
พันธบัตรคือตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลหรือบริษัทต่างๆ เพื่อระดมทุน
ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง… แต่ถ้าอยากเสี่ยงต่ำ สิ่งแรกที่คนมักนึกถึง คือ พันธบัตร นักลงทุนผู้มั่งคั่งมักจัดพอร์ตโดยมีพันธบัตรเพื่อบริหารความเสี่ยง แต่ล่าสุดมีข่าวว่าเกิดการเทขายครั้งใหญ่ จน Bond Yields หรือผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้น ซึ่งนั่นหมายถึง ราคาพันธบัตรจะลดลงจนบางคนเรียกว่าขาดทุนจากพันธบัตร
ถ้าซื้อพันธบัตรยังเสี่ยงขาดทุน ทำไมคนรวยยังต้องมีสิ่งนี้ในพอร์ต ถ้าเพิ่งเริ่มต้นลงทุนในพันธบัตรต้องทำยังไง หาคำตอบได้ในบทความนี้
พันธบัตร คือ ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐซึ่งจะใช้ระดมทุนเพื่อพัฒนาประเทศ โดยภาครัฐจะเสนอ “ดอกเบี้ย” ให้กับผู้ที่ซื้อพันธบัตร เมื่อครบระยะเวลาที่กำหนดจะคืนเงินต้นให้
สรุปแบบให้เข้าใจง่ายคือ ใครซื้อพันธบัตรถือเป็นเจ้าหนี้ของรัฐบาล คนเลยมองว่าความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ถือว่าต่ำมาก (ขึ้นอยู่กับว่าลงทุนกับประเทศไหน)
พันธบัตรรัฐบาลมีให้เลือกหลายแบบ และมีหลายประเทศให้เลือก เช่น สหรัฐฯ, ญี่ปุ่น เยอรมัน รวมถึงประเทศไทย ซึ่งกระทรวงการคลังจะเป็นผู้ออกพันธบัตรรัฐบาล, หรือในบางช่วงอาจมีการออกพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รูปแบบหลักๆ คือ จะมีการกำหนดระยะเวลา และอัตราดอกเบี้ยต่อปีให้อย่างชัดเจน เช่น พันธบัตรออมทรัพย์ รุ่นอายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ยที่ 2.49% ต่อปี (เฉลี่ย) เป็นต้น
แน่นอนว่า การซื้อพันธบัตรหรือตราสารหนี้ ในกรณีถือครองจนครบอายุ จะได้เงินต้นคืน ดังนั้นแม้ว่าระหว่างทางราคาจะเปลี่ยนไปทางไหน ผู้ที่ซื้อพันธบัตรไปยังได้เงินคืนนั่นเอง (ยกเว้นกรณีผิดนัดชำระหนี้) ดังนั้นพันธบัตรรัฐบาล อาจเหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้น้อย หรือ อยากได้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอและแน่นอน
นอกจากนี้ สิ่งที่นักลงทุนควรรู้ ไม่ใช่แค่รัฐบาลที่ออกตราสารหนี้ได้ แต่บริษัทต่างๆ ก็สามารถออกได้เช่นกัน โดยเรามักเรียกว่า หุ้นกู้ ซึ่งจะระบุระยะเวลาและอัตราดอกเบี้ยให้ชัดเจน แต่ระดับความเสี่ยงจะขึ้นอยู่กับ อันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ตัวอย่างเช่น หุ้นกู้อันดับ AAA มีความเสี่ยงต่ำสุดในการจัดอันดับ ส่วนอันดับ B มีความเสี่ยงสูงกว่า
ตลาดแรก (Primary Market)
คือการซื้อพันธบัตร “ออกใหม่ครั้งแรก” และซื้อจากผู้ออกพันธบัตรโดยตรง เช่น รัฐบาลหรือหน่วยงานที่ออกพันธบัตร ในประเทศไทย นักลงทุนรายย่อยหรือบุคคลทั่วไป สามารถจองและซื้อได้ที่ธนาคารพาณิชย์มักเริ่มต้นที่ 1 - 1,000 บาท/หน่วย ซึ่งพันธบัตรแต่ละรุ่นอาจมี เงื่อนไขเฉพาะ หรือ การจำกัดวงเงินการซื้อ ขึ้นอยู่กับผู้ออกพันธบัตร ข้อดีของการซื้อพันธบัตรตลาดแรกคือ ซื้อในราคาหน้าตั๋ว
ตลาดรอง (Secondary Market)
คือการซื้อขายพันธบัตร “ที่ออกขายมาแล้ว” ระหว่างนักลงทุนด้วยกันเอง ไม่ได้ซื้อจากผู้ออกโดยตรง ส่วนมากมักเป็นการขายก่อนครบกำหนดสัญญา ซึ่งราคาพันธบัตรจึงเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ขึ้นอยู่กับราคาตลาดหรือการตกลงซื้อขาย สามารถซื้อผ่านบริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับอนุญาตข้อดีคือ ตลาดรองราคาจะยืดหยุ่นกว่า, มีโอกาสทำกำไรจากส่วนต่างราคาได้ เช่น กรณีการซื้อต่ำกว่าราคาหน้าตั๋ว, ถ้าต้องการสภาพคล่องก็อาจขายออกได้
ในโลกการลงทุน คนรวยมักจัดพอร์ตให้มี พันธบัตรหรือตราสารหนี้ (Bond) อยู่เสมอ เพื่อกระจายความเสี่ยงหรือเพื่อเป้าหมายส่วนตัวที่วางไว้ จากรายงาน Wealth Report ประจำปี 2566 พบว่า กลุ่มบุคคลที่มีความมั่งคั่งสุทธิสูงพิเศษ (UHNWIs) มี Bond อยู่ในพอร์ตเฉลี่ยถึง 17%
แต่ถึงพันธบัตรจะดูมีความเสี่ยงต่ำกว่าสินทรัพย์อื่นๆ แต่ก็มีความเสี่ยงหรืออาจขาดทุนได้เช่นกัน อย่างใครซื้อพันธบัตรไว้ แต่เกิดร้อนเงินต้องขายในตลาดรองช่วงที่ราคาตกก็อาจขาดทุนได้
ดังนั้นปัจจัยอะไรบ้างที่เราต้องนำมาวางแผนก่อนซื้อพันธบัตร Thairath Money สรุปข้อมูลที่น่าสนใจจาก บล. หยวนต้ามาให้แล้ว
1. เลือกอายุพันธบัตรที่เหมาะกับเป้าหมายของชีวิต
2. ก่อนซื้อประเมินอันดับความน่าเชื่อถือ
นอกจากนี้ยังแนะนำกลยุทธ์สำคัญคือ Ladder Strategy คือ ไม่ซื้อพันธบัตรอายุยาวเพียงตัวเดียว แต่กระจายซื้อพันธบัตรหลายอายุ เช่น ซื้ออายุ 2 ปี, 5 ปี, และ 10 ปี เมื่อพันธบัตรอายุสั้นครบกำหนด ก็นำเงินไปซื้อพันธบัตรอายุยาวใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนที่จะเกิดขึ้นระหว่างทาง
พันธบัตร เป็นหนึ่งในทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ แต่ทุกการวางแผนการเงินต้องเริ่มที่ตัวเราเสมอว่า เป้าหมายต้องการอะไร จะลงทุนไปเพื่ออะไร จะใช้เงินในช่วงเวลาไหน ถ้าเข้าใจเรื่องเหล่านี้จะทำให้เราจัดพอร์ตได้ตรงใจมากขึ้นแน่ๆ
อ้างอิงข้อมูล SET, บล.หยวนต้า, CIMBT, KTB, KBank, บล.บัวหลวง