
Stablecoin คือสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผูกมูลค่ากับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือชำระเงินที่มีความเสถียรและรวดเร็วบนระบบบล็อกเชน
ตลอดปีที่ผ่านมา Stablecoins กำลังเปลี่ยนสถานะจากสินทรัพย์ที่คนส่วนใหญ่รู้จักผ่านโลกคริปโตเคอร์เรนซี สู่เทคโนโลยีที่ภาคการเงินทั่วโลกจับตามองในฐานะโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบใหม่ ท่ามกลางโอกาสในการเพิ่มประสิทธิภาพการชำระเงินและการเคลื่อนย้ายเงินข้ามพรมแดน ขณะเดียวกันก็ยังมีโจทย์สำคัญเรื่องการกำกับดูแล ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน และบทบาทของธนาคารกลางที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน
ประเด็นนี้จึงเป็นอีกหนึ่งมิติสำคัญของการหารือในงาน IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ เวทีที่ผู้นำเศรษฐกิจ ผู้กำหนดนโยบาย และภาคการเงินจากทั่วโลกมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก รวมถึงอนาคตของระบบการเงินและเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการเคลื่อนย้ายเงินในระยะข้างหน้า
และสำหรับประเทศไทย นี่คือช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อว่า Stablecoin จะเข้ามามีบทบาทและต่อยอดเทคโนโลยีนี้จากตลาดซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และธุรกรรมข้ามพรมแดนได้อย่างไร โดยไม่ละเลยความมั่นคงของระบบการเงิน
โอกาสนี้ Thairath Money ได้พูดคุยกับ Jeremy Allaire ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Circle บริษัทผู้อยู่เบื้องหลัง USDC หนึ่งใน Stablecoins ที่มีบทบาทสำคัญในตลาดโลก เพื่อเจาะลึกทิศทางของ Stablecoin Economy ตั้งแต่โอกาสของ THAI BAHT Stablecoin เงื่อนไขด้านกฎระเบียบ การหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย ไปจนถึงความเป็นไปได้ในการสร้างความร่วมมือกับภาคธุรกิจไทย
และในมุมมองของผู้ที่กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัลระดับโลก อุตสาหกรรม Stablecoin ในไทยกำลังอยู่ตรงจุดไหน และต้องเดินต่ออย่างไรจึงจะเปลี่ยนจากกระแสเทคโนโลยีให้กลายเป็นการใช้งานจริงในระบบเศรษฐกิจ
สำหรับคนไทยที่อาจจะยังไม่คุ้นเคยกับ Circle หรือไม่เข้าใจว่า Stablecoin คืออะไร?
Stablecoin คือ สินทรัพย์ดิจิทัลที่ออกแบบมาให้มีมูลค่าค่อนข้างคงที่ โดยมักผูกมูลค่าไว้กับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐ แตกต่างจากคริปโตเคอร์เรนซีอย่าง Bitcoin ที่ราคาสามารถผันผวนได้มาก
จุดประสงค์สำคัญของ Stablecoin คือ การทำให้ผู้ใช้งานสามารถถือครองและโอนมูลค่าในรูปแบบดิจิทัลได้ โดยไม่ต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาในระดับเดียวกับคริปโตฯ ทั่วไป ทั้งนี้ความมั่นคงของมูลค่าขึ้นอยู่กับกลไกการรักษามูลค่า สินทรัพย์หนุนหลัง และความน่าเชื่อถือของผู้ออกด้วย
พูดง่ายๆ คือ Stablecoin ก็เหมือน เงินดอลลาร์ที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัล คล้ายกับการมีธนบัตร 1 ดอลลาร์ แต่เปลี่ยนจากเงินสดในกระเป๋าเป็นโทเคนดิจิทัลที่ส่งต่อบนระบบบล็อกเชนได้
และหนึ่งใน Stablecoins ที่เป็นที่รู้จักในตลาดโลก คือเหรียญ USDC ซึ่งออกโดย Circle และออกแบบให้มีมูลค่าอ้างอิงกับดอลลาร์สหรัฐในอัตรา "1 USDC ต่อ 1 ดอลลาร์" และสิ่งที่ทำให้ USDC ถูกจับตามองมากขึ้น เพราะบริษัทเทคโนโลยีผู้อยู่เบื้องหลังอย่าง Circle ไม่ได้วางตำแหน่งตัวเองเพียงในฐานะผู้ออก Stablecoin แต่กำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงเงินดิจิทัลเข้ากับการชำระเงินและระบบการเงินในวงกว้าง
โดยล่าสุด Circle ได้กลายเป็น บริษัทแรกที่ได้ใบอนุญาตธนาคารดิจิทัลในสหรัฐฯ หลังได้รับอนุมัติขั้นสุดท้ายจาก Office of the Comptroller of the Currency (OCC) หรือหน่วยงานกำกับดูแลธนาคารระดับรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ให้จัดตั้ง National Trust Bank ภายใต้ชื่อ Circle National Trust เมื่อเดือนกรกฎาคม 2026 เพื่อให้บริการดูแลรักษาสินทรัพย์แก่ลูกค้าสถาบันภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลกลาง
Jeremy กล่าวว่า Circle คือ บริษัทซอฟต์แวร์และโครงสร้างพื้นฐานบนอินเทอร์เน็ตที่ทำให้เราสามารถสร้างระบบการเงินขึ้นมาใหม่บนอินเทอร์เน็ตได้อย่างเต็มรูปแบบ โดยหากแบ่งให้ชัดเจน ธุรกิจของ Circle แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก
ส่วนแรก คือ USDC หรือเงินดอลลาร์ดิจิทัล หรือที่บางครั้งเรียกว่า Stablecoin เราสร้างเครือข่ายแบบเปิดที่ผู้ใช้สามารถสร้างกระเป๋าเงินดิจิทัล ซื้อขายแลกเปลี่ยน และสามารถเชื่อมต่อแพลตฟอร์มชำระเงินเข้ามาได้ ทำให้ผู้คนสามารถส่งและรับเงินดอลลาร์ดิจิทัลได้ทั่วโลกแทบจะทันที ด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก
ส่วนที่สอง คือ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลัง เพื่อให้กิจกรรมทางการเงินและเศรษฐกิจสามารถดำเนินการบนอินเทอร์เน็ตได้ รวมถึง Arc บล็อกเชนซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่เราพัฒนาขึ้น โดยเรามองสิ่งนี้เสมือนเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับเศรษฐกิจ
ส่วนที่สาม คือ การพัฒนาเครือข่ายการชำระเงินที่ช่วยให้สถาบันการเงินทั่วโลกสามารถโอนเงินระหว่างประเทศและสกุลเงินต่าง ๆ ได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ช่วยลดต้นทุนและความล่าช้าที่เกิดขึ้นในการเคลื่อนย้ายเงินระหว่างประเทศ
โดย Jeremy เปิดเผยว่า เหตุผลที่มาร่วมงาน IMF-World Bank Group Annual Meetings เพราะปัจจุบัน Circle ทำงานร่วมกับองค์กรเหล่านี้และประเทศสมาชิกหลายแห่ง โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับความเคลื่อนไหวในตลาดเกิดใหม่เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงิน และทำให้ระบบการเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Stablecoin เติบโตอย่างรวดเร็ว และก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่เทคโนโลยีเงินดิจิทัลนี้ กำลังขยับจากโลกคริปโตฯ ไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินกระแสหลัก Jeremy ให้มุมมองว่า การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือ การเพิ่มขึ้นสัดส่วนการทำธุรกรรมด้วย USDC โดยเฉพาะยอดการชำระเงินข้ามพรมแดนและธุรกรรมระหว่างประเทศ
“เรายังเห็นธุรกิจและครัวเรือนในหลายตลาดถือครองเงินดอลลาร์ดิจิทัลมากขึ้น เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งนอกเหนือจากระบบธนาคารในประเทศของตน นอกจากนี้ ปัจจุบันบริษัทด้านการชำระเงินรายใหญ่ บริษัทในตลาดทุน ธนาคารระดับโลก บริษัทเทคโนโลยี และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ต่างกำลังผสาน USDC เข้ากับผลิตภัณฑ์ของตัวเอง”
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทประกาศความร่วมมือกับโครงการที่เกี่ยวข้องกับ SAP โดยมีการนำการชำระเงินด้วย USDC เข้าไปผสานกับระบบบริหารจัดการองค์กร ทำให้ฝ่ายบริหารเงินของบริษัทขนาดใหญ่สามารถทำธุรกรรมการชำระเงินทั่วโลกโดยอัตโนมัติผ่าน USDC ได้
อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ คือ กฎระเบียบของสหรัฐฯ ที่ได้กำหนดกรอบการกำกับดูแล Stablecoin ใหม่ ซึ่งมีกำหนดเริ่มมีผลในเดือนมกราคม 2027 นี่เป็นพัฒนาการสำคัญของอุตสาหกรรม และสะท้อนถึงความสำคัญที่รัฐบาลสหรัฐฯ ให้กับการรักษาบทบาทและความสามารถในการแข่งขันของเงินดอลลาร์ในระบบการเงินโลก
“เรากำลังเห็น Stablecoin เข้าไปอยู่ในแทบทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงนี้กำลังเร่งตัวขึ้น” Jeremy กล่าว
เมื่อถามถึงความกระตือรือร้นที่มีต่อ Stablecoin ในปัจจุบัน เราเห็นการเข้ามามีบทบาทของสถาบันการเงินดั้งเดิมในโลกการเงินดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ที่หันมาพัฒนาเงินฝากในรูปแบบ Tokenized Deposits ขณะที่ธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลกกำลังศึกษา Central Bank Digital Currency หรือ CBDC ณ จุดนี้ Stablecoin อยู่ตรงไหนในระบบการเงินใหม่นี้
Jeremy กล่าวว่า ณ ตอนนี้ CBDC ยังมีการใช้งานจริงอย่างจำกัด ขณะที่ Tokenized Deposits ส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นทดลอง ในทางกลับกัน Stablecoin ถูกนำมาใช้งานแล้วในระดับที่มีนัยสำคัญ โดยมีมูลค่าธุรกรรมรวมระดับหลายล้านล้านดอลลาร์
“ผมมองเรื่องนี้ผ่านหลักการเดียวกับการทำงานของอินเทอร์เน็ต ผู้คนต้องการเครื่องมือสื่อสารที่เชื่อมต่อถึงกันได้ และต้องการข้อมูลที่เข้าถึงได้ผ่านอินเทอร์เน็ต หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับเงินเช่นกัน”
Jeremy กล่าวว่า เขาเชื่อในการแข่งขันทางการตลาด นวัตกรรมทางเทคโนโลยี ตลาดเสรีที่มีการแข่งขัน และการกำกับดูแลที่ดี ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้ามามีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมนี้ได้มากขึ้น เดิมทีสถาบันการเงินสามารถสร้างระบบชำระเงินแบบปิดที่ใช้งานได้เฉพาะกับสถาบันบางแห่ง แต่ก็จะจำกัดประโยชน์ของระบบนั้น แต่เครือข่าย Stablecoin อย่าง USDC นำเสนอบริการที่เปิดกว้าง เป็นสาธารณะ และทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้ทั่วโลก
นอกจากนี้ยังมีสัญญาณที่เพิ่มขึ้นของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่เริ่มตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า โดย Jeremy ยกตัวอย่าง ธนาคารใหญ่อย่าง Citibank, The Bank of New York Mellon Corporation (BNY) หรือ Standard Chartered ซึ่งปัจจุบันเป็นสถาบันการเงินที่มีบริการช่วยให้ลูกค้าสถาบันเข้าถึงหรือใช้งาน USDC ได้
Jeremy กล่าวว่า หากมองเอเชียโดยรวม ภูมิภาคนี้เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของ Circle โดยปัจจุบันยอดกิจกรรมการใช้งานในภูมิภาคเอเชีย มากกว่าภูมิภาคอื่น ทั้งสหรัฐฯ และยุโรป
เอเชียมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการค้าโลก ทั้งภายในภูมิภาคและการค้ากับทวีปอื่น ๆ เมื่อธุรกิจจำนวนมากต้องการออกใบแจ้งหนี้และรับชำระเงินเป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐ Stablecoin จึงเป็นอีกวิธีที่มีประสิทธิภาพในการทำธุรกรรมเหล่านี้
“นอกจากนี้เรายังเห็น Stablecoin มีบทบาทเพิ่มขึ้นในการซื้อขาย การลงทุน และการออม แพลตฟอร์มการเงินดิจิทัลกำลังได้รับความนิยมทั่วเอเชีย โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งสำหรับผู้ใช้งานจำนวนมาก แพลตฟอร์มเหล่านี้เปรียบเสมือนศูนย์กลางทางการเงินบนโทรศัพท์มือถือ พวกเขาสามารถถือครองเงินดอลลาร์ดิจิทัล ลงทุน รับผลตอบแทน และชำระเงินข้ามพรมแดนได้ ผมคิดว่าเรากำลังเห็นการเกิดขึ้นของ Super App ทางการเงินระดับโลก และเอเชียเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้" Jeremy กล่าว
แล้วสำหรับประเทศไทย โอกาสอยู่ตรงไหน และประเทศไทยควรทำอะไรให้ถูกต้องเพื่อคว้าโอกาสเหล่านี้?
Jeremy อธิบายให้เห็นภาพชัดว่า โอกาสสำคัญที่ไทยจะได้ประโยชน์มีด้วยกัน 3 ด้าน อับดับแรก คือ ธุรกรรมข้ามพรมแดน (Cross-Border Payment) ครัวเรือนและธุรกิจไทยที่ต้องติดต่อกับบุคคลหรือบริษัทในต่างประเทศจำเป็นต้องมีวิธีทำธุรกรรมที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และมีต้นทุนต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ Stablecoin สามารถช่วยลดขั้นตอนและต้นทุน รวมถึงทำให้การเคลื่อนย้ายเงินรวดเร็วขึ้น
Jeremy กล่าวว่า จุดนี้ถือเป็นโอกาสของบริษัทฟินเทค แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล บริษัทนายหน้า และธนาคารในไทย ที่จะนำ Stablecoin เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์และบริการสำหรับธุรกรรมระหว่างประเทศ
ต่อมา คือ การลงทุนในตลาดโลก (Global Investment) แพลตฟอร์มการเงินดิจิทัลสามารถช่วยให้ผู้คนในประเทศต่าง ๆ มีช่องทางออมเงินและลงทุนในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยควรพิจารณาว่าจะทำให้คนไทยเข้าถึงตลาดเหล่านี้ได้อย่างไร และสุดท้าย คือ โอกาสภายในประเทศ (Domestic Scalability) หรือ การยกระดับเงินบาทให้เป็นสกุลเงินดิจิทัลบนบล็อกเชน หรือ On-chain Currency
Jeremy เชื่อว่า สกุลเงินทุกสกุลในโลกสามารถได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนเป็นสกุลเงิน On-chain ที่ทำงานบนเครือข่ายบล็อกเชน โดยเงินในรูปแบบนี้สามารถตั้งโปรแกรมให้ทำงานตามเงื่อนไขที่กำหนดได้ หรือที่เรียกว่า Programmable Money และรองรับการใช้งานใหม่ ๆ ที่เงินแบบดั้งเดิมซึ่งอยู่เพียงในบัญชีธนาคารหรือบัญชีของภาครัฐทำได้ไม่สะดวกเท่า
โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจมีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น และ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เราจะต้องการเงินที่ซอฟต์แวร์และ AI Agent สามารถนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสำหรับประเทศไทยจึงอาจจำเป็นต้องมีเงินบาทดิจิทัลในรูปแบบ On-chain และ Stablecoin ที่อ้างอิงค่าเงินบาทจะมีบทบาทสำคัญ ทั้งในด้านการใช้งานภายในประเทศและการเชื่อมต่อเข้ากับตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญต่อไปที่ควรตั้งคำถาม คือ หากไทยพัฒนา Stablecoin ของตัวเอง จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเงินบาท หรือความสามารถของธนาคารแห่งประเทศไทยในการบริหารจัดการระบบการเงินหรือไม่
Jeremy ตอบชัดเจนว่า “สิ่งสำคัญ คือ การกำกับดูแลที่เหมาะสมและสอดคล้องกับเป้าหมายของธนาคารกลาง กล่าวคือ บริษัทที่ออก Stablecoin ควรอยู่ภายใต้การกำกับ และเงินสำรองที่ใช้หนุนหลัง Stablecoin ต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างปลอดภัยและโปร่งใส”
ผู้ออก Stablecoin สามารถสร้างโครงสร้างที่เราเรียกว่า Narrow Bank ซึ่งมุ่งเน้นการถือครองและบริหารจัดการเงินสำรอง โดยแยกสินทรัพย์เหล่านั้นออกจากสินทรัพย์ส่วนอื่นของบริษัทอย่างเหมาะสม โดย Circle เองก็ดำเนินงานผ่านโครงสร้างของการเป็น National Trust Bank ที่อยู่ภายใต้การกำกับในสหรัฐฯ
ประเทศไทยสามารถพิจารณากรอบการกำกับดูแลที่ให้ผู้ออก Stablecoin อยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกำหนดมาตรการคุ้มครองเงินสำรองที่ใช้หนุนหลัง Stablecoin ที่อ้างอิงค่าเงินบาท รวมถึงอาจพิจารณารูปแบบการจัดการเงินสำรองที่เกี่ยวข้องกับธนาคารกลาง
แนวทางนี้จะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนพัฒนานวัตกรรมการใช้งานเงินดิจิทัล ขณะเดียวกันก็ยังรักษาการกำกับดูแลและมาตรการคุ้มครองเงินสำรองไว้ได้ โดย Jeremy ยืนยันว่า หากออกแบบการกำกับดูแลได้ดี แนวทางการดำเนินงานดังกล่าวจะไม่ขัดแย้งด้านนโยบาย อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนเป้าหมายของธนาคารกลางอีกด้วย
โดย Jeremy เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา Circle เคยพูดคุยกับธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้ดำเนินการทดลองผ่าน Sandbox โดย USDC ถูกนำไปใช้ในการทดลองบางโครงการ รวมถึงในฝั่งของธนาคารพาณิชย์และบริษัทฟินเทคที่มีนวัตกรรมเข้ามามีส่วนร่วมในการทดลองเหล่านี้เช่นกัน
ขณะที่ความคืบหน้าด้านกฎระเบียบในระดับภูมิภาค ฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ แต่ละตลาดกำลังเดินหน้าเรื่องกรอบกำกับดูแล Stablecoin ในรูปแบบที่แตกต่างกัน โดย Jeremy กล่าวว่า ประเทศไทยจะเดินหน้าเรื่องนี้ตามมาในไม่ช้า
สำหรับความร่วมมือทางธุรกิจ Circle มองเห็นโอกาสอย่างมากในประเทศไทย ปัจจุบันแพลตฟอร์มคริปโตบางแห่งที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลในไทยรองรับ USDC อยู่แล้ว ขณะที่บริษัทด้านการชำระเงิน บริษัทลงทุน และธนาคารต่างกำลังพิจารณาว่าจะนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร
ทั้ง USDC และ Arc และโครงการพัฒนาเครือข่ายการชำระเงินของเราล้วนเปิดโอกาสให้เราทำงานร่วมกับสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมได้หลายรูปแบบ ซึ่งเรากำลังทำสิ่งนี้ในหลายประเทศทั่วโลก และเชื่อว่าจะมีโอกาสที่ดีในการร่วมมือกับบริษัทชั้นนำของไทย
ในอีก 10 ปีข้างหน้า Jeremy มองว่า Stablecoin อาจไม่ใช่คำที่ผู้คนต้องพูดถึงอีกต่อไป เพราะเงินดิจิทัลจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เช่นเดียวกับอินเทอร์เน็ตที่เราใช้งานโดยแทบไม่ต้องนึกถึงเทคโนโลยีเบื้องหลัง
คำที่เราใช้เรียกเทคโนโลยีมักจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ในอดีตเราเคยพูดถึงอินเทอร์เน็ตกันมาก แต่ปัจจุบันอินเทอร์เน็ตอยู่รอบตัวเราแทบทุกที่ เราเคยตื่นเต้นกับการส่งข้อความ SMS แต่ทุกวันนี้เรามีแอปพลิเคชันและบริการหลากหลายรูปแบบที่ใช้การสื่อสาร โดยแทบไม่ต้องคิดถึงเทคโนโลยีเบื้องหลัง และ Stablecoin จะเดินไปในทิศทางเดียวกัน Jeremy กล่าว
“ผู้คนจะรับรู้ถึงประโยชน์ของมัน เพราะ Stablecoin สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ทำไม่ได้ พวกเขาจะมีวิธีเข้าถึงระบบการเงินที่ง่ายขึ้น ปลอดภัยขึ้น มีต้นทุนต่ำลง และมีโอกาสเข้าร่วมในเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลกในรูปแบบใหม่ ๆ” และสำหรับประเทศไทย คำถามจึงอยู่ที่ว่า เราจะใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะไปถึงจุดนั้น และจะวางกติกาอย่างไรให้เทคโนโลยีนี้เติบโตได้จริง พร้อมสร้างประโยชน์ให้ทั้งภาคธุรกิจ นักลงทุน และเศรษฐกิจไทย
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney