkham พบว่า กระเป๋าเงินดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับการแฮก Binance กำลังเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ผ่าน Uniswap (UNI) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลแบบกระจายศูนย์ หรือ Decentralized Exchange (DEX)

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่หลายฝ่ายกำลังพยายามติดตามเส้นทางการโอนเงินและหาทางอายัดสินทรัพย์ที่ถูกขโมยไป

นอกจากนี้ ยังพบว่า ผู้ก่อเหตุได้นำ USDT ที่ขโมยมาไปใช้เป็นหลักประกันบน Aave แพลตฟอร์มให้กู้ยืมสินทรัพย์ดิจิทัลแบบกระจายศูนย์ เพื่อกู้ยืม Wrapped Ether (WETH) อย่างน้อย 20,000 เหรียญ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 44 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

Wrapped Ether หรือ WETH เป็นโทเคนที่มีมูลค่าอ้างอิงกับ ETH และสามารถนำไปใช้งานกับโปรโตคอลต่าง ๆ ในระบบ DeFi ได้

ขณะเดียวกัน ผู้บริหารของบริษัทผู้ออก Stablecoin รายใหญ่ทั้งสองแห่ง ได้แก่ Tether และ Circle ต่างออกมายืนยันว่ากำลังติดตามเหตุการณ์แฮกครั้งนี้อย่างใกล้ชิด

Paolo Ardoino ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Tether เปิดเผยว่า บริษัทได้ดำเนินการอายัด USDT ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวแล้วมากกว่า 1,570 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ส่วน Jeremy Allaire ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Circle ระบุว่า บริษัทได้อายัด USDC ไปแล้วมากกว่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การดำเนินการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากในการโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งใหญ่ แฮกเกอร์มักพยายามนำสินทรัพย์ที่สามารถถูกอายัดได้ เช่น USDT และ USDC ไปแลกเปลี่ยนเป็นคริปโตเคอร์เรนซีประเภทอื่นที่ไม่มีผู้ออกเหรียญแบบรวมศูนย์ ซึ่งสามารถสั่งอายัดสินทรัพย์ได้โดยตรง

สำหรับแพลตฟอร์มอย่าง Uniswap และ Aave นั้น ผู้ใช้งานสามารถซื้อขาย แลกเปลี่ยน หรือกู้ยืมสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านกระเป๋าเงินของตัวเองได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยแพลตฟอร์มซื้อขายแบบรวมศูนย์ (Centralized Exchange) เป็นผู้ดำเนินธุรกรรม

ด้วยเหตุนี้ การเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ผ่านระบบ DeFi จึงอาจทำให้กระบวนการติดตามและอายัดเงินมีความซับซ้อนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การโอนสินทรัพย์ผ่านแพลตฟอร์มเหล่านี้เพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าเงินที่ถูกขโมยจะไม่สามารถถูกอายัดหรือติดตามกลับคืนมาได้อีกต่อไป เพราะยังต้องพิจารณาประเภทของสินทรัพย์ เส้นทางการทำธุรกรรม และมาตรการที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

Binance มีสินทรัพย์กว่า 144,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เงินที่หายไปคิดเป็นราว 4%

อีกหนึ่งคำถามสำคัญหลังเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้คือ Binance มีความแข็งแกร่งทางการเงินเพียงพอที่จะรับมือกับความเสียหายมหาศาลได้หรือไม่?

ข้อมูลจาก DefiLlama ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุแฮก Binance มีสินทรัพย์อยู่บนแพลตฟอร์มรวมประมาณ 144,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อเทียบกับมูลค่าสินทรัพย์ที่ถูกขโมยออกไป จะพบว่า ความเสียหายดังกล่าวคิดเป็นประมาณ 4% ของสินทรัพย์ทั้งหมดที่อยู่บนแพลตฟอร์ม

อย่างไรก็ตาม Binance ยังมีกองทุนสำรองที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งอาจช่วยรองรับความเสียหายบางส่วนที่เกิดขึ้นได้

กองทุนดังกล่าวมีชื่อว่า Secure Asset Fund for Users (SAFU) ซึ่ง Binance จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2018 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้ใช้งานในกรณีที่เกิดการละเมิดระบบความปลอดภัยหรือเหตุการณ์ฉุกเฉินอื่น ๆ

ปัจจุบันกองทุน SAFU ถือครอง Bitcoin คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เงินสำรองส่วนนี้จึงอาจถูกนำมาใช้เป็นหนึ่งในเครื่องมือช่วยรองรับความเสียหายและชดเชยผู้ใช้งานที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่มีอยู่ Binance ยังไม่ได้ยืนยันว่าจะนำเงินจากกองทุน SAFU มาใช้ชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าวหรือไม่

ขณะที่ CZ ผู้ร่วมก่อตั้ง Binance ยอมรับว่า มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงอาจสูงกว่าตัวเลขที่มีการรายงานในช่วงแรกเล็กน้อย แต่เขายังคงยืนยันว่า บริษัทจะรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า “มูลค่าความเสียหายอาจสูงกว่านั้นเล็กน้อย แต่บริษัทจะรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด”

ด้าน Evgeny Gaevoy ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Wintermute บริษัทผู้ดูแลสภาพคล่องในตลาดคริปโตฯ (Crypto Market Maker) แสดงความคิดเห็นผ่าน X ว่า Binance ยังมีความแข็งแกร่งทางการเงินมากพอที่จะรับมือกับเหตุการณ์ครั้งนี้ได้

ท้ายที่สุด เหตุการณ์ครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์เท่านั้น แต่ยังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของ Binance ทั้งในด้านความปลอดภัย ความสามารถในการชดเชยความเสียหาย และการรักษาความเชื่อมั่นของผู้ใช้งาน

โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมคริปโตฯ กำลังพยายามสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและขยายบทบาทเข้าสู่ระบบการเงินกระแสหลักมากขึ้น

ด้าน Binance TH ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันหลังเหตุการณ์โจรกรรม ส่วนหนึ่งในข้อความระบุว่า “สินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าบน Binance TH ยังคงปลอดภัย เนื่องจากกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลแบบออฟไลน์ (Cold Wallet) ของ Binance TH มีการแยกออกจากกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลของ Binance อย่างเป็นอิสระ โดย Binance TH ดำเนินงานภายใต้นิติบุคคลและระบบการจัดเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลของตนเอง”

อย่างไรก็ตาม ด้วยมาตรการด้านความปลอดภัย Binance TH จึงจำเป็นต้องระงับบริการฝากและถอนสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นการชั่วคราว และให้ทางทีมผู้เชี่ยวชาญเร่งตรวจสอบระบบความปลอดภัย และจะเปิดให้บริการตามปกติหลังตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว โดยบริการอื่น ๆ บนแพลตฟอร์มยังคงสามารถใช้งานได้ตามปกติ

จับตาเกาหลีเหนืออาจอยู่เบื้องหลัง

ตามรายงานของ CoinDesk ระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ยังทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ใครอยู่เบื้องหลังการโจมตีแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตฯ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ZachXBT นักสืบธุรกรรมบนบล็อกเชน และ Blockaid บริษัทด้านความปลอดภัยของคริปโตฯ ต่างระบุว่า เกาหลีเหนือมีแนวโน้มที่จะอยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ข้อสันนิษฐานดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ

ขณะที่ CZ ผู้ก่อตั้ง Binance ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดยยืนยันว่าเงินของผู้ใช้งานยังปลอดภัย และคาดหวังว่าบริษัทจะรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด

CZ ระบุว่า “เงินของผู้ใช้งานยังปลอดภัย ดูเหมือนว่า Binance จะถูกแฮกจริง ๆ แม้ว่าผมจะไม่ได้บริหาร Binance อีกต่อไปแล้ว แต่ในฐานะผู้ถือหุ้น ผมคาดหวังว่าเงินของผู้ใช้งานทั้งหมดจะได้รับการชดเชยอย่างครบถ้วน”


ที่มา: Binance, CoinDesk, BBC, Bloomberg


อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment  

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่  https://www.facebook.com/ThairathMoney 



Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ