
ธปท. เสนอให้ THB Stablecoin มีสินทรัพย์หนุนหลังเป็นเงินฝากธนาคาร 100% และห้ามจ่ายดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนแก่ผู้ถือเหรียญเพื่อป้องกันการเก็งกำไร
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็น (Consultation Paper) เรื่องหลักการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ THB Stablecoin หรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่าอ้างอิงกับเงินบาทในอัตรา 1 ต่อ 1 โดยเสนอแนวทางกำกับดูแล ตั้งแต่การออกเหรียญ การบริหารสินทรัพย์สำรอง การให้บริการกระเป๋าเงินดิจิทัล (Wallet Provider) ไปจนถึงการติดตามธุรกรรมและการคุ้มครองผู้ใช้บริการ
ข้อเสนอดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเปิดทางให้นวัตกรรมทางการเงินที่ใช้เทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทแบบกระจายศูนย์ (Distributed Ledger Technology: DLT) พัฒนาต่อไปได้อย่างมีความรับผิดชอบ โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของระบบการชำระเงิน
ทั้งนี้ ข้อเสนอยังอยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็น ก่อนที่ ธปท. จะเสนอให้กระทรวงการคลังกำหนดธุรกิจที่เกี่ยวข้องเป็นบริการที่ต้องได้รับอนุญาต และออกหลักเกณฑ์กำกับดูแลต่อไป จึงยังไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่มีผลบังคับใช้แล้ว
Thairath Money สรุปสาระสำคัญจากเอกสารของ ธปท. ตั้งแต่ที่มาและแนวคิดเชิงนโยบาย ประโยชน์ของ THB Stablecoin โครงสร้างระบบนิเวศ ไปจนถึงเงื่อนไขการขอรับใบอนุญาตและมาตรการกำกับดูแลหลังเปิดให้บริการ
จากเอกสารที่จัดทำโดยฝ่ายนโยบายระบบชำระเงินและเทคโนโลยีการเงิน สายนโยบายและกำกับผู้ให้บริการชำระเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ประเทศไทยมีระบบชำระเงินรายย่อยที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำอยู่แล้ว เช่น ระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ซึ่งรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศได้อย่างครอบคลุม อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยี DLT และการแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปโทเคน (Tokenization) กำลังเปิดโอกาสให้เกิดบริการทางการเงินรูปแบบใหม่
ธปท. จึงเห็นความสำคัญของการสนับสนุนนวัตกรรมที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน หรือแก้ไขข้อจำกัดของระบบเดิมได้ โดยต้องมีมาตรการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมและสามารถเชื่อมโยงกับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่มีอยู่ได้
สำหรับ THB Stablecoin ธปท. มองว่าเป็นหนึ่งในรูปแบบของเงินดิจิทัลที่อิงมูลค่าเงินบาทและมีสินทรัพย์หนุนหลังเต็มจำนวน ซึ่งอาจเหมาะกับการชำระเงินบางกรณี โดยเฉพาะธุรกรรมบน DLT และการชำระราคาและส่งมอบสินทรัพย์ที่อยู่ในรูปโทเคน
หลักการกำกับดูแลที่เสนอครอบคลุม 3 มิติสำคัญ ได้แก่
1. บริหารความเสี่ยงได้ทั้งภาวะปกติและภาวะวิกฤต ผู้ให้บริการต้องรักษามูลค่าและสภาพคล่องของเหรียญ รองรับการไถ่ถอนในปริมาณสูง มีระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และมีกลไกตรวจสอบธุรกรรมเพื่อป้องกันการฟอกเงินและการกระทำผิดกฎหมาย
2. เปิดกว้างต่อการใช้งานและการเชื่อมต่อ สนับสนุนการเชื่อมต่อกับระบบชำระเงินที่มีอยู่และสื่อการชำระเงินรูปแบบโทเคนประเภทอื่น เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันและบริการทางการเงินที่หลากหลาย โดยยังอยู่ภายใต้กรอบกำกับดูแลที่เหมาะสม
3. เพิ่มประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่ม มุ่งสนับสนุนการใช้งานที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความรวดเร็ว รองรับธุรกรรมรูปแบบใหม่ และอาจช่วยลดข้อจำกัดในการโอนเงินข้ามประเทศ
โดย ธปท. เน้นว่า THB Stablecoin ควรทำหน้าที่เสริมระบบการชำระเงินที่มีอยู่ ไม่ใช่เข้ามาแทนที่ระบบเดิมทั้งหมด และการใช้เทคโนโลยี DLT ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีประสิทธิภาพเหนือกว่าระบบปัจจุบันในทุกกรณี
เอกสารของ ธปท. อธิบายว่า เงินในรูปแบบโทเคน (Tokenized Money) สามารถพัฒนาได้หลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบมีโครงสร้างทางกฎหมายและระบบนิเวศที่แตกต่างกัน โดยได้แบ่งเป็นกลุ่มสำคัญ ได้แก่
สำหรับ Tokenized Deposit ธปท. ระบุว่าอยู่ภายใต้กรอบกำกับดูแลเดิมของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ส่วน THB Stablecoin จำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์เฉพาะที่รองรับความเสี่ยงจากโครงสร้างระบบเปิดและการแยกบทบาทผู้ให้บริการ
ในเชิงนโยบาย ธปท. จึงเสนอให้จำกัดจำนวน Issuer ในระยะแรก เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของเหรียญ ลดความเสี่ยงที่สภาพคล่องและผู้ใช้บริการจะแยกกระจายไปหลายระบบมากเกินไป ขณะที่เปิดให้ Wallet Provider ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์สามารถขอรับใบอนุญาตได้โดยไม่จำกัดจำนวนผู้ได้รับอนุญาต เพื่อส่งเสริมการแข่งขันและเพิ่มทางเลือกให้ประชาชน
ธปท. เห็นว่า THB Stablecoin อาจช่วยรองรับการชำระเงินและธุรกรรมทางการเงินที่อาศัยเทคโนโลยี DLT โดยมีคุณสมบัติที่อาจสร้างประโยชน์เพิ่มจากระบบเดิม 3 ด้าน
ในด้านการใช้งาน ผู้ใช้สามารถได้มาซึ่งเหรียญผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่ ซื้อจาก Wallet Provider ในอัตรา 1 บาทต่อ 1 เหรียญ โดยขอให้ Issuer ออกเหรียญในอัตรา 1 ต่อ 1 หรือซื้อผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. ในประเภทที่ได้รับอนุญาต
เมื่อมีเหรียญในกระเป๋าเงินแล้ว สามารถนำไปใช้ชำระค่าสินค้าและบริการกับร้านค้าที่รองรับ โอนให้บุคคลอื่นที่มีกระเป๋าเงินผ่านการยืนยันตัวตน หรือใช้ชำระราคาเพื่อซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินและสินทรัพย์ดิจิทัลสำหรับธุรกรรมรายย่อยในตลาดทุน
เมื่อผู้ถือเหรียญต้องการแลกกลับเป็นเงินบาท สามารถขายให้ Wallet Provider ขอไถ่ถอนกับ Issuer ในอัตรา 1 ต่อ 1 หรือขายผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลตามราคาตลาด ซึ่งราคาอาจแตกต่างจากอัตรา 1 ต่อ 1 ได้
อย่างไรก็ตาม ธปท. ย้ำว่า ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงขึ้นอยู่กับรูปแบบบริการ ความพร้อมของระบบ และกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง จึงมุ่งสนับสนุนการใช้ THB Stablecoin ในกรณีที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มหรือลดข้อจำกัดของระบบเดิมได้อย่างชัดเจน
ข้อเสนอของ ธปท. วางระบบนิเวศ THB Stablecoin ในรูปแบบ Open-loop โดยแบ่งบทบาทผู้ให้บริการออกเป็น 2 ประเภทอย่างชัดเจน ได้แก่
โครงสร้างดังกล่าวช่วยแยกความรับผิดชอบของผู้ประกอบธุรกิจแต่ละประเภท ขณะเดียวกันยังเปิดให้ผู้ให้บริการกระเป๋าเงินหลายรายเข้ามาแข่งขันและพัฒนาบริการบนระบบนิเวศเดียวกันได้ โดยในระยะแรก ธปท. เสนอให้จำกัดจำนวน Issuer เพื่อให้สามารถกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดและลดความเสี่ยงจากการกระจายตัวของสภาพคล่อง ส่วน Wallet Provider จะเปิดรับคำขอเป็นรอบและไม่จำกัดจำนวนผู้ได้รับอนุญาต หากผ่านเกณฑ์ที่กำหนด
ธปท. เสนอให้ผู้ให้บริการต้องมีมาตรฐานขั้นต่ำด้านการบริหารความเสี่ยง ความมั่นคงปลอดภัยของระบบ การดูแลทรัพย์สิน และการคุ้มครองผู้ใช้บริการ โดยแยกข้อกำหนดตามบทบาทของ Issuer และ Wallet Provider ดังนี้
ผู้ออกเหรียญต้องมีความพร้อมรองรับความเสี่ยงทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤต โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง การไถ่ถอนเหรียญจำนวนมาก และความมั่นคงปลอดภัยของระบบ
นอกจากนี้ต้องมีระบบบริหารความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ แผนรองรับเหตุฉุกเฉินและการดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการคุ้มครองผู้ถือเหรียญและแผนเลิกกิจการที่ระบุแนวทางดูแลสิทธิของผู้ใช้บริการอย่างเหมาะสม
ผู้ให้บริการกระเป๋าเงินต้องแยกเก็บเหรียญของผู้ใช้บริการออกจากทรัพย์สินของบริษัท และห้ามนำเหรียญของลูกค้าไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น โดยต้องมีระบบบันทึกธุรกรรมที่ตรวจสอบย้อนหลังได้ พร้อมกลไกรับเรื่องร้องเรียน ช่วยเหลือผู้ใช้บริการ และประสานงานแก้ไขปัญหาที่เกิดจากความผิดพลาดในการชำระเงินหรือโอนเหรียญ
ในด้านการป้องกันการฟอกเงินและอาชญากรรมทางการเงิน ต้องดำเนินการยืนยันตัวตนและตรวจสอบลูกค้า รวมถึงมีมาตรการป้องกันไม่ให้โอนเหรียญไปยังกระเป๋าเงินที่ไม่ได้ผ่านการยืนยันตัวตน นอกจากนี้ยังต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยของกระเป๋าเงินและกุญแจดิจิทัล ตลอดจนปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ด้านการบริหารความเสี่ยงและการคุ้มครองผู้ใช้บริการที่เกี่ยวข้อง
ธปท. เสนอให้พิจารณาผู้สมัครโดยคำนึงถึงความสามารถในการสร้างประโยชน์จาก THB Stablecoin ความมั่นคงทางการเงิน ความเชี่ยวชาญของผู้บริหาร และความพร้อมในการบริหารความเสี่ยง โดยมีรายละเอียดแตกต่างกันระหว่าง Issuer กับ Wallet Provider ดังนี้
1. ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายบริการได้ ผู้สมัครต้องแสดงให้เห็นว่าการออก THB Stablecoin สามารถสร้างประโยชน์ใหม่ เช่น รองรับการชำระเงินอัตโนมัติ การทำธุรกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง การชำระราคาและส่งมอบสินทรัพย์โทเคน หรือช่วยลดต้นทุนเมื่อเทียบกับระบบเดิม
2. ต้องมีความมั่นคงทางการเงิน บริษัทแม่หรือผู้ถือหุ้นหลักต้องมีฐานะทางการเงินที่เข้มแข็ง สามารถรองรับการดำเนินงานโดยไม่มีรายได้ได้อย่างน้อย 6 เดือน
3. ผู้บริหารต้องมีความเชี่ยวชาญและมีผู้รับผิดชอบในประเทศไทย กรรมการอย่างน้อย 1 คนและผู้บริหารสูงสุดด้าน IT ต้องมีประสบการณ์ตรงด้าน DLT หรือระบบชำระเงิน นอกจากนี้ ต้องมีกรรมการสัญชาติไทยอย่างน้อย 1 คนที่มีอำนาจตัดสินใจในประเทศไทย และผู้บริหารสูงสุดด้าน IT ต้องทำงานในไทยเต็มเวลา
4. ต้องมีระบบบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม ต้องมีกลไกรับมือความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและการแห่ไถ่ถอนเหรียญ (Bank Run) ระบบ IT Security แผนดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง (Business Continuity Plan : BCP) มาตรการคุ้มครองผู้บริโภค และแผนเลิกกิจการ (Exit Plan)
1. ต้องมีแผนพัฒนาการใช้งานร่วมกับ Issuer ผู้สมัครต้องมีแผนร่วมมือกับ Issuer อย่างน้อย 1 ราย เพื่อสร้างบริการและต่อยอดนวัตกรรม
2. ต้องคุ้มครองผู้ใช้บริการได้ ต้องมีความพร้อมในการดูแลทรัพย์สินของผู้ใช้งาน พร้อมกลไกช่วยเหลือและเยียวยาเมื่อเกิดปัญหา
3. ต้องมีระบบป้องกันการฟอกเงินและการฉ้อโกง ต้องดำเนินการ KYC/KYM และ CDD ในระดับมาตรฐานเทียบเท่าธุรกิจ e-Money ตามที่กำหนด และรองรับการวิเคราะห์ธุรกรรมบนบล็อกเชนแบบเรียลไทม์ (Real-time On-chain Analytics) เพื่อช่วยตรวจจับธุรกรรมที่มีความเสี่ยง
4. ต้องมีระบบ IT และการจัดการกุญแจดิจิทัลที่ปลอดภัย ต้องมีระบบ Wallet & Key Management ที่รัดกุม รวมถึงมาตรการควบคุมสิทธิ์การเข้าถึงระบบและข้อมูล
นอกจากคุณสมบัติในการขอรับใบอนุญาตแล้ว ธปท. ยังเสนอเงื่อนไขการดำเนินงานที่ผู้ให้บริการต้องปฏิบัติตาม เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของเหรียญและคุ้มครองผู้ถือเหรียญ
ธปท. เสนอให้ Issuer ถือสินทรัพย์หนุนหลังเป็นเงินฝากธนาคารเต็มจำนวนในระยะแรก พร้อมกำหนดให้กระจายเงินฝากไปยังหลายธนาคาร ไม่กระจุกตัวอยู่กับธนาคารใดธนาคารหนึ่ง
ผู้ถือเหรียญต้องสามารถไถ่ถอนคืนเป็นเงินบาทในอัตรา 1 ต่อ 1 ภายใน 1 วันทำการ และต้องมีการแยกสินทรัพย์หนุนหลังออกจากทรัพย์สินอื่นอย่างชัดเจน เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ถือเหรียญในกรณีที่ Issuer ประสบปัญหาทางการเงินหรือล้มละลาย
ในด้านความโปร่งใส Issuer ต้องเปิดเผยข้อมูลสินทรัพย์หนุนหลังและยอดเหรียญที่ออกเป็นรายวัน รวมถึงจัดให้มีการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีภายนอกอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
ทั้งนี้ เอกสารยังกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการพิจารณาสินทรัพย์หนุนหลังประเภทอื่น เช่น พันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นในอนาคต แต่ต้องพิจารณาความพร้อมของผู้ประกอบธุรกิจและการแก้ไขกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องก่อน
Issuer ต้องไม่จ่ายดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้ถือ THB Stablecoin ทั้งทางตรงและทางอ้อมตามข้อเสนอที่กำหนด เพื่อให้เหรียญทำหน้าที่เป็นสื่อการชำระเงิน ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์สำหรับการออมหรือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนจากการถือครอง
ธปท. เสนอให้ Issuer มีระบบ Whitelisting เพื่อให้เหรียญสามารถโอนไปยังกระเป๋าเงินที่ผ่านการยืนยันตัวตนแล้วเท่านั้น
นอกจากนี้ Issuer ต้องมีความสามารถในการระงับ อายัด หรือทำลายเหรียญจากระยะไกล (Remote Freeze / Seize / Burn) เมื่อพบการใช้งานที่ผิดกฎหมายหรือผิดเงื่อนไข เช่น การนำเหรียญไปใช้ในธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย หรือการทำ Bridging หรือ Wrapping เพื่อเคลื่อนย้ายเหรียญไปใช้งานในขอบเขตที่อยู่นอกการกำกับดูแล
สำหรับ Wallet Provider ต้องไม่ให้บริการหรือเชื่อมต่อกับศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในต่างประเทศที่อยู่นอกการกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. ตามแนวทางที่เสนอ เพื่อป้องกันการใช้เป็นช่องทางหลีกเลี่ยงหลักเกณฑ์ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
ทั้งสองฝ่ายต้องมีบทบาทและกระบวนการประสานงานที่ชัดเจนในการรับแจ้งเหตุ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินมาตรการป้องกันความเสียหายจากธุรกรรมที่อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรืออาชญากรรมทางการเงิน
เมื่อพบธุรกรรมต้องสงสัย Issuer ต้องพร้อมระงับหรือทำลายเหรียญที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ Wallet Provider ต้องสามารถระงับการเข้าถึงกระเป๋าเงินที่มีความเสี่ยงได้ ภายใต้กรอบกฎหมายที่กำหนด
การได้รับใบอนุญาตไม่ได้หมายความว่าผู้ประกอบธุรกิจจะสามารถดำเนินงานได้โดยไม่มีการติดตาม ธปท. เสนอให้ตรวจสอบการดำเนินงานของ Issuer อย่างใกล้ชิดในระยะแรก เพื่อประเมินว่าการให้บริการเป็นไปตามแผนธุรกิจ แนวทางบริหารความเสี่ยง และเงื่อนไขที่ได้รับความเห็นชอบหรือไม่
ประเด็นติดตามสำคัญ ได้แก่ ความคืบหน้าตามแผนธุรกิจ เช่น การเริ่มให้บริการ การขยายฐานผู้ใช้และปริมาณการใช้งาน ความต่อเนื่องของบริการ การบริหารความเสี่ยง และการปฏิบัติตามกฎหมาย
สำหรับ Issuer ธปท. เสนอให้ใช้แนวทางกำกับดูแลผ่านการตรวจสอบ ณ สถานประกอบการ (On-site Visit) และการกำกับตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง (Ongoing Supervision) โดยครอบคลุมด้านธุรกิจ ระบบ IT และการปฏิบัติตามกฎหมาย
ส่วน Wallet Provider จะได้รับการติดตามตามมาตรฐานที่เทียบเท่ากับผู้ให้บริการชำระเงินประเภทอื่น โดยเน้นการป้องกันความเสี่ยงและการคุ้มครองผู้ใช้บริการ
หากพบว่าผู้ประกอบธุรกิจดำเนินงานไม่เป็นไปตามเงื่อนไข หรืออาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อผู้ใช้บริการและระบบโดยรวม ธปท. อาจสั่งให้ปรับปรุงแก้ไขหรือกำหนดมาตรการเพิ่มเติม และหากไม่สามารถแก้ไขได้ อาจพิจารณาสั่งยุติการให้บริการภายใต้กรอบกฎหมายที่กำหนด
ทั้งนี้ ข้อเสนอของ ธปท. วางกรอบกำกับดูแล THB Stablecoin ตั้งแต่การคัดเลือกผู้ประกอบธุรกิจ โครงสร้างระบบนิเวศ การบริหารสินทรัพย์หนุนหลัง การไถ่ถอนคืนเป็นเงินบาท ไปจนถึงการตรวจสอบธุรกรรมและการกำกับดูแลหลังได้รับอนุญาต
หัวใจสำคัญ คือ การจำกัดจำนวนผู้ออกเหรียญในระยะแรก กำหนดให้สินทรัพย์หนุนหลังเป็นเงินฝากธนาคาร 100% ในระยะแรกห้ามจ่ายดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนเพื่อจูงใจให้ถือเหรียญ และกำหนดให้ผู้ให้บริการมีระบบยืนยันตัวตน ป้องกันการฟอกเงิน และคุ้มครองทรัพย์สินของผู้ใช้บริการ
อย่างไรก็ตาม การเผยแพร่ Consultation Paper ยังเป็นขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นระหว่างวันที่ 19-28 ตุลาคม 2569 การดำเนินงานจริงยังต้องรอขั้นตอนตามกฎหมายและหลักเกณฑ์กำกับดูแลที่เกี่ยวข้องต่อไป
ที่มาข้อมูล BOT
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney