
Bitcoin ร่วงลงหลุด 60,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเหรียญ แตะระดับต่ำสุดตั้งแต่ 2024 ซึ่งปีนี้ดิ่งลงมาราคานี้เป็นครั้งที่ 3 ของปี หลังเกิดแรงเทขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และตลาดคริปโตฯ ยังเผชิญกับภาวะตลาดหมี มีแรงกดดันจากทั้งเรื่องเศรษฐกิจมหภาค และปัจจัยภายในอุตสาหกรรม
Bitcoin ปรับตัวลงแรงเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (24 มิถุนายน) ช่วงหนึ่งราคาร่วงหลุด 60,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเหรียญ แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2024 เกิดขึ้นหลังจากเกิดแรงเทขายครั้งใหญ่ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่ตลาดคริปโตฯ ยังคงเผชิญภาวะตลาดหมีที่ยืดเยื้อ
ราคาของ Bitcoin ช่วงเช้าวันนี้ (25 มิถุนายน) ร่วงลงมากว่า 3% กลับขึ้นมาอยู่ที่ 60,768.63 ดอลลาร์สหรัฐต่อเหรียญ ตามข้อมูลบน CoinMarketCap โดยในระหว่างวันก่อนหน้านั้นเคยลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ 59,029.86 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2024 และนับว่าเป็นครั้งที่ 3 ของปีที่ราคาร่วงลงมาหลุด 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ
ส่งผลให้ปัจจุบัน Bitcoin อยู่ในช่วงตลาดหมีมาแล้วราว 8 เดือน และกำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคและปัจจัยเฉพาะภายในอุตสาหกรรมคริปโตฯ
ในช่วงที่ผ่านมา เม็ดเงินลงทุนจำนวนมากได้ไหลออกจากตลาดคริปโตฯ ไปยังสินทรัพย์ที่กำลังได้รับความนิยม ไม่ว่าจะเป็นหุ้นกลุ่ม AI หุ้น IPO ที่ร้อนแรง รวมถึงตลาด Prediction Market หรือแพลตฟอร์มทำนายผลเหตุการณ์ต่าง ๆ
ขณะเดียวกัน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ได้รับผลกระทบจากสงครามอิหร่าน ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ยังคงให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อเป็นหลัก ส่งผลให้สภาพแวดล้อมการลงทุนไม่เอื้อต่อสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin
นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นที่ลดลงในตลาดคริปโตฯ โดยรวม ยังทำให้นักลงทุนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามถึงคุณค่าเฉพาะตัวหรือจุดเด่นที่แตกต่างของ Bitcoin ว่ายังคงแข็งแกร่งเพียงใดในระยะยาว
อีกหนึ่งปัจจัยที่ตลาดกำลังจับตาคือ CLARITY Act ร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตฯ ของสหรัฐ ที่ถือเป็นความหวังสำคัญของอุตสาหกรรมในเวลานี้
อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายดังกล่าวเหลือเวลาอีกเพียงประมาณ 5 สัปดาห์ในการผ่านขั้นตอนสำคัญทางนิติบัญญัติก่อนที่สภาคองเกรสจะปิดสมัยประชุมช่วงฤดูร้อน หากไม่สามารถผ่านได้ทันตามกำหนด กระบวนการพิจารณาอาจต้องถูกเลื่อนออกไปจนถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วง
นอกจากนี้ ด้านกองทุน Bitcoin ETF ก็ยังเผชิญแรงขายต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ มีเงินไหลออกจากกองทุนรวมกันแล้วประมาณ 182 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มที่จะเผชิญภาวะเงินทุนไหลออกสุทธิติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 7
ส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์รวม (Assets Under Management หรือ AUM) ที่ถือครองอยู่ในกองทุน Bitcoin ETF ลดลงเหลือ 77,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากระดับประมาณ 113,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงความระมัดระวังของนักลงทุนสถาบันที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางภาวะตลาดคริปโตฯ ที่ยังขาดปัจจัยบวกใหม่ ๆ เข้ามาสนับสนุนการฟื้นตัวในระยะสั้น
แม้บรรยากาศการลงทุนในปัจจุบันจะค่อนข้างซบเซา แต่การปรับตัวลงของ Bitcoin รอบนี้ยังถือว่าไม่รุนแรงเท่ากับตลาดหมีในอดีต
ตามรายงานของ CNBC ที่ได้ถามความเห็นกับ Sam Callahan ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์และวิจัย Bitcoin ของบริษัทบริหารสินทรัพย์คริปโตฯ OranjeBTC ระบุว่า สาเหตุสำคัญมาจากการเข้ามาของนักลงทุนสถาบันที่มีบทบาทมากขึ้นในตลาด
เขาชี้ว่า มีคนจำนวนมากพูดว่า “นี่คือ Bull Market ที่แย่ที่สุด แต่เป็น Bear Market ที่ดีที่สุด” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า Bitcoin ในปัจจุบันมีความผันผวนน้อยกว่ารอบตลาดหมีในอดีต เนื่องจากฐานนักลงทุนของ Bitcoin ในปัจจุบันมีขนาดใหญ่ขึ้น มีสภาพคล่องมากขึ้น และไม่ได้พึ่งพานักลงทุนรายย่อยเป็นหลักเหมือนในอดีตอีกต่อไป
“Bitcoin กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีความเป็นสถาบันมากขึ้น ดังนั้นเราจะเห็นความผันผวนลดลงทั้งในช่วงขาขึ้นและขาลง” Callahan กล่าว
ที่มา: CNBC, CoinMarketCap
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney