คุยกับ ซีอีโอ Circle เบื้องหลัง USDC จากเงิน ในโลกคริปโตฯ สู่การค้า การลงทุน เศรษฐกิจยุค AI

Investment

Digital Assets

พิมพ์ชญา ภมรพล

พิมพ์ชญา ภมรพล

Tag

คุยกับ ซีอีโอ Circle เบื้องหลัง USDC จากเงิน ในโลกคริปโตฯ สู่การค้า การลงทุน เศรษฐกิจยุค AI

Date Time: 19 ต.ค. 2569 15:50 น.

Video

NVIDIA ชิปไม่ใช่โปรดักส์แต่คือ Token | Digital Frontiers

“Summary“

Stablecoin คือสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผูกมูลค่ากับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือชำระเงินที่มีความเสถียรและรวดเร็วบนระบบบล็อกเชน

  • Jeremy Allaire ซีอีโอของ Circle ระบุว่าเอเชียเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท เนื่องจากมีความต้องการใช้เงินดอลลาร์ดิจิทัลในการค้าและการลงทุนสูง
  • โอกาสของประเทศไทยในด้าน Stablecoin ครอบคลุมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกรรมข้ามพรมแดน การเข้าถึงตลาดทุนโลก และการพัฒนาเงินบาทดิจิทัลที่รองรับการใช้งานของ AI
  • การกำกับดูแลเป็นปัจจัยสำคัญ โดยผู้ออก Stablecoin ควรอยู่ภายใต้การควบคุมที่โปร่งใสและมีการบริหารจัดการเงินสำรองที่ปลอดภัยเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจ
  • Circle ยืนยันความพร้อมในการร่วมมือกับสถาบันการเงินและภาคธุรกิจไทย โดยปัจจุบันได้มีการหารือและทดสอบนวัตกรรมผ่าน Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว

Latest


ตลอดปีที่ผ่านมา Stablecoins กำลังเปลี่ยนสถานะจากสินทรัพย์ที่คนส่วนใหญ่รู้จักผ่านโลกคริปโตเคอร์เรนซี สู่เทคโนโลยีที่ภาคการเงินทั่วโลกจับตามองในฐานะโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบใหม่ ท่ามกลางโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพการชำระเงินและการเคลื่อนย้ายเงินข้ามพรมแดน ขณะเดียวกันก็ยังมีโจทย์สำคัญเรื่องการกำกับดูแล ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน และบทบาทของธนาคารกลางที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน

ประเด็นนี้จึงเป็นอีกหนึ่งมิติสำคัญของการหารือในงาน IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ เวทีที่ผู้นำเศรษฐกิจ ผู้กำหนดนโยบาย และภาคการเงินจากทั่วโลกมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก รวมถึงอนาคตของระบบการเงินและเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการเคลื่อนย้ายเงินในระยะข้างหน้า

และสำหรับประเทศไทย นี่คือช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อว่า Stablecoin จะเข้ามามีบทบาทและต่อยอดเทคโนโลยีนี้จากตลาดซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และธุรกรรมข้ามพรมแดนได้อย่างไร โดยไม่ละเลยความมั่นคงของระบบการเงิน

โอกาสนี้ Thairath Money ได้พูดคุยกับ Jeremy Allaire ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Circle บริษัทผู้อยู่เบื้องหลัง USDC หนึ่งใน Stablecoins ที่มีบทบาทสำคัญในตลาดโลก เพื่อเจาะลึกทิศทางของ Stablecoin Economy ตั้งแต่โอกาสของ THAI BAHT Stablecoin เงื่อนไขด้านกฎระเบียบ การหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย ไปจนถึงความเป็นไปได้ในการสร้างความร่วมมือกับภาคธุรกิจไทย

และในมุมมองของผู้ที่กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัลระดับโลก อุตสาหกรรม Stablecoin ในไทยกำลังอยู่ตรงจุดไหน และต้องเดินต่ออย่างไรจึงจะเปลี่ยนจากกระแสเทคโนโลยีให้กลายเป็นการใช้งานจริงในระบบเศรษฐกิจ 

รู้จัก Stablecoins และ Circle แพลตฟอร์มการเงิน ผู้อยู่เบื้องหลัง USDC

สำหรับคนไทยที่อาจจะยังไม่คุ้นเคยกับ Circle หรือไม่เข้าใจว่า Stablecoin คืออะไร?

Stablecoin คือ สินทรัพย์ดิจิทัลที่ออกแบบมาให้มีมูลค่าค่อนข้างคงที่ โดยมักผูกมูลค่าไว้กับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐ แตกต่างจากคริปโตเคอร์เรนซีอย่าง Bitcoin ที่ราคาสามารถผันผวนได้มาก

จุดประสงค์สำคัญของ Stablecoin คือ การทำให้ผู้ใช้งานสามารถถือครองและโอนมูลค่าในรูปแบบดิจิทัลได้ โดยไม่ต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาในระดับเดียวกับคริปโตฯ ทั่วไป ทั้งนี้ความมั่นคงของมูลค่าขึ้นอยู่กับกลไกการรักษามูลค่า สินทรัพย์หนุนหลัง และความน่าเชื่อถือของผู้ออกด้วย

พูดง่ายๆ คือ Stablecoin ก็เหมือน เงินดอลลาร์ที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัล คล้ายกับการมีธนบัตร 1 ดอลลาร์ แต่เปลี่ยนจากเงินสดในกระเป๋าเป็นโทเคนดิจิทัลที่ส่งต่อบนระบบบล็อกเชนได้

และหนึ่งใน Stablecoins ที่เป็นที่รู้จักในตลาดโลก คือเหรียญ USDC ซึ่งออกโดย Circle และออกแบบให้มีมูลค่าอ้างอิงกับดอลลาร์สหรัฐในอัตรา "1 USDC ต่อ 1 ดอลลาร์" และสิ่งที่ทำให้ USDC ถูกจับตามองมากขึ้น เพราะบริษัทเทคโนโลยีผู้อยู่เบื้องหลังอย่าง Circle ไม่ได้วางตำแหน่งตัวเองเพียงในฐานะผู้ออก Stablecoin แต่กำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงเงินดิจิทัลเข้ากับการชำระเงินและระบบการเงินในวงกว้าง

โดยล่าสุด Circle ได้กลายเป็น บริษัทแรกที่ได้ใบอนุญาตธนาคารดิจิทัลในสหรัฐฯ หลังได้รับอนุมัติขั้นสุดท้ายจาก Office of the Comptroller of the Currency (OCC) หรือหน่วยงานกำกับดูแลธนาคารระดับรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ให้จัดตั้ง National Trust Bank ภายใต้ชื่อ Circle National Trust เมื่อเดือนกรกฎาคม 2026 เพื่อให้บริการดูแลรักษาสินทรัพย์แก่ลูกค้าสถาบันภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลกลาง

Jeremy กล่าวว่า Circle คือ บริษัทซอฟต์แวร์และโครงสร้างพื้นฐานบนอินเทอร์เน็ตที่ทำให้เราสามารถสร้างระบบการเงินขึ้นมาใหม่บนอินเทอร์เน็ตได้อย่างเต็มรูปแบบ โดยหากแบ่งให้ชัดเจน ธุรกิจของ Circle แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก

ส่วนแรก คือ USDC หรือเงินดอลลาร์ดิจิทัล หรือที่บางครั้งเรียกว่า Stablecoin เราสร้างเครือข่ายแบบเปิดที่ผู้ใช้สามารถสร้างกระเป๋าเงินดิจิทัล ซื้อขายแลกเปลี่ยน และสามารถเชื่อมต่อแพลตฟอร์มชำระเงินเข้ามาได้ ทำให้ผู้คนสามารถส่งและรับเงินดอลลาร์ดิจิทัลได้ทั่วโลกแทบจะทันที ด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก

ส่วนที่สอง คือ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลัง เพื่อให้กิจกรรมทางการเงินและเศรษฐกิจสามารถดำเนินการบนอินเทอร์เน็ตได้ รวมถึง Arc บล็อกเชนซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่เราพัฒนาขึ้น โดยเรามองสิ่งนี้เสมือนเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับเศรษฐกิจ

ส่วนที่สาม คือ การพัฒนาเครือข่ายการชำระเงินที่ช่วยให้สถาบันการเงินทั่วโลกสามารถโอนเงินระหว่างประเทศและสกุลเงินต่าง ๆ ได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ช่วยลดต้นทุนและความล่าช้าที่เกิดขึ้นในการเคลื่อนย้ายเงินระหว่างประเทศ

โดย Jeremy เปิดเผยว่า เหตุผลที่มาร่วมงาน IMF-World Bank Group Annual Meetings เพราะปัจจุบัน Circle ทำงานร่วมกับองค์กรเหล่านี้และประเทศสมาชิกหลายแห่ง โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับความเคลื่อนไหวในตลาดเกิดใหม่เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน และทำให้ระบบการเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Stablecoins เข้าสู่กระแสหลักแล้วหรือยัง?

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Stablecoin เติบโตอย่างรวดเร็ว และก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่เทคโนโลยีเงินดิจิทัลนี้ กำลังขยับจากโลกคริปโตฯ ไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินกระแสหลัก Jeremy ให้มุมมองว่า การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือ การเพิ่มขึ้นสัดส่วนการทำธุรกรรมด้วย USDC โดยเฉพาะยอดการชำระเงินข้ามพรมแดนและธุรกรรมระหว่างประเทศ

“เรายังเห็นธุรกิจและครัวเรือนในหลายตลาดถือครองเงินดอลลาร์ดิจิทัลมากขึ้น เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งนอกเหนือจากระบบธนาคารในประเทศของตน นอกจากนี้ ปัจจุบันบริษัทด้านการชำระเงินรายใหญ่ บริษัทในตลาดทุน ธนาคารระดับโลก บริษัทเทคโนโลยี และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ต่างกำลังผสาน USDC เข้ากับผลิตภัณฑ์ของตัวเอง”

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทประกาศความร่วมมือกับโครงการที่เกี่ยวข้องกับ SAP โดยมีการนำการชำระเงินด้วย USDC เข้าไปผสานกับระบบบริหารจัดการองค์กร ทำให้ฝ่ายบริหารเงินของบริษัทขนาดใหญ่สามารถทำธุรกรรมการชำระเงินทั่วโลกโดยอัตโนมัติผ่าน USDC ได้

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ กฎระเบียบของสหรัฐฯ ที่ได้กำหนดกรอบการกำกับดูแล Stablecoin ใหม่ ซึ่งมีกำหนดเริ่มมีผลในเดือนมกราคม 2027 นี่เป็นพัฒนาการสำคัญของอุตสาหกรรม และสะท้อนถึงความสำคัญที่รัฐบาลสหรัฐฯ ให้กับการรักษาบทบาทและความสามารถในการแข่งขันของเงินดอลลาร์ในระบบการเงินโลก

“เรากำลังเห็น Stablecoin เข้าไปอยู่ในแทบทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงนี้กำลังเร่งตัวขึ้น” Jeremy กล่าว

สถาบันการเงินดั้งเดิมตื่นตัว และเปิดทางให้ Stablecoins มากขึ้น

เมื่อถามถึงความกระตือรือร้นที่มีต่อ Stablecoin ในปัจจุบัน เราเห็นการเข้ามามีบทบาทของสถาบันการเงินดั้งเดิมในโลกการเงินดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ที่หันมาพัฒนาเงินฝากในรูปแบบ Tokenized Deposits ขณะที่ธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกกำลังศึกษา Central Bank Digital Currency หรือ CBDC ณ จุดนี้ Stablecoin อยู่ตรงไหนในระบบการเงินใหม่นี้

Jeremy กล่าวว่า ณ ตอนนี้ CBDC ยังมีการใช้งานจริงอย่างจำกัด ขณะที่ Tokenized Deposits ส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นทดลอง ในทางกลับกัน Stablecoin ถูกนำมาใช้งานแล้วในระดับที่มีนัยสำคัญ โดยมีมูลค่าธุรกรรมรวมระดับหลายล้านล้านดอลลาร์

“ผมมองเรื่องนี้ผ่านหลักการเดียวกับการทำงานของอินเทอร์เน็ต ผู้คนต้องการเครื่องมือสื่อสารที่เชื่อมต่อถึงกันได้ และต้องการข้อมูลที่เข้าถึงได้ผ่านอินเทอร์เน็ต หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับเงินเช่นกัน”

Jeremy กล่าวว่า เขาเชื่อในการแข่งขันทางการตลาด นวัตกรรมทางเทคโนโลยี ตลาดเสรีที่มีการแข่งขัน และการกำกับดูแลที่ดี ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้ามามีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมนี้ได้มากขึ้น เดิมทีสถาบันการเงินสามารถสร้างระบบชำระเงินแบบปิดที่ใช้งานได้เฉพาะกับสถาบันบางแห่ง แต่ก็จะจำกัดประโยชน์ของระบบนั้น แต่เครือข่าย Stablecoin อย่าง USDC นำเสนอบริการที่เปิดกว้าง เป็นสาธารณะ และทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้ทั่วโลก

นอกจากนี้ยังมีสัญญาณที่เพิ่มขึ้นของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่เริ่มตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า โดย Jeremy ยกตัวอย่าง ธนาคารใหญ่อย่าง Citibank, The Bank of New York Mellon Corporation (BNY) หรือ Standard Chartered ซึ่งปัจจุบันเป็นสถาบันการเงินที่มีบริการช่วยให้ลูกค้าสถาบันเข้าถึงหรือใช้งาน USDC ได้

เอเชียคือตลาดที่ใหญ่ที่สุดของ Circle

Jeremy กล่าวว่า หากมองเอเชียโดยรวม ภูมิภาคนี้เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของ Circle โดยปัจจุบันยอดกิจกรรมการใช้งานในภูมิภาคเอเชีย มากกว่าภูมิภาคอื่น ทั้งสหรัฐฯ และยุโรป

เอเชียมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการค้าโลก ทั้งภายในภูมิภาคและการค้ากับทวีปอื่น ๆ เมื่อธุรกิจจำนวนมากต้องการออกใบแจ้งหนี้และรับชำระเงินเป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐ Stablecoin จึงเป็นอีกวิธีที่มีประสิทธิภาพในการทำธุรกรรมเหล่านี้

“นอกจากนี้เรายังเห็น Stablecoin มีบทบาทเพิ่มขึ้นในการซื้อขาย การลงทุน และการออม แพลตฟอร์มการเงินดิจิทัลกำลังได้รับความนิยมทั่วเอเชีย โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งสำหรับผู้ใช้งานจำนวนมาก แพลตฟอร์มเหล่านี้เปรียบเสมือนศูนย์กลางทางการเงินบนโทรศัพท์มือถือ พวกเขาสามารถถือครองเงินดอลลาร์ดิจิทัล ลงทุน รับผลตอบแทน และชำระเงินข้ามพรมแดนได้ ผมคิดว่าเรากำลังเห็นการเกิดขึ้นของ Super App ทางการเงินระดับโลก และเอเชียเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้"  Jeremy กล่าว

แล้วสำหรับประเทศไทย โอกาสอยู่ตรงไหน และประเทศไทยควรทำอะไรให้ถูกต้องเพื่อคว้าโอกาสเหล่านี้?

Jeremy อธิบายให้เห็นภาพชัดว่า โอกาสสำคัญที่ไทยจะได้ประโยชน์มีด้วยกัน 3 ด้าน อับดับแรก คือ ธุรกรรมข้ามพรมแดน (Cross-Border Payment) ครัวเรือนและธุรกิจไทยที่ต้องติดต่อกับบุคคลหรือบริษัทในต่างประเทศจำเป็นต้องมีวิธีทำธุรกรรมที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และมีต้นทุนต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ Stablecoin สามารถช่วยลดขั้นตอนและต้นทุน รวมถึงทำให้การเคลื่อนย้ายเงินรวดเร็วขึ้น

Jeremy กล่าวว่า จุดนี้ถือเป็นโอกาสของบริษัทฟินเทค แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล บริษัทนายหน้า และธนาคารในไทย ที่จะนำ Stablecoin เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์และบริการสำหรับธุรกรรมระหว่างประเทศ

ต่อมา คือ การลงทุนในตลาดโลก (Global Investment) แพลตฟอร์มการเงินดิจิทัลสามารถช่วยให้ผู้คนในประเทศต่าง ๆ มีช่องทางออมเงินและลงทุนในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยควรพิจารณาว่าจะทำให้คนไทยเข้าถึงตลาดเหล่านี้ได้อย่างไร และสุดท้าย คือ โอกาสภายในประเทศ (Domestic Scalability) หรือ การยกระดับเงินบาทให้เป็นสกุลเงินดิจิทัลบนบล็อกเชน หรือ On-chain Currency

Jeremy เชื่อว่า สกุลเงินทุกสกุลในโลกสามารถได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนเป็นสกุลเงิน On-chain ที่ทำงานบนเครือข่ายบล็อกเชน โดยเงินในรูปแบบนี้สามารถตั้งโปรแกรมให้ทำงานตามเงื่อนไขที่กำหนดได้ หรือที่เรียกว่า Programmable Money และรองรับการใช้งานใหม่ ๆ ที่เงินแบบดั้งเดิมซึ่งอยู่เพียงในบัญชีธนาคารหรือบัญชีของภาครัฐทำได้ไม่สะดวกเท่า

โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจมีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น และ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เราจะต้องการเงินที่ซอฟต์แวร์และ AI Agent สามารถนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสำหรับประเทศไทยจึงอาจจำเป็นต้องมีเงินบาทดิจิทัลในรูปแบบ On-chain และ Stablecoin ที่อ้างอิงค่าเงินบาทจะมีบทบาทสำคัญ ทั้งในด้านการใช้งานภายในประเทศและการเชื่อมต่อเข้ากับตลาดโลก

จากการชำระเงินข้ามพรมแดนสู่ Stablecoin ที่อ้างอิงค่าเงินบาท

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญต่อไปที่ควรตั้งคำถาม คือ หากไทยพัฒนา Stablecoin ของตัวเอง จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเงินบาท หรือความสามารถของธนาคารแห่งประเทศไทยในการบริหารจัดการระบบการเงินหรือไม่

Jeremy ตอบชัดเจนว่า “สิ่งสำคัญ คือ การกำกับดูแลที่เหมาะสมและสอดคล้องกับเป้าหมายของธนาคารกลาง กล่าวคือ บริษัทที่ออก Stablecoin ควรอยู่ภายใต้การกำกับ และเงินสำรองที่ใช้หนุนหลัง Stablecoin ต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างปลอดภัยและโปร่งใส”

ผู้ออก Stablecoin สามารถสร้างโครงสร้างที่เราเรียกว่า Narrow Bank ซึ่งมุ่งเน้นการถือครองและบริหารจัดการเงินสำรอง โดยแยกสินทรัพย์เหล่านั้นออกจากสินทรัพย์ส่วนอื่นของบริษัทอย่างเหมาะสม โดย Circle เองก็ดำเนินงานผ่านโครงสร้างของการเป็น National Trust Bank ที่อยู่ภายใต้การกำกับในสหรัฐฯ

ประเทศไทยสามารถพิจารณากรอบการกำกับดูแลที่ให้ผู้ออก Stablecoin อยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกำหนดมาตรการคุ้มครองเงินสำรองที่ใช้หนุนหลัง Stablecoin ที่อ้างอิงค่าเงินบาท รวมถึงอาจพิจารณารูปแบบการจัดการเงินสำรองที่เกี่ยวข้องกับธนาคารกลาง

แนวทางนี้จะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนพัฒนานวัตกรรมการใช้งานเงินดิจิทัล ขณะเดียวกันก็ยังรักษาการกำกับดูแลและมาตรการคุ้มครองเงินสำรองไว้ได้ โดย Jeremy ยืนยันว่า หากออกแบบการกำกับดูแลได้ดี แนวทางการดำเนินงานดังกล่าวจะไม่ขัดแย้งด้านนโยบาย อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนเป้าหมายของธนาคารกลางอีกด้วย

โดย Jeremy เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา Circle เคยพูดคุยกับธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการทดลองผ่าน Sandbox โดย USDC ถูกนำไปใช้ในการทดลองบางโครงการ รวมถึงในฝั่งของธนาคารพาณิชย์และบริษัทฟินเทคที่มีนวัตกรรมเข้ามามีส่วนร่วมในการทดลองเหล่านี้เช่นกัน

ขณะที่ความคืบหน้าด้านกฎระเบียบในระดับภูมิภาค ฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ แต่ละตลาดกำลังเดินหน้าเรื่องกรอบกำกับดูแล Stablecoin ในรูปแบบที่แตกต่างกัน โดย Jeremy กล่าวว่า ประเทศไทยจะเดินหน้าเรื่องนี้ตามมาในไม่ช้า

สำหรับความร่วมมือทางธุรกิจ Circle มองเห็นโอกาสอย่างมากในประเทศไทย ปัจจุบันแพลตฟอร์มคริปโตบางแห่งที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลในไทยรองรับ USDC อยู่แล้ว ขณะที่บริษัทด้านการชำระเงิน บริษัทลงทุน และธนาคารต่างกำลังพิจารณาว่าจะนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร

ทั้ง USDC และ Arc และโครงการพัฒนาเครือข่ายการชำระเงินของเราล้วนเปิดโอกาสให้เราทำงานร่วมกับสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมได้หลายรูปแบบ ซึ่งเรากำลังทำสิ่งนี้ในหลายประเทศทั่วโลก และเชื่อว่าจะมีโอกาสที่ดีในการร่วมมือกับบริษัทชั้นนำของไทย

อีก 10 ปีข้างหน้า Stablecoin จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเรา

ในอีก 10 ปีข้างหน้า Jeremy มองว่า Stablecoin อาจไม่ใช่คำที่ผู้คนต้องพูดถึงอีกต่อไป เพราะเงินดิจิทัลจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เช่นเดียวกับอินเทอร์เน็ตที่เราใช้งานโดยแทบไม่ต้องนึกถึงเทคโนโลยีเบื้องหลัง

คำที่เราใช้เรียกเทคโนโลยีมักจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ในอดีตเราเคยพูดถึงอินเทอร์เน็ตกันมาก แต่ปัจจุบันอินเทอร์เน็ตอยู่รอบตัวเราแทบทุกที่ เราเคยตื่นเต้นกับการส่งข้อความ SMS แต่ทุกวันนี้เรามีแอปพลิเคชันและบริการหลากหลายรูปแบบที่ใช้การสื่อสาร โดยแทบไม่ต้องคิดถึงเทคโนโลยีเบื้องหลัง และ Stablecoin จะเดินไปในทิศทางเดียวกัน Jeremy กล่าว

“ผู้คนจะรับรู้ถึงประโยชน์ของมัน เพราะ Stablecoin สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ทำไม่ได้ พวกเขาจะมีวิธีเข้าถึงระบบการเงินที่ง่ายขึ้น ปลอดภัยขึ้น มีต้นทุนต่ำลง และมีโอกาสเข้าร่วมในเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลกในรูปแบบใหม่ ๆ” และสำหรับประเทศไทย คำถามจึงอยู่ที่ว่า เราจะใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะไปถึงจุดนั้น และจะวางกติกาอย่างไรให้เทคโนโลยีนี้เติบโตได้จริง พร้อมสร้างประโยชน์ให้ทั้งภาคธุรกิจ นักลงทุน และเศรษฐกิจไทย




อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment   

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https://www.facebook.com/ThairathMoney 


Author

พิมพ์ชญา ภมรพล

พิมพ์ชญา ภมรพล
from digital economies to the art of brand identity