
วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติไม่ให้ผ่านร่างกฎหมาย Clarity Act ที่จะช่วยแบ่งแยกความชัดเจนของสินทรัพย์ดิจิทัล หลังจากที่ฝั่งรีพับลิกันปรับแก้ไขและสนับสนุนมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการแก้ไขล่าสุดที่เพิ่มเรื่องจริยธรรมลงไปชัดเจนขึ้น ส่งผลให้แผนผลักดันต้องเลื่อนออกไปอีกครั้ง
เมื่อวันอังคารที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติไม่ให้ผ่านร่างกฎหมาย Digital Asset Market Clarity Act หรือ Clarity Act สกัดไม่ให้เดินหน้าต่อ หลังมีความพยายามมาอย่างยาวนานในการวางกรอบกำกับดูแลอุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีอย่างครอบคลุม ทำให้ต้องเลื่อนแผนออกไปอีกครั้ง
ผลโหวตออกมาที่ 50 เสียงเห็นด้วย และมี 49 เสียงไม่เห็นด้วย ซึ่งยังห่างจากเกณฑ์ 60 เสียงที่จำเป็นต้องใช้ในการผ่านญัตติให้ร่างกฎหมายเดินหน้าต่อ โดยเกณฑ์ดังกล่าวต้องการเสียงเห็นชอบจากสมาชิกพรรคเดโมแครตอย่างน้อย 7 เสียง บวกกับเสียงของสมาชิกพรรครีพับลิกันทั้งหมด 53 เสียง
ทางฝั่งรีพับลิกันชี้แจงว่า ร่างกฎหมายฉบับล่าสุดที่นำมาโหวตนั้น ได้ผ่านการแก้ไขมาแล้วกว่า 100 จุดตามข้อเรียกร้องของฝ่ายเดโมแครต รวมถึงเพิ่มมาตรฐานด้านจริยธรรมที่เข้มงวดขึ้นลงไปด้วย
สมาชิกวุฒิสภา Elizabeth Warren จากพรรคเดโมแครต รัฐแมสซาชูเซตส์ เป็นหนึ่งในผู้ที่ออกมาวิจารณ์ร่างกฎหมายฉบับนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเธอระบุว่าร่างกฎหมายนี้ “ยังไม่สามารถปกป้องนักลงทุน ระบบการเงิน และความมั่นคงของชาติได้อย่างเพียงพอ”
ร่างกฎหมายฉบับนี้มีความยาวกว่า 600 หน้า และหากผ่านออกมาเป็นกฎหมายจริง จะถือเป็นการกำกับดูแลอุตสาหกรรมคริปโตฯ ของสหรัฐฯ ในระดับรัฐบาลกลางเป็นครั้งแรก โดยก่อนหน้านี้ร่างกฎหมายฉบับก่อนหน้าเคยผ่านสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วเมื่อปีก่อน แต่มาสะดุดที่ชั้นวุฒิสภา
แม้ผลโหวตครั้งนี้จะยังไม่ผ่าน แต่สำหรับอุตสาหกรรมคริปโตฯ การโหวตที่ผ่านมาถือเป็นก้าวแรกที่ทำให้วุฒิสภาได้เริ่มพิจารณาร่าง Clarity Act อย่างจริงจัง เปิดทางให้มีการเจรจากันต่อ ก่อนที่จะต้องส่งกลับไปให้สภาผู้แทนราษฎรอนุมัติอีกครั้งหากมีการแก้ไขเพิ่มเติม
หลังมีประกาศไม่ผ่านร่างกฎหมาย หุ้นในกลุ่มคริปโตฯ มีการปรับตัวลงทันที อย่าง Coinbase ปิดตลาดลดลง 10% ขณะที่หุ้น Circle ผู้ออกเหรียญ Stablecoin ปรับตัวลงมากกว่า 11% ส่วน Bitcoin ร่วงลงสูงสุด 5.3% โดยราคาลดลงต่ำกว่า 75,000 ดอลลาร์สหรัฐ
จริง ๆ แล้วในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ โอกาสที่ร่างกฎหมาย Clarity Act จะผ่านสภานั้นลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากสมาชิกพรรคเดโมแครตคนสำคัญหลายคนออกมาคัดค้านต่อเนื่อง
แต่การพ่ายแพ้ครั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าตลาดคริปโตฯ จะซบเซาไปอีกยาวนาน เพราะยังมีกระแสคลั่ง AI ได้ดึงความสนใจของนักลงทุนรายย่อยออกไป ขณะที่สภาพคล่องที่ตึงตัวขึ้นและความต้องการเสี่ยงที่ลดลง ก็ยิ่งทำให้ตลาดหมี (Bear Market) ยืดเยื้อออกไป
สิ่งที่ Clarity Act จะมอบให้ได้แตกต่างออกไปคือ หากผ่านสภา จะทำให้ผู้เล่นในตลาดเข้าใจกรอบกฎหมายที่ควบคุมอุตสาหกรรมนี้ได้ชัดเจนขึ้น พร้อมเปิดเส้นทางที่แน่นอนให้บริษัทต่าง ๆ ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าจะลงทุน ขยายธุรกิจ หรือทำดีลในสหรัฐฯ หรือไม่
ในมุมกฎระเบียบ ร่างกฎหมายนี้จะช่วยขีดเส้นแบ่งอำนาจระหว่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ หรือ SEC กับคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า หรือ CFTC ให้ชัดเจนขึ้น หากผ่านออกมา จะช่วยระบุได้ว่าสินทรัพย์ดิจิทัลแบบไหนควรถูกจัดเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ และแบบไหนควรเป็นหลักทรัพย์
กฎหมายนี้จะช่วยคลี่คลายความไม่แน่นอนที่ตลาด Exchange โบรกเกอร์ ดีลเลอร์ และผู้เล่นในตลาดคริปโตฯ ต้องเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งท้ายที่สุดจะช่วยชี้ทางให้ผู้เล่นรู้ว่าควรไปจดทะเบียนกับหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐบาลกลางแห่งไหน
หนึ่งในปัจจัยหนุนตลาดที่หายไป คือ การที่ Clarity Act ไม่ผ่านสภา ทำให้ตลาดที่กำลังซบเซาอยู่แล้วอาจซบเซามากขึ้นไปอีก
“ถ้า Clarity Act ผ่าน คริปโตฯ น่าจะกลายเป็นสิ่งที่นักลงทุนสถาบันเห็นพ้องต้องกันในไตรมาส 4 นี้” Matthew Hougan ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Bitwise Asset Management กล่าว “มันจะเป็นตลาดกระทิงที่พุ่งแรงมาก แต่พอ Clarity ไม่ผ่าน ตลาดก็ท้าทายขึ้น และยังมองบวกว่า ปีนี้คริปโตฯ จะขยับสูงขึ้นเรื่อย ๆ กว่าปัจจุบัน แต่คงช้าลง”
อีกปัจจัยหนึ่งคือ ความสงบด้านกฎระเบียบดูจะไม่ถาวร ซึ่งหน่วยงานกำกับดูแลยังคงเดินหน้าออกกฎเกณฑ์ต่อไปได้แม้ไม่มี Clarity Act โดยอุตสาหกรรมนี้เคยผ่านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาแล้วครั้งหนึ่ง อย่างเช่นเคสของ Coinbase และบริษัทคริปโตฯ รายใหญ่อื่น ๆ ที่เคยต่อสู้คดีฟ้องจาก SEC ก่อนที่หน่วยงานกำกับดูแลภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ จะยกเลิกคดีเหล่านั้นในภายหลัง
ซึ่งหาก Clarity Act ผ่านสภา จะช่วยตอบคำถามทางกฎหมายได้ว่าเบื้องหลังของข้อพิพาทเหล่านั้นคืออะไร รวมถึงประเด็นว่าสินทรัพย์ดิจิทัลชนิดใดควรถูกจัดเป็นหลักทรัพย์หรือสินค้าโภคภัณฑ์ และหน่วยงานใดควรเป็นผู้กำกับดูแล แต่เมื่อไม่มีร่างกฎหมายนี้ หน่วยงานกำกับดูแลและศาลก็จะมีอิทธิพลมากขึ้นแทน
นอกจากนี้ ดีลใน Wall Street อาจต้องรอ เนื่องจากความไม่แน่นอนครั้งนี้อาจทำให้ดีลเข้าซื้อกิจการแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโตฯ ผู้ให้บริการดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล (Custodian) และบริษัทจัดการสินทรัพย์ ต้องล่าช้าออกไป
Brian Dixon ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Off the Chain Capital กองทุนที่ลงทุนในบริษัทคริปโตฯ ระบุว่า ผู้ซื้อที่คาดว่าจะเข้ามาต้องการความชัดเจนด้านกฎระเบียบมากกว่านี้ ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนซื้อกิจการก้อนใหญ่ แม้ SEC และ CFTC อาจให้ความชัดเจนส่วนใหญ่ได้เองในที่สุด แต่กระบวนการออกกฎของหน่วยงานภาครัฐต้องใช้เวลา และอาจเผชิญกับการท้าทายในชั้นศาลหรือพลิกแพลงได้หากรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหาร
อย่างไรก็ตาม ธนาคารเองก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เรื่องซับซ้อนขึ้น เพราะธนาคารต่างคัดค้านร่างกฎหมายบางส่วนของ Clarity Act โดยเฉพาะบทบัญญัติเกี่ยวกับผลตอบแทนจาก Stablecoin ซึ่งธนาคารมองว่าอาจดึงเงินฝากออกจากธนาคารแบบดั้งเดิมนั่นเอง
ที่มา: Bloomberg, Yahoo! Finance
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/investment
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney